- หน้าแรก
- เกิดใหม่มาเป็นผู้กำกับสุดเจ๋งในฮอลลีวูด
- ตอนที่ 36 ความวุ่นวายของลอสแองเจลิสในปี 1992
ตอนที่ 36 ความวุ่นวายของลอสแองเจลิสในปี 1992
ตอนที่ 36 ความวุ่นวายของลอสแองเจลิสในปี 1992
มีคนจำนวนไม่น้อยที่หวังว่าตนเองจะมีช่วงเวลาที่ดีในฮอลลีวูด แต่ผลลัพธ์สุดท้ายมักจะกลายเป็นว่าพวกเขาต้องพบกับบริษัทยักษ์ใหญ่ห้าแห่ง มันเป็นอุตสาหกรรมที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก สุดท้ายพวกเขาก็ต้องออกจากวงการไป
เควินพอจะเข้าใจกฎเกณฑ์ของอุตสาหกรรมบันเทิงอยู่บ้าง และได้เลือกเส้นทางความร่วมมือแบบวิน-วินมาตั้งแต่เริ่มต้น
ตั้งแต่ CAA ไปจนถึงนิวไลน์ซินีม่า จากนั้นจากนิวไลน์ซินีม่าก็ไปร่วมมือโดยตรงกับวอร์เนอร์บราเธอส์และได้รับส่วนแบ่งจากการลงทุน 30%
รู้ไหมว่าถ้าหนังเรื่องนี้ไม่ได้รับการลงทุนจากวอร์เนอร์บราเธอส์ มันคงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะออกฉายในโรงภาพยนตร์ได้หลายพันแห่งแบบนี้
รวมถึงโรงฉายสี่พันโรงทั่วสหรัฐอเมริกา และการประชาสัมพันธ์ที่ใหญ่โตด้วย
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เควินและบริษัทภาพยนตร์เล็กๆอื่นๆจะสามารถทำได้
จะอธิบายสั้นๆว่าถ้าเควินหาบริษัทเล็กๆมาจัดจำหน่ายหนังเรื่องนี้แทน ต่อให้เขาจะลงทุน 100% ก็ตาม ขีดจำกัดบนของหนังเรื่องนี้ก็จะอยู่ที่ 20 ล้านหรือ 30 ล้านเหรียญเท่านั้น
หลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว การได้กำไรสิบล้านเหรียญก็ถือว่าโชคดีแล้ว
ยิ่งถ้าเราคำนึงถึงภาษีและค่าธรรมเนียมที่สูงลิ่วในสหรัฐด้วยแล้ว นั่นหมายความว่าเขาแทบจะไม่ได้กำไรเลย
และนั่นคือขีดจำกัดบน ของจริงอาจจะน้อยกว่านั้นก็ได้
เพราะงั้นการหาเงินจากวงการนี้มันไม่ได้ง่ายเลย
ถ้าอยากให้ทุกอย่างราบรื่น ก็ต้องยอมแบ่งกำไรให้บริษัทใหญ่เพื่อร่วมมือแบบวิน-วิน
……….
“โอ้วส์ เควิน!”
แสงแดดสาดส่องเข้ามาในห้องนอนของเควินที่วิลล่าในเบเวอร์ลีฮิลส์ และผ้าห่มก็ขยับเขยื้อนขึ้นๆลงๆ เห็นได้ชัดว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นใต้ผ้าห่มนี้
หลังจากนั้นสักพัก ทั้งสองก็หยุด
แองเจลิน่า โจลี่นอนลงข้างๆเควินอย่างเชื่อฟัง บนทีวีหน้าเตียงกำลังออกอากาศการพิจารณาคดีต่อสาธารณชนที่กำลังได้รับความสนใจ
ระบบทุนนิยมหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องของเงิน
แม้ว่าจะยังไม่ถึงยุคของการถ่ายทอดสด แต่สถานีวิทยุกระจายเสียงข่าวก็เริ่มมีแผนการสำหรับเรื่องนี้แล้ว
ABC สถานีโทรทัศน์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ได้รับการรับรองให้ออกอากาศเหตุการณ์ของร็อดนีย์ คิงแบบสดๆผ่านเครือข่ายของตนเองได้สำเร็จ
เวลานี้ การพิจารณาคดีเพิ่งจะเริ่มต้น
ทนายความทั้งสองฝ่ายต่างก็โจมตีกันโดยอิงตามกฎหมายและปกป้องลูกความของตนเอง
หลังจากช่วยเควินทำความสะอาดไอนั่นแล้ว โจลี่ก็เข้าไปกอดเควิน
ตั้งแต่รอบปฐมทัศน์เมื่อวานนี้ เควินก็ดูทีวีตลอดเวลาราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ดึงดูดความสนใจของเขาเป็นพิเศษ
จนกระทั่งวันนี้เองที่โจลี่ได้รู้ว่าเควินมีความกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ของร็อดนีย์ คิง
“เควิน?”
“ว่าไง?”
