- หน้าแรก
- เกิดใหม่มาเป็นผู้กำกับสุดเจ๋งในฮอลลีวูด
- ตอนที่ 35 การบอกเล่าแบบปากต่อปาก
ตอนที่ 35 การบอกเล่าแบบปากต่อปาก
ตอนที่ 35 การบอกเล่าแบบปากต่อปาก
แม่บ้านผิวสีที่ตัวจริงเป็นยายของครอบครัวโรสต้องการจะล้างแค้นให้กับครอบครัวตน จึงได้ต่อสู้กับคริส
ทำให้รถเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ใหญ่ข้างถนน
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทำให้แม่บ้านผิวดำเสียชีวิต แต่คริสรอดชีวิตมาได้
คริสทิ้งรถแล้ววิ่งหนีไป โรสจึงไล่ตามเขาด้วยปืน ข้างๆเธอยังมีคนสวนผิวสีซึ่งตัวจริงเป็นปู่ของเธอมาด้วย เขามาที่นี่เพื่อช่วยเหลือโรส
คนสวนผิวดำรีบวิ่งเข้ามาและต่อสู้กับคริส
โรสอยู่ข้างๆกำลังมองหาโอกาสที่จะยิง
ในช่วงเวลาที่สำคัญนี้ เมื่อคริสนึกถึงปฏิกิริยาของคนผิวสีที่นี่ที่มีต่อแสงแฟลช คริสจึงหยิบกล้องของตัวเองที่เขาพกติดตัวไว้ขึ้นมาและถ่ายภาพคนสวนผิวดำคนนั้น
แสงสว่างกระตุ้นให้จิตสำนึกดั้งเดิมของคนสวนผิวดำฟื้นคืนขึ้นมาชั่วครู่
คนสวนผิวดำลุกขึ้น เดินเข้าหาโรสและคว้าปืนในมือเธอมา และยิงไปที่เธอ
กระสุนอันทรงพลังเจาะเข้าร่างของเธอ ทำให้เธอร่วงลงไปทันที
ฉากนี้ไม่เพียงแต่ไม่ได้ทำให้ผู้ชมหวาดกลัวเท่านั้น แต่ยังทำให้รู้สึกสดชื่นอีกด้วย
เป็นการแก้แค้นที่ดีมาก
ผู้ชมปรบมือแสดงความยินดีทันที ระบายอารมณ์ออกมาหลังจากได้ดูฉากนี้
ขณะที่แฟนๆกำลังโห่ร้อง คนสวนผิวดำก็ดูมุ่งมั่น เขาจ่อปืนที่ตัวเองและเหยี่ยวไกปืน
คนสวนผิวดำยิงตัวตาย ณ จุดนั้นเช่นกัน
จู่ๆคนดูก็เกิดความโกลาหล
อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้กำกับ เควินไม่ได้ปิดบังอะไร เขาใช้ตัวหนังอธิบายให้ชัดเจนตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่าจิตสำนึกของคนผิวดำนั้นยังอยู่ก็จริง แต่มันจะมาได้แค่แปปเดียวตอนที่โดนแสงแฟลช ไม่ใช่ว่าเขาจะกลับมาควบคุมร่างได้เหมือนเดิมอีก
ด้วยเหตุนี้ ผู้ชมที่เป็นคนดำจึงแค่รู้สึกตกตะลึงในตอนแรก แต่แล้วพวกเขาก็เข้าใจเหตุผลและจึงตอบสนองได้ทันทีในเวลาต่อมา
คนสวนผิวดำฆ่าตัวตายเพราะไม่อยากให้ร่างกายของเขาถูกคนผิวขาวใช้อีกต่อไป
เขาไม่ต้องการเป็นทาสของคนผิวขาว
“ฮีโร่! ฮีโร่! เขาคือฮีโร่ของคนผิวสีอย่างเรา”
“คนดำจะไม่มีวันเป็นทาส!”
“คนดำจะไม่มีวันเป็นทาส!”
“คนดำจะไม่มีวันเป็นทาส!”
………..
เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมกันในโรงหนังทันที ความหมายของฉากในเรื่องGet Out(ลวงร่างจิตหลอน)นั้นจริงๆแล้วไม่ได้ซับซ้อนอะไร หรืออาจกล่าวได้ว่าด้วยไอคิวของคนผิวสี การทำให้เนื้อเรื่องซับซ้อนเกินไปนั้นไม่เหมาะสม
แบบนั้นมีแต่จะเป็นผลเสียต่อตัวเขาเองเท่านั้น
ภาพยนตร์ประเภทนี้ที่มีเส้นเรื่องตรงไปตรงมาและชัดเจน ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากนักจะถือเป็นภาพยนตร์ที่เหมาะกับคนผิวสีที่สุด
ในขณะเดียวกัน ประเด็นการเป็นทาสที่คนผิวสีอ่อนไหวที่สุดก็ถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อให้พวกเขาที่มาดูเกิดอารมณ์ร่วมมากขึ้นด้วย
นี่คือภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาทางการเมืองสำหรับคนผิวสียังไงยังงั้นเลย
เควินรู้ดีว่าการต่อสู้ทางการเมืองจะเข้มข้นเพียงใดในอนาคต การที่เขาเป็นคนกำกับหนังเรื่องนี้ก็เหมือนปักธงว่าตัวเขาเป็นผู้กำกับที่เคารพสิทธิความเท่าเทียม ซึ่งเป็นเรื่องดีอย่างมากอย่างไม่ต้องสงสัย
ภาพยนต์เรื่องนี้ยังคงดำเนินต่อไป
คริสเดินไปหาโรสด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เขาก็รักโรสอยู่ดี
โรสนอนอยู่บนพื้น ท่าทางที่ชั่วร้ายปรากฏบนใบหน้าของเธอ เธอพยายามคลานมาเอื้อมมือไปหยิบปืนที่อยู่ถัดจากร่างคนสวนผิวดำ ขณะที่มือของเธอเริ่มแตะปืน
คริสก็ค่อยๆดึงมันออกอย่างระมัดระวังแล้ววางไว้ข้างๆตัวเขา
จนกระทั่งถึงขณะนี้ ท่าทางชั่วร้ายทั้งหมดบนใบหน้าของโรสก็หายไปและกลายเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยน
เหมือนกับว่าคนที่อยากฆ่าคริสก่อนหน้านี้ไม่ใช่เธอ
คริสจ้องมองเธออย่างอ่อนโยน พร้อมที่จะส่งเธอไปตามทางเป็นครั้งสุดท้าย เขาไม่เคยคิดที่จะทำร้ายโรสเลย แม้แต่ตอนที่โรสไล่ยิงเขาก็ตาม เขาก็ต้องการเพียงแค่หลบหนีเท่านั้น
มีเสียงไซเรนของรถตำรวจดังขึ้นและมีรถตำรวจคันหนึ่งขับเข้ามาหาพวกเขาทั้งสอง
ท่าทางอ่อนโยนบนใบหน้าของโรสเปลี่ยนไปอีกครั้ง
เหมือนกับงูพิษที่พร้อมจะโจมตีคริสอย่างร้ายแรงในวินาทีสุดท้าย
โรสใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ทั้งหมดตะโกนขอความช่วยเหลือไปที่รถตำรวจ เธอรู้ดีว่าในยุคสมัยนี้ การที่ตำรวจได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือจากหญิงสาวผิวขาวและมีชายผิวดำอยู่ด้วยหมายความว่าอะไร?
นั่นหมายความว่าคริสอาจโดนยิงทันทีที่ตำรวจลงจากรถโดยไม่สอบถามอะไรก่อนเลย
"เชี้ยเอ้ย เธอแม่งตอแหลชิบหาย!"
“อีนังนี่มันงูพิษ!”
“ไม่นะคริส!”
……………..
ชาวผิวสีที่คิดได้ว่าตำรวจนั้นเลือกปฏิบัติก็อดไม่ได้ที่จะตะโกนและด่าทอออกมา
ทุกคนรู้ว่าขณะนี้คริสตกอยู่ในอันตรายอย่างร้ายแรง
ไอ้ตำรวจผิวขาวเวรพวกนั้นจะไม่ยอมฟังคำอธิบายของคริสแน่นอน
เมื่อมองไปที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า ความเป็นไปได้เดียวที่จะเกิดขึ้นกับคริสคือถูกตำรวจยิง
รถตำรวจคันหนึ่งจอดขวางหน้าพวกเขา จากนั้นประตูรถก็ถูกเปิดออกมา
โรสมีรอยยิ้มที่พึงพอใจ แผนการของเธอใกล้จะประสบความสำเร็จแล้ว
หน้าของคริสดูน่าเกลียดมาก
ทันใดนั้น ชายผิวสีคนหนึ่งก็โผล่หัวออกมาจากรถตำรวจ
นั่นคือเพื่อนของคริสที่เป็นตำรวจที่เขาติดต่อไว้ก่อนหน้านี้
คริสทักทายเพื่อนของเขาด้วยท่าทางผ่อนคลาย และไม่แม้แต่จะมองโรสด้วยซ้ำ
และแม้แต่โรสกัดฟันด้วยความไม่เต็มใจ
สุดท้าย คริสก็ขึ้นรถของเพื่อนเขาแล้วออกไปจากที่นี่...
