- หน้าแรก
- สยองขวัญสไตล์แอนะล็อก : กฎมรณะ 4016
- บทที่ 5 ห้ามหันกลับมามอง (2)
บทที่ 5 ห้ามหันกลับมามอง (2)
บทที่ 5 ห้ามหันกลับมามอง (2)
เขาหันไปมองข้างหน้า ก็เห็นว่ากลุ่มนักศึกษาชุดแรกที่ลงจากรถไปแล้วได้หายลับเข้าไปในหมอกตามพวกกรรมการนักศึกษาไปหมด เหลือเพียงแต่อาจารย์ผู้หญิงคนนั้นกับนักศึกษาไม่กี่คนที่ยังคงตะโกนเรียกอยู่
สายตาหลินอี้สะดุดเข้ากับหน้าอกของอาจารย์คนนั้น ที่ตรงนั้นมีป้ายชื่อปักเอาไว้อย่างชัดเจน แต่ก่อนที่เขาจะได้ถอนหายใจโล่งอกแล้วเดินเข้าไป ร่างกายกลับสะท้านอย่างแรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เขารีบวิ่งไปคว้าแขนเว่ยเหลียง “เหลียงจื่อ! เดี๋ยวก่อน!”
“อย่าไปตรงนั้น!”
เว่ยเหลียงสะดุ้งหันมามองอย่างงงงวย “อะไรของนาย?”
หลินอี้โน้มตัวเข้าไปใกล้ กระซิบเสียงต่ำ “อย่าไป… อาจารย์คนนั้นไม่มีป้ายชื่อจริง!”
“หา?” เว่ยเหลียงตะลึงงัน
“ดูดี ๆ สิ ป้ายชื่อนั่น… มันเหมือนวาดด้วยกระดาษ!” น้ำเสียงของหลินอี้กดต่ำลงยิ่งกว่าเดิม “นายเคยเห็นมาก่อนนี่ พอจะบอกได้ไหมว่ามันจริงหรือปลอม?”
เว่ยเหลียงรีบตั้งสติ จ้องไปที่อาจารย์หญิงคนนั้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะรีบเบือนสายตาหนีไปทันที ร่างกายสั่นสะท้านโดยสัญชาตญาณพลางหลบไปยืนข้างหลังหลินอี้ “แม่ง! ของปลอมแน่ ๆ! ปลอมโคตร ๆ! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?!”
“เดี๋ยว! อาจารย์… นักศึกษา… อาจารย์… นักศึกษา…” ความคิดเว่ยเหลียงหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ดวงตากลอกไปมาไม่หยุด “เชี่ย! หรือว่าจะเป็น…อาจารย์ศิลปะกับนักศึกษาศิลปะในตำนาน?!”
“กฎนักศึกษา! กฎนักศึกษา!” เว่ยเหลียงพึมพำ เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเร่งร้อนราวกับบรรยากาศอันตรายกำลังกดทับลงมา กลิ่นเหม็นฉุนเหมือนกระเทียมโชยปะทะ ทำให้หลินอี้สัมผัสถึงแรงกดดันมหาศาลเช่นเดียวกัน
เว่ยเหลียงเอ่ยเร่งเสียงสั่นเครือ “เสาไฟ! ใช่แล้ว! หลินอี้ มองหาเสาไฟเร็ว!”
ทันใดนั้น หลินอี้รู้สึกได้ถึงลมเย็นพัดวูบ หมอกตรงหน้าค่อย ๆ จางลง เผยให้เห็นเสาไฟสีดำสนิทต้นหนึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลนัก
ทันทีที่เว่ยเหลียงเห็นเสาไฟต้นนั้น เหงื่อเย็นผุดขึ้นจนถึงขั้วกระดูก เขาสั่นสะท้านทั่วร่าง รีบคว้าข้อมือหลินอี้แน่น เสียงสั่นพร่า “หลินอี้ อย่าโดนหลอก! ต้องหาเสาไฟที่มีไฟสว่างเท่านั้น!”
เสียงของเขาเต็มไปด้วยแรงกดดันลึกหนัก “ฉันจำได้แล้ว! เวลาที่อากาศผิดปกติ… สิ่งเดียวที่เชื่อถือได้คือเสาไฟที่เปิดอยู่เท่านั้น!”
