เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 35 การบอกเล่าแบบปากต่อปาก

ตอนที่ 35 การบอกเล่าแบบปากต่อปาก

ตอนที่ 35 การบอกเล่าแบบปากต่อปาก


แม่บ้านผิวสีที่ตัวจริงเป็นยายของครอบครัวโรสต้องการจะล้างแค้นให้กับครอบครัวตน จึงได้ต่อสู้กับคริส

ทำให้รถเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ใหญ่ข้างถนน

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทำให้แม่บ้านผิวดำเสียชีวิต แต่คริสรอดชีวิตมาได้

คริสทิ้งรถแล้ววิ่งหนีไป โรสจึงไล่ตามเขาด้วยปืน ข้างๆเธอยังมีคนสวนผิวสีซึ่งตัวจริงเป็นปู่ของเธอมาด้วย เขามาที่นี่เพื่อช่วยเหลือโรส

คนสวนผิวดำรีบวิ่งเข้ามาและต่อสู้กับคริส

โรสอยู่ข้างๆกำลังมองหาโอกาสที่จะยิง

ในช่วงเวลาที่สำคัญนี้ เมื่อคริสนึกถึงปฏิกิริยาของคนผิวสีที่นี่ที่มีต่อแสงแฟลช คริสจึงหยิบกล้องของตัวเองที่เขาพกติดตัวไว้ขึ้นมาและถ่ายภาพคนสวนผิวดำคนนั้น

แสงสว่างกระตุ้นให้จิตสำนึกดั้งเดิมของคนสวนผิวดำฟื้นคืนขึ้นมาชั่วครู่

คนสวนผิวดำลุกขึ้น เดินเข้าหาโรสและคว้าปืนในมือเธอมา และยิงไปที่เธอ

กระสุนอันทรงพลังเจาะเข้าร่างของเธอ ทำให้เธอร่วงลงไปทันที

ฉากนี้ไม่เพียงแต่ไม่ได้ทำให้ผู้ชมหวาดกลัวเท่านั้น แต่ยังทำให้รู้สึกสดชื่นอีกด้วย

เป็นการแก้แค้นที่ดีมาก

ผู้ชมปรบมือแสดงความยินดีทันที ระบายอารมณ์ออกมาหลังจากได้ดูฉากนี้

ขณะที่แฟนๆกำลังโห่ร้อง คนสวนผิวดำก็ดูมุ่งมั่น เขาจ่อปืนที่ตัวเองและเหยี่ยวไกปืน

คนสวนผิวดำยิงตัวตาย ณ จุดนั้นเช่นกัน

จู่ๆคนดูก็เกิดความโกลาหล

อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้กำกับ เควินไม่ได้ปิดบังอะไร เขาใช้ตัวหนังอธิบายให้ชัดเจนตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่าจิตสำนึกของคนผิวดำนั้นยังอยู่ก็จริง แต่มันจะมาได้แค่แปปเดียวตอนที่โดนแสงแฟลช ไม่ใช่ว่าเขาจะกลับมาควบคุมร่างได้เหมือนเดิมอีก

ด้วยเหตุนี้ ผู้ชมที่เป็นคนดำจึงแค่รู้สึกตกตะลึงในตอนแรก แต่แล้วพวกเขาก็เข้าใจเหตุผลและจึงตอบสนองได้ทันทีในเวลาต่อมา

คนสวนผิวดำฆ่าตัวตายเพราะไม่อยากให้ร่างกายของเขาถูกคนผิวขาวใช้อีกต่อไป

เขาไม่ต้องการเป็นทาสของคนผิวขาว

“ฮีโร่! ฮีโร่! เขาคือฮีโร่ของคนผิวสีอย่างเรา”

“คนดำจะไม่มีวันเป็นทาส!”

“คนดำจะไม่มีวันเป็นทาส!”

“คนดำจะไม่มีวันเป็นทาส!”

………..

เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมกันในโรงหนังทันที ความหมายของฉากในเรื่องGet Out(ลวงร่างจิตหลอน)นั้นจริงๆแล้วไม่ได้ซับซ้อนอะไร หรืออาจกล่าวได้ว่าด้วยไอคิวของคนผิวสี การทำให้เนื้อเรื่องซับซ้อนเกินไปนั้นไม่เหมาะสม

แบบนั้นมีแต่จะเป็นผลเสียต่อตัวเขาเองเท่านั้น

ภาพยนตร์ประเภทนี้ที่มีเส้นเรื่องตรงไปตรงมาและชัดเจน ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากนักจะถือเป็นภาพยนตร์ที่เหมาะกับคนผิวสีที่สุด

ในขณะเดียวกัน ประเด็นการเป็นทาสที่คนผิวสีอ่อนไหวที่สุดก็ถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อให้พวกเขาที่มาดูเกิดอารมณ์ร่วมมากขึ้นด้วย

นี่คือภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาทางการเมืองสำหรับคนผิวสียังไงยังงั้นเลย

เควินรู้ดีว่าการต่อสู้ทางการเมืองจะเข้มข้นเพียงใดในอนาคต การที่เขาเป็นคนกำกับหนังเรื่องนี้ก็เหมือนปักธงว่าตัวเขาเป็นผู้กำกับที่เคารพสิทธิความเท่าเทียม ซึ่งเป็นเรื่องดีอย่างมากอย่างไม่ต้องสงสัย

ภาพยนต์เรื่องนี้ยังคงดำเนินต่อไป

คริสเดินไปหาโรสด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เขาก็รักโรสอยู่ดี

โรสนอนอยู่บนพื้น ท่าทางที่ชั่วร้ายปรากฏบนใบหน้าของเธอ เธอพยายามคลานมาเอื้อมมือไปหยิบปืนที่อยู่ถัดจากร่างคนสวนผิวดำ ขณะที่มือของเธอเริ่มแตะปืน

คริสก็ค่อยๆดึงมันออกอย่างระมัดระวังแล้ววางไว้ข้างๆตัวเขา

จนกระทั่งถึงขณะนี้ ท่าทางชั่วร้ายทั้งหมดบนใบหน้าของโรสก็หายไปและกลายเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยน

เหมือนกับว่าคนที่อยากฆ่าคริสก่อนหน้านี้ไม่ใช่เธอ

คริสจ้องมองเธออย่างอ่อนโยน พร้อมที่จะส่งเธอไปตามทางเป็นครั้งสุดท้าย เขาไม่เคยคิดที่จะทำร้ายโรสเลย แม้แต่ตอนที่โรสไล่ยิงเขาก็ตาม เขาก็ต้องการเพียงแค่หลบหนีเท่านั้น

มีเสียงไซเรนของรถตำรวจดังขึ้นและมีรถตำรวจคันหนึ่งขับเข้ามาหาพวกเขาทั้งสอง

ท่าทางอ่อนโยนบนใบหน้าของโรสเปลี่ยนไปอีกครั้ง

เหมือนกับงูพิษที่พร้อมจะโจมตีคริสอย่างร้ายแรงในวินาทีสุดท้าย

โรสใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ทั้งหมดตะโกนขอความช่วยเหลือไปที่รถตำรวจ เธอรู้ดีว่าในยุคสมัยนี้ การที่ตำรวจได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือจากหญิงสาวผิวขาวและมีชายผิวดำอยู่ด้วยหมายความว่าอะไร?

นั่นหมายความว่าคริสอาจโดนยิงทันทีที่ตำรวจลงจากรถโดยไม่สอบถามอะไรก่อนเลย

"เชี้ยเอ้ย เธอแม่งตอแหลชิบหาย!"

“อีนังนี่มันงูพิษ!”

“ไม่นะคริส!”

……………..

ชาวผิวสีที่คิดได้ว่าตำรวจนั้นเลือกปฏิบัติก็อดไม่ได้ที่จะตะโกนและด่าทอออกมา

ทุกคนรู้ว่าขณะนี้คริสตกอยู่ในอันตรายอย่างร้ายแรง

ไอ้ตำรวจผิวขาวเวรพวกนั้นจะไม่ยอมฟังคำอธิบายของคริสแน่นอน

เมื่อมองไปที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า ความเป็นไปได้เดียวที่จะเกิดขึ้นกับคริสคือถูกตำรวจยิง

รถตำรวจคันหนึ่งจอดขวางหน้าพวกเขา จากนั้นประตูรถก็ถูกเปิดออกมา

โรสมีรอยยิ้มที่พึงพอใจ แผนการของเธอใกล้จะประสบความสำเร็จแล้ว

หน้าของคริสดูน่าเกลียดมาก

ทันใดนั้น ชายผิวสีคนหนึ่งก็โผล่หัวออกมาจากรถตำรวจ

นั่นคือเพื่อนของคริสที่เป็นตำรวจที่เขาติดต่อไว้ก่อนหน้านี้

คริสทักทายเพื่อนของเขาด้วยท่าทางผ่อนคลาย และไม่แม้แต่จะมองโรสด้วยซ้ำ

และแม้แต่โรสกัดฟันด้วยความไม่เต็มใจ

สุดท้าย คริสก็ขึ้นรถของเพื่อนเขาแล้วออกไปจากที่นี่...

