- หน้าแรก
- เกิดใหม่มาเป็นผู้กำกับสุดเจ๋งในฮอลลีวูด
- ตอนที่ 67 การเงินของเควิน
ตอนที่ 67 การเงินของเควิน
ตอนที่ 67 การเงินของเควิน
ในฮอลลีวูด หากพูดถึงบริษัทภาพยนตร์ระดับ MGM การจะได้หุ้นมาไม่ใช่เรื่องง่าย
สำหรับบริษัทใหญ่แบบนี้ หุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทจะถูกถือครองโดยกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลัง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมด แทบเป็นไปไม่ได้เลลยที่คนเบื้องหลังจะยอมขายหุ้นให้ง่ายๆ
หากต้องการซื้อหุ้น MGM แม้เพียงนิด ก็จะต้องจ่ายมากกว่าราคาปกติอยู่หลายเท่า
มีเพียงคนอย่างเควินเท่านั้นที่ตอนนี้เป็นบุคคลทรงคุณค่าของ MGM ที่สามารถซื้อหุ้นได้ในราคาปกติ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เควินกำลังซื้อหุ้นที่มีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐในราคาเพียง 90 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าเขาได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ
เคิร์ก เคอร์โคเรียนจ้องมองเควินด้วยท่าทางที่คาดเดาไม่ได้เป็นเวลานาน ไม่กี่วินาทีต่อมา เมื่อเขาเห็นว่าเควินยังคงไม่แสดงความกลัวบนใบหน้า เขาก็หัวเราะออกมาอย่างกะทันหันและแสดงสีหน้าที่ดูอบอุ่น
“เควิน ฉันเชื่อในตัวคุณ ฉันสามารถขายหุ้นให้คุณได้โดยตรง 10% และฉันก็สามารถยกหุ้น 20% ให้กับวอร์เนอร์บราเธอร์สได้ แน่นอนว่าคุณสามารถซื้อได้ในราคาหุ้นปัจจุบัน ในขณะที่วอร์เนอร์ต้องซื้อในราคาที่สูงกว่าปกติ 1.3 เท่า ฉันให้คุณค่ากับคุณ ไม่ใช่พวกนั้น”
ในที่สุดเควินก็แสดงสีหน้าแห่งความสุขออกมา
อย่าประเมินหุ้นนี้ต่ำเกินไป แม้จะเป็นเพียงแค่ 10% ของหุ้น MGM เท่านั้น แต่ก็ถือเป็นความสำเร็จที่ผู้ถือหุ้นหลายคนไม่สามารถคว้ามาได้แม้จะพยายามทั้งชีวิตก็ตาม
เมื่อมาถึงจุดนี้ นั่นหมายความว่าเขาได้ก้าวข้ามผู้ถือหุ้นทั่วไปเหล่านั้นและได้เข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ MGM แล้ว
ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป สถานะของเขาในฮอลลีวูดจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ประเด็นพื้นฐานที่สุดคือเขาสามารถใช้คอนเน็กชั่นของ MGM เพื่อเพิ่มโอกาสให้ภาพยนตร์ของเขาในการคว้ารางวัลได้ ตราบใดที่คุณภาพของภาพยนตร์ของเขายังดีพอ ก็ไม่มีอะไรมาหยุดเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะความอายุน้อยของเขาหรืออะไรก็ตาม
ในฐานะหนึ่งในผู้ก่อตั้งรางวัลออสการ์ หาก MGM ระดมคอนเนกชั่นทั้งหมดที่มีเพื่อรางวัล แม้แต่รางวัลออสการ์ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้
หากใครคิดว่าออสการ์ไม่ได้รับผลกระทบจากโลกภายนอก เควินคงบอกได้เพียงว่าคนๆนั้นยังเด็กเกินไป
แน่นอนว่าหุ้น MGM เป็นเพียงแค่ก้าวหนึ่งในใจของเควิน
ในอนาคต มอร์นิ่งสตาร์ฟิล์มของเขาจะใช้ทรัพยากรของ MGM และวอร์เนอร์ รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนมากที่ถือครองโดยมาร์เวล และเดินตามเส้นทางการพัฒนาในอนาคตของดิสนีย์ทีละขั้นตอน เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในฮอลลีวูด
แต่ก่อนที่เขาจะเติบโตได้อย่างแท้จริง เขายังต้องมีร่มขนาดใหญ่อย่าง MGM ในการปกป้องเขาจากลมและฝน...