ในตอนนั้นเอง นักศึกษาบางคนรอบ ๆ ก็สังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของหลินอี้กับเว่ยเหลียง ขณะที่อาจารย์ผู้หญิงเริ่มเร่งเสียง “นักศึกษารีบมาทางนี้เร็วเข้า! เวลามันเหลือไม่มากแล้วนะ!”
เสียงที่ควรจะสงบเยือกเย็นของอาจารย์ กลับฟังดูบาดหูอย่างยิ่ง คล้ายเสียงปีศาจที่คอยจิ้มแทงเข้าไปในในโสตประสาทของหลินอี้กับเว่ยเหลียง
ผู้โดยสารคนอื่นก็พากันเอ่ยเร่ง บอกให้พวกเขารีบตามไป อย่ามัวเสียเวลาของคนอื่น
เว่ยเหลียงรู้สึกกระวนกระวายใจ แต่ไม่กล้าแสดงท่าทีผิดปกติออกมา
จังหวะคับขันนั้นเอง หลินอี้ก็พลันคิดออก เขาเอ่ยเสียงดัง “อาจารย์ รอสักครู่ครับ! พวกเรายังมีรูมเมทอยู่บนรถ ขอไปตามก่อน!”
“พวกเธอ… เฮ้อ! งั้นก็รีบไปรีบกลับ!” น้ำเสียงอาจารย์เผยแววหงุดหงิดออกมา
“ครับอาจารย์!” หลินอี้รีบลากแขนเสื้อเว่ยเหลียง ทั้งคู่จึงเร่งฝีเท้ากลับไปทางรถที่จอดอยู่ตรงประตูมหาลัย
แต่เพิ่งก้าวไปได้ไม่กี่ก้าว ก็มีเสียง ครืดด… ครืดด… ดังขึ้นจากด้านหลัง คล้ายก้อนหินหนัก ๆ ถูกลากครูดไปตามพื้น เสียงนั้นเคลื่อนตัวเข้ามาในสายหมอก ไม่เร็ว แต่กลับทำให้เกิดแรงกดดันมหาศาลพุ่งใส่ร่างกายของทั้งคู่
ทันใดนั้น เสียงอาจารย์ผู้หญิงก็ดังเร่งเร้าตามมา “ช้าเกินไปแล้ว! เดินให้เร็วขึ้น!”
น้ำเสียงนั้นแข็งทื่อ ทว่ากลับแฝงด้วยพลังที่ไม่อาจขัดขืน
“ถ้าตามไม่ทัน ก็หันกลับมาเถอะ…”
หลินอี้กับเว่ยเหลียงรู้สึกเหมือนความเย็นเยียบวิ่งไล่ตามขึ้นมาตามสันหลัง สั่นสะท้านจนควบคุมตัวเองไม่ได้
“อย่าหันกลับ! อย่าหันกลับ! ห้ามหันกลับเด็ดขาด!”
ในหัวของหลินอี้พลันผุดกฎนักศึกษาขึ้นมาอย่างชัดเจน
กฎนักศึกษา ข้อที่ 3 ไม่ว่าขณะใดก็ตาม ถ้าคุณได้ยินเสียงฝีเท้า หรือเสียงเรียกจากด้านหลัง ไม่ว่าจะใกล้แค่ไหน หรือเร่งร้อนเพียงใด ‘ห้ามหันกลับไปมองโดยเด็ดขาด’ เมื่อคุณไปถึงเสาไฟหรือเข้าไปในอาคารแล้ว เสียงเหล่านั้นจะหายไปเอง
‘ถ้าไม่หันกลับ เราน่าจะปลอดภัยตามทฤษฎี!’
ทว่าพวกเขาเพิ่งเดินออกมาจากรถได้ไม่กี่เมตรเอง ตอนที่หลินอี้หันกลับไปเมื่อครู่ เขายังเห็นเงาราง ๆ ของรถบัสอยู่ไม่ไกล แต่พอหันกลับไปตอนนี้… กลับไม่มีวี่แววของรถบัสเลยแม้แต่น้อย!