…………………….

“โอ้ ไชโย!”

"วิลล์ สมิธ คุณสุดยอดมาก นี่เป็นหนังที่ยอดเยี่ยมมาก!"

“คริส!”

………………

ท่ามกลางฝูงชน มีคนตะโกนชื่อจริงของวิลล์ สมิธ และบางคนก็ตะโกนชื่อตัวละครเอกของภาพยนตร์เรื่องนี้

แต่ทุกคนต่างก็ชื่นชมวิลล์ สมิธโดยไม่มีข้อยกเว้น

ในฐานะผู้กำกับ เควินก็เก็บตัวเงียบๆอยู่เบื้องหลัง ไม่ได้ทำอะไรกระโตกกระตาก

เขาไม่จำเป็นต้องโด่งดังต่อหน้าคนอื่น สิ่งที่ผู้กำกับต้องการมากกว่าคือการยอมรับจากคนในวงการ

หากเขามีชื่อเสียงภายในวงการภาพยนตร์ เขาจะมีสิทธิ์มีเสียงเวลาเจรจากับนักลงทุนและเหล่าทีมงานแน่นอน

หลังจากการฉายรอบปฐมทัศน์จบแล้ว ภาพยนตร์เรื่องGet Out(ลวงร่างจิตหลอน) มีกำหนดออกฉายอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคม

Get Out(ลวงร่างจิตหลอน)เป็นภาพยนตร์เรื่องที่สองของเควิน ซึ่งได้รับการลงทุนจากบริษัทภาพยนตร์ที่มีอิทธิพลสองบริษัทในอุตสาหกรรม และได้รับการประชาสัมพันธ์อย่างเหมาะสม โดยจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์กว่าพันแห่ง

ในส่วนของโรงฉายจะถูกกำหนดไว้ที่ 4,000 โรง คิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของส่วนแบ่งตลาดภาพยนตร์ของอเมริกาเหนือในช่วงวันแรงงานนี้ (จากทั้งหมดสองหมื่นโรง)

หากไม่มีอะไรไม่คาดฝันเกิดขึ้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ของเควินจะถูกกำหนดให้เป็นราชาในช่วงวันแรงงานนี้

…………….

ชื่อเสียงของภาพยนตร์Get Out(ลวงร่างจิตหลอน)ตั้งแต่รอบปฐมทัศน์นั้นเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสองวันที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากสื่อต่างๆ

ในเวลาเดียวกัน ฮาร์วีย์ ไวน์สไตน์ยังได้ติดสินบนนักวิจารณ์ภาพยนตร์และเริ่มโจมตีหนังเรื่องGet Outด้วย

แต่เขาไม่ได้จ่ายราคาแพงมากนัก เขาแค่จ่ายเล็กๆน้อยๆเพื่อหาคนที่เต็มใจรับงานโจมตีเควินก็พอแล้ว

เมื่อพูดถึงการดิสเครดิตหนังเรื่องGet Outโดยตรง แม้แต่ฮาร์วีย์ ไวน์สไตน์ยังไม่มีความกล้าที่จะทำแบบนั้นมากเท่าไหร่นัก

ถ้าแค่นิวไลน์ซินีม่ายังพอว่า แต่นี่ดันมีวอร์เนอร์บราเธอส์ร่วมด้วย นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาสามารถทำให้ขุ่นเคืองได้

บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งห้าอยู่ในระดับที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากบริษัทภาพยนตร์เหล่านี้

นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเควินถึงยอมสละผลประโยชน์ของเขาเองและแบ่งปันผลกำไรจากหนึ่งในบริษัทใหญ่

จบบทที่ ตอนที่ 35 การบอกเล่าแบบปากต่อปาก

คัดลอกลิงก์แล้ว