………………………
วันต่อมา เควินปฏิเสธคำเชิญของเคิร์ก เคอร์โคเรียนที่เชิญเขาไปเล่นพนันในคาสิโนของตน เพราะตัวเควินเองไม่อยากแตะพวกยาเสพติดและการพนัน
ทั้งสามคนเดินทางกลับนิวยอร์กโดยตรง
ในฐานะตัวแทนของเคิร์ก เคอร์โคเรียน แลดด์ได้ไปหาวอร์เนอร์โดยตรงเพื่อเจรจาการขายหุ้น ในขณะที่เควินกำลังเคลียร์สินทรัพย์ของตน เพื่อเตรียมเงินสดซื้อหุ้น MGM 10%
ด้วยราคาหุ้นที่ตกอยู่ตอนนี้ รวมถึงตัวเขาไม่ต้องจ่ายราคาหุ้นสูงกว่าตลาดด้วย ทำให้เควินสามารถซื้อหุ้น 10% ได้ด้วยเงินเพียง 90 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นกำไรมหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัย
หากปราศจากเขา สิบปีต่อมา MGM ซึ่งเกือบจะล้มละลาย สามารถขายตัวเองได้ในราคาสูงกว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ
เพียงแต่ MGM ไม่เต็มใจที่จะขายในราคาเท่านี้ จึงเลือกที่จะล้มละลาย
ถึงตอนนั้น มูลค่าหุ้น MGM 10% ที่แท้จริงควรจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยเป็นสองเท่าจากตอนนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะ MGM ต้องการผูกมัดตัวเควินมากขนาดนั้น คงไม่ยอมให้เควินสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาเพียงแค่นี้แน่
เควินมากลับมาที่บริษัทของตัวเองโดยตรง
หลังจากที่จีบสองสาวพนักงานต้อนรับ ฟังคำสรรเสริญของพวกเธอ และพาพวกเธอไปทานอาหารดีๆแล้ว เควินก็กลับมาที่บริษัทอีกครั้งและไปที่สำนักงานของดอว์สัน
“ดอว์สัน บริษัทมีเงินให้พอใช้ได้เท่าไหร่ในตอนนี้ แล้วในเร็วๆนี้จะมีรายได้อะไรเพิ่มอีกไหม”
ดอว์สันพยักหน้าและเรียกนักบัญชีหญิงที่สวมแว่นและมีรูปร่างหน้าตาธรรมดาๆซึ่งเควินไม่รู้จักเข้ามา จากนั้นเธอก็เริ่มนับเงินอยู่ตรงหน้าเขา
หลังจากคำนวณไปสักพัก หญิงสาวสวมแว่นก็เงยหน้าขึ้นแล้วพูดว่า
“รายได้ปัจจุบันของบริษัทส่วนใหญ่มาจากกำไรจากภาพยนตร์เรื่อง Get Out และการขายลิขสิทธิ์ ซึ่งรวมเป็นเงิน 61.85 ล้านดอลลาร์ หลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆแล้ว จะยังคงมีเงินเหลืออยู่ 58.43 ล้านดอลลาร์”
“ส่วนภาคต่อ Mission: Impossible ทำรายได้ไปแล้ว 150 ล้านเหรียญในอเมริกาเหนือ เหลือเวลาอีกประมาณ 1-2 สัปดาห์ก่อนที่หนังจะถูกนำออกจากโรง คาดว่ารายได้ในอเมริกาเหนือจะหยุดอยู่ที่ประมาณ 160 ล้านเหรียญ และรายได้ของบริษัทเราจะอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านเหรียญ”
“รายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศในต่างประเทศที่ตามมาน่าจะค่อนข้างมาก และคาดว่าจะสร้างรายได้หลายร้อยล้านดอลลาร์ รวมถึงรายได้จากลิขสิทธิ์ที่ตามมาด้วย...”
จากนั้นเควินก็ขัดจังหวะ
“พอแล้ว ดูเหมือนว่าหลังจาก Mission: Impossible ออกจากโรงแล้ว ฉันน่าจะยังมีเงินพอใช้”
นักบัญชีหญิงพูดต่อ
“บอส คุณต้องจ่ายภาษีในเดือนเมษายน ด้วยการหักลบภาษีจากการดำเนินการด้านการกุศลหรือกองทุนต่างๆแล้ว บอสจะต้องจ่ายเพียงแค่ 15% ของรายได้เท่านั้น แต่ควรสำรองเงินนี้ไว้ล่วงหน้าจะดีกว่า...”