…………………….
“โอ้ ไชโย!”
"วิลล์ สมิธ คุณสุดยอดมาก นี่เป็นหนังที่ยอดเยี่ยมมาก!"
“คริส!”
………………
ท่ามกลางฝูงชน มีคนตะโกนชื่อจริงของวิลล์ สมิธ และบางคนก็ตะโกนชื่อตัวละครเอกของภาพยนตร์เรื่องนี้
แต่ทุกคนต่างก็ชื่นชมวิลล์ สมิธโดยไม่มีข้อยกเว้น
ในฐานะผู้กำกับ เควินก็เก็บตัวเงียบๆอยู่เบื้องหลัง ไม่ได้ทำอะไรกระโตกกระตาก
เขาไม่จำเป็นต้องโด่งดังต่อหน้าคนอื่น สิ่งที่ผู้กำกับต้องการมากกว่าคือการยอมรับจากคนในวงการ
หากเขามีชื่อเสียงภายในวงการภาพยนตร์ เขาจะมีสิทธิ์มีเสียงเวลาเจรจากับนักลงทุนและเหล่าทีมงานแน่นอน
หลังจากการฉายรอบปฐมทัศน์จบแล้ว ภาพยนตร์เรื่องGet Out(ลวงร่างจิตหลอน) มีกำหนดออกฉายอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคม
Get Out(ลวงร่างจิตหลอน)เป็นภาพยนตร์เรื่องที่สองของเควิน ซึ่งได้รับการลงทุนจากบริษัทภาพยนตร์ที่มีอิทธิพลสองบริษัทในอุตสาหกรรม และได้รับการประชาสัมพันธ์อย่างเหมาะสม โดยจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์กว่าพันแห่ง
ในส่วนของโรงฉายจะถูกกำหนดไว้ที่ 4,000 โรง คิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของส่วนแบ่งตลาดภาพยนตร์ของอเมริกาเหนือในช่วงวันแรงงานนี้ (จากทั้งหมดสองหมื่นโรง)
หากไม่มีอะไรไม่คาดฝันเกิดขึ้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ของเควินจะถูกกำหนดให้เป็นราชาในช่วงวันแรงงานนี้
…………….
ชื่อเสียงของภาพยนตร์Get Out(ลวงร่างจิตหลอน)ตั้งแต่รอบปฐมทัศน์นั้นเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสองวันที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากสื่อต่างๆ
ในเวลาเดียวกัน ฮาร์วีย์ ไวน์สไตน์ยังได้ติดสินบนนักวิจารณ์ภาพยนตร์และเริ่มโจมตีหนังเรื่องGet Outด้วย
แต่เขาไม่ได้จ่ายราคาแพงมากนัก เขาแค่จ่ายเล็กๆน้อยๆเพื่อหาคนที่เต็มใจรับงานโจมตีเควินก็พอแล้ว
เมื่อพูดถึงการดิสเครดิตหนังเรื่องGet Outโดยตรง แม้แต่ฮาร์วีย์ ไวน์สไตน์ยังไม่มีความกล้าที่จะทำแบบนั้นมากเท่าไหร่นัก
ถ้าแค่นิวไลน์ซินีม่ายังพอว่า แต่นี่ดันมีวอร์เนอร์บราเธอส์ร่วมด้วย นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาสามารถทำให้ขุ่นเคืองได้
บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งห้าอยู่ในระดับที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากบริษัทภาพยนตร์เหล่านี้
นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเควินถึงยอมสละผลประโยชน์ของเขาเองและแบ่งปันผลกำไรจากหนึ่งในบริษัทใหญ่