ความรู้สึกผิดปกติแปลกประหลาด คลอเคล้ากับหมอกหนาทึบ กดทับเข้ามาจนแทบหายใจไม่ออก หลินอี้พลันรู้ตัวว่า หมอกและลายอิฐบนพื้นกำลังทำให้พวกเขาสับสนทิศทาง แม้จะคิดว่าหันกลับไปทางประตูมหาลัย แต่ความจริงแล้ว… มีโอกาสสูงมากว่าพวกเขาไม่ได้มุ่งหน้าไปตรงนั้นเลย!
“เราหลงทางแล้ว…” หลินอี้กำหมัดแน่น กัดฟันกรอดด้วยความหงุดหงิด
เว่ยเหลียงก็เพิ่งตระหนักเช่นกัน เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก
“บ้าเอ๊ย! ครั้งแรกก็พลาด ครั้งที่สองก็ใจฝ่อ ครั้งที่สามนี่คงถูกโรยยี่หร่าปิ้งกินแล้วแน่ ถ้ารู้แบบนี้ฉันไม่กลับมาให้ซวยหรอก!” สีหน้าเว่ยเหลียงน่าเกลียดสุด ๆ พวกเขายังไม่เจอเสาไฟ รถบัสก็หายไป ตอนนี้คือซวยสุด ๆ จริง ๆ!
แต่ทันใดนั้น หลินอี้กลับเห็นบางอย่าง เสียงเขาหนักอึ้ง “เหลียงจื่อ… ข้างหน้านั่นมีเสาอีกต้น!”
เว่ยเหลียงทำหน้าหม่น “แต่หลิน… มันไม่ได้เปิดไฟนะ!”
หลินอี้ขยับแขนเสื้อขึ้น มองนาฬิกาควอตซ์เก่า ๆ ของตัวเอง เข็มนาฬิกากำลังเคลื่อนอย่างเชื่องช้า “ตอนนี้ห้าโมงห้าสิบแปด นาที… ไฟในแคมปัสจะเปิดตอนหกโมง อีกสองนาที… ถ้าเสานี้ติดไฟขึ้นมา เราค่อยไปทางนั้น!”
“แล้วถ้าไม่ติดล่ะ?!” เว่ยเหลียงถามเสียงร้อนรน แต่หลินอี้ก้มลงไปเพ่งมองพื้นหินใต้ฝ่าเท้าแล้ว
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน… แต่เราต้องภาวนาให้มันเป็นของจริง”
ริมฝีปากเว่ยเหลียงสั่นระริก อารมณ์เขาผสมปนเประหว่างความสงบกับความกลัว สุดท้ายก็พูดออกมาตามสัญชาตญาณ “งะ… งั้นเราจะทำยังไงตอนนี้?”
ในสถานการณ์ที่อันตรายถึงขีดสุด หลินอี้กลับย่อตัวลง เอื้อมมือแตะก้อนหินก้อนหนึ่งบนพื้นหินปู “เหลียงจื่อ นายจำกฎนักศึกษา ข้อที่ 7 ได้ไหม?”
กฎนักศึกษา ข้อที่ 7 หากไม่พบเสาไฟที่มีหมายเลขในทันที ให้ก้มหน้า มองพื้น และมองหาจุดอ้างอิงใด ๆ เพื่อยืนยันว่าคุณยังอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง
“อย่าไปสนใจอะไรก็ตามที่อยู่ข้างหลังเรา แค่ทำตามกฎ… พวกเราก็จะปลอดภัย” หลินอี้เอ่ยอย่างจริงจัง “อีกสองนาที… ไม่สิ เหลืออีกหนึ่งนาทีสามสิบสี่วินาที! เราต้องเสี่ยงแล้วล่ะ! นายว่าไง?”