เมื่อเควินได้ยินดังนั้น เขาก็เอามือตบหัวตัวเอง
เขาเกือบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว ในอเมริกา กรมสรรพากรเป็นบอสใหญ่ตัวจริง เพราะหากเทียบกับกรมสรรพากรแล้ว พวก FIB ก็แค่องค์กรเล็กๆเท่านั้น
กรมสรรพากรเป็นหน่วยงานที่มีกองกำลังติดอาวุธอิสระ
ไม่ว่าคนๆหนึ่งจะร่ำรวยขนาดไหน กรมสรรพากรก็จะไม่ปล่อยคนเหล่านั้นไป หากเขาเหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้องในการหลีกเลี่ยงภาษีอย่างผิดกฏหมาย
การหลีกเลี่ยงภาษีบางส่วนโดยสมเหตุสมผลและถูกต้องตามกฏหมายเป็นสิ่งที่อนุญาตได้(เช่นการบริจากเพื่อการกุศล ช่วยลดหย่อนภาษีได้) แต่การหลีกเลี่ยงภาษีโดยการไม่จ่ายนั้นไม่ได้รับอนุญาต!
เควินไม่มีความกล้าที่จะรับมือกับกรมสรรรพกร
ส่วนวิธีการหลีกเลี่ยงภาษีแบบอื่นๆก็มีอยู่หลายวิธี แต่บริษัทภาพยนตร์ยังไม่สามารถดำเนินการได้ในปัจจุบัน ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้มากไปกว่านี้ในตอนนี้ และบริษัทจะต้องจ้างมืออาชีพมาศึกษาในภายหลัง
ดูเหมือนเงินเขาจะยังขาดมืออยู่เล็กน้อย เควินคำนวณอย่างเงียบๆ
แต่เรื่องนี้ไม่เร่งด่วน เขาสามารถเลื่อนการชำระเงินออกไปสักสองสามเดือนก็ได้
สิ่งที่เขากังวลตอนนี้คือการเจรจาระหว่างแลดด์และไทม์ วอร์เนอร์จะเป็นอย่างไร
……………
อีกด้านหนึ่ง แลดด์และโรบินอฟกำลังดื่มกาแฟอยู่ในห้องทำงานของประธานวอร์เนอร์ และพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
โรบินอฟคิดถึงสิ่งที่แลดด์พูดและรู้สึกสนใจเล็กน้อย
สิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับบริษัทภาพยนตร์ก็คือคลังภาพยนตร์ของพวกเขา ในฐานะบริษัทภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุด MGMจึงมีภาพยนตร์มากมายในคลังภาพยนตร์ ซึ่งจะถือเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้หากมันมาอยู่ในมือของไทม์ วอร์เนอร์
และเขาเพียงต้องลงทุนซื้อหุ้นเพียง 20% เพื่อใช้คลังภาพยนตร์ของพวกเขา แม้ว่าจะต้องเสียงเงินอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงเป็นอะไรที่คุ้มค่า
โดยเฉพาะในเวลานี้ Mission: Impossible ยังคงฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์และราคาหุ้นยังไม่ถึงจุดสูงสุด หากซื้อตอนนี้ ถึงแม้ราคาหุ้นจะอยู่ที่ 1.3 เท่า ไทม์ วอร์เนอร์ก็จะไม่ขาดทุนแน่นอน
และที่สำคัญคือ สตีฟ เควินจะซื้อหุ้น 10% ของ MGM หากวอร์เนอร์ไม่เข้าร่วม พวกเขาจะเข้าไปขอร่วมลงทุนในหนังของเควินในภาพยนตร์เรื่องอื่นๆในอนาคตได้ยาก ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขายอมรับไม่ได้แน่
พวกเขาได้ลิ้มรสความหวานของความสำเร็จจากภาพยนตร์เรื่อง Get Out และ Mission: Impossible และพวกเขาก็ติดใจจนโงหัวไม่ขึ้น
หลังจากพิจารณาปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้แล้ว ในที่สุดแลดด์ก็สามารถโน้มน้าวให้ไทม์ วอร์เนอร์ซื้อหุ้น 20% ของ MGM ได้แล้ว แน่นอนว่าการแลกเปลี่ยนหุ้นระหว่างวอร์เนอร์และMGMไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้บริหารเบื้องหลังของ MGM ด้วย