“ตอนนี้ยังจะให้คิดอะไรอีก นายว่ายังไง ฉันก็ว่างั้น!” เว่ยเหลียงรู้สึกได้ชัดเจนว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังเรียกหาเขาจากด้านหลัง
ในทางที่ดีที่สุด มันอาจเป็นเพียง “อาจารย์ศิลปะ” ที่กำลังเรียกอยู่จริง ๆ…
ติ๊ก…
ติ๊ก…
ติ๊ก…
ติ๊ก…
เสียงจากเข็มนาฬิกาควอตซ์ และเสียงหายใจที่หลินอี้พยายามเก็บกดเอาไว้ ดังชัดเจนในม่านหมอก
หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำแทบทะลุออกจากลำคอ
ใต้ฝ่าเท้า เขารู้สึกได้ถึงความผิดเพี้ยนบางอย่าง ลายหินกรวดเริ่มเปลี่ยนรูปร่าง คล้ายเกล็ดงูเหลือมซ้อนกันแน่นหนา…
ในหมอกที่ไหลวน คล้ายมีดวงตานับไม่ถ้วนกำลังจับจ้องพวกเขาอยู่…
จากด้านหลัง
จากรอบทิศทาง
17:59:57…
17:59:58…
17:59:59…
หลินอี้กัดฟันแน่น สายตาเหมือนดาบแทงทะลุหมอก มุ่งตรงไปยังเสาไฟเบื้องหน้า
18:00:00!
ถึงเวลาแล้ว!
เป๊าะ
หลอดไส้เก่าในเสาไฟพลันสว่างขึ้นด้วยแรงไฟฟ้า แสงสีส้มเหลืองแผ่กระจายออกมาเหมือนม่านไฟบาง ๆ ผลักไล่สายหมอกที่กดทับอยู่ออกไปทีละชั้น ๆ
ทั้งสองไม่รอช้า รีบพุ่งตัววิ่งไปยังเสาไฟสุดแรง
ใต้แสงไฟ เงาของพวกเขาถูกฉายยาวเหยียดออกไปด้านหลัง ลากลึกเข้าไปในหมอกหนา
หมอกจากรอบทิศพุ่งเข้ากระแทก เสียงขูดครืดยิ่งดังถี่ไม่หยุด อาจารย์ศิลปะส่งเสียงคำรามต่ำ ๆ ออกมา คล้ายสัตว์ป่าที่กำลังข่มคอด้วยความไม่พอใจ
เมื่อไปถึงเสาไฟ หลินอี้รีบเงยหน้ามองทันที
“อาคารเรียน-023”
“อยู่ในเขตอาคารเรียนแล้ว…”
เขาทรุดตัวนั่งพิงเสาไฟ หอบหายใจอย่างเอาเป็นเอาตาย
แต่ยังไม่ทันได้พัก เสียงเว่ยเหลียงที่สั่นระริกด้วยความสยองก็พุ่งเข้ามาแทน
“หละ…หลินอี้! นาย… นายรีบดูเร็ว!”
สายตาเว่ยเหลียงตรึงแน่นไปข้างหน้า ตรงที่ อาจารย์ศิลปะ และเหล่านักศึกษาศิลปะกำลังยืนปะปนอยู่ในหมอกหนาไม่ไกล ดวงตาพวกนั้นเหมือนงูพิษจับจ้องมาไม่ละ ร่างที่พร่าเลือนนั้นปรากฏและหายวับอยู่ในแสงสลัว
ถึงแม้หมอกจะหนาเพียงใด หลินอี้ก็ยังเห็นใบหน้าซีดซีดเหลือง ๆ ของพวกมันได้ชัด คล้ายรูปปั้นขี้ผึ้งที่ไร้ชีวิต
และบรรดาผู้โดยสารที่เมื่อครู่ยังยืนล้อมรอบอาจารย์ศิลปะ… ตอนนี้หายไปหมดสิ้นแล้ว!
6 พฤษภาคม X023 เวลา 18:03
ใต้เสาไฟของ อาคารเรียน-023 มหาวิทยาลัย S เมือง S
นอกเขตแสงไฟสีเหลืองหม่น เงาหัวมนุษย์นับไม่ถ้วนกำลังส่ายไหวอยู่ในหมอกราวกับวังน้ำวน เงาดำมากมายซ่อนตัวอยู่ในความมืดกำลังยืนนิ่ง จับจ้องพวกเขา… ดั่งรูปสลักที่มีชีวิต