“เหตุการณ์ของร็อดนีย์ คิงสำคัญกว่ารายได้บ็อกซ์ออฟฟิศของหนังเรื่องGet Out(ลวงร่างจิตหลอน)หรือเปล่า ทำไมคุณถึงกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ของร็อดนีย์ คิงมากขนาดนั้นจนไม่สนใจรายได้หนังของตัวเองด้วยซ้ำเนี่ย”
ในที่สุดโจลี่ก็ถามสิ่งที่เธอสงสัยออกมา
อย่างไรก็ตาม เควินไม่สามารถบอกโจลี่โดยตรงได้ว่าเขารู้ล่วงหน้าถึงผลที่ตามมาจากเหตุการณ์ของร็อดนีย์ คิง ดังนั้นเขาจึงเลี่ยงการตอบคำถามโดยพูดว่า
"ฉันไม่คิดว่าร็อดนีย์ คิงสมควรได้รับการปฏิบัติแบบนี้"
“สหรัฐอเมริกาควรเป็นประเทศที่สามารถรองรับความหลากหลายได้”
“โจลี่ ในอนาคตของฮอลลีวูด สิทธิที่เท่าเทียมกันจะเป็นกระแสหลัก หากคุณต้องการอยู่ในฮอลลีวูดต่อไป คุณควรวางตัวอย่างเหมาะสมเกี่ยวกับเรื่องนี้”
เควินชี้แจง
ไม่มีใครจินตนาการได้ว่าการต่อสู้ทางการเมืองจะดุเดือดขนาดไหนในอนาคต ยกเว้นเควิน
หากดาราฮอลลีวูดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ อาชีพการงานของพวกเขาเหล่านั้นจะดูมืดมนหรืออาจถึงขั้นพังทลายไปเลยก็ได้
การสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองในฐานะนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิเท่าเทียมกันไว้ล่วงหน้าถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดของเควินในสงครามทางการเมืองของอเมริกาในอนาคต
เอาชนะไม่ได้ก็แค่เข้าร่วม นั่นคือสิ่งที่เคสินคิด
กลับมาที่การถ่ายทอดสดพิจารณาคดีทางโทรทัศน์ หลังจากทนายความของทั้งสองฝ่ายได้สรุปข้อโต้แย้งกัน และศาลก็ได้รับหลักฐานวิดีโอที่พิสูจน์ได้ว่าร็อดนีย์ คิงขัดขืนการจับกุมของตำรวจ ศาลจึงได้มีคำพิพากษาดังต่อไปนี้
“สเตซีย์ คูน, ลอว์เรนซ์ พาวเวลล์, ทิโมธี วินด์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจธีโอดอร์ บริเซโน เจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นายนี้ ไม่ได้กระทำการใดๆที่ไม่เหมาะสมในเหตุการณ์ของร็อดนีย์ คิง ขณะนี้พวกเขาถูกตัดสินว่าไม่มีความผิดและจะได้รับการปล่อยตัวทันที!”
คนผิวสีที่กำลังนั่งฟังการพิจารณาคดีในชั้นศาลก็เริ่มส่งเสียงดังขึ้นมาทันใด
ฉากนั้นเต็มไปด้วยความโกลาหล
ณ จุดนี้ เควินไม่จำเป็นต้องดูเนื้อหาของมันอีกต่อไป
ในความเป็นจริง ตามบันทึกที่บันทึกในเวลาต่อมา สาเหตุใหญ่ที่สุดของความวุ่นวายของร็อดนีย์ คิงก็คือการลบวิดีโอเทปโดยพวกสำนักงานสื่อใหญ่ๆ
การลบข้อมูลโดยสื่อไร้ยางอายเหล่านี้ ทำให้เหตุการณ์ที่ตำรวจบังคับใช้กฎหมายอย่างยุติธรรมดูคลุมเครือจนกลายเป็นเหตุการณ์ที่ตำรวจทำร้ายประชาชน
มวลชนมีอคติทำให้คนรู้สึกว่าตำรวจผิด
อย่างไรก็ตาม ศาลได้รับวิดีโอเทปฉบับสมบูรณ์ และมีการตัดสินที่ถูกต้อง ซึ่งทำให้คนผิวสีไม่พอใจอย่างมาก
นอกจากนี้ อเมริกายังอยู่ในช่วงวิกฤตทางการเงิน และคนผิวสีจำนวนมากก็ประสบปัญหาแม้กระทั่งการหาอาหารกินในแต่ละวัน
พวกเขาก็แค่หาเรื่องก่อจลาจลแล้วอยากออกปล้น
ปัจจัยเหล่านี้รวมกันก่อให้เกิดความวุ่นวายในลอสแองเจลิส
“โจลี่ อย่าออกไปข้างนอกในอีกสองสามวันข้างหน้านะ ฉันรู้สึกว่าจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น”
เควินซึ่งรู้เรื่องทั้งหมดนี้ ได้จัดเก็บเสบียงไว้ที่วิลล่าเพียงพอแล้ว ดังนั้น เขาจึงไม่จำเป็นต้องออกไปข้างนอกอย่างน้อยก็ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ลอสแองเจลิสอยู่ในภาวะโกลาหล และความวุ่นวายส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเขตเมือง
เบเวอร์ลี่ฮิลส์ตั้งอยู่ในเขตชานเมืองและมีกองกำลังรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง คนผิวสีไม่ใช่คนโง่ เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะมาก่อปัญหาที่นี่ ทั้งที่มีซุปเปอร์มาเก็ตในเมืองที่พวกเขาไปปล้นได่้
…………………
“พวกเขาเป็นผู้กระทำผิด!”
“พวกเขาเป็นผู้กระทำผิด!”
“พวกเขาเป็นผู้กระทำผิด!”
กลุ่มคนผิวสีกลุ่มหนึ่งถือป้ายประท้วงพร้อมชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นายสลักไว้ โดยมีการขีดฆ่าชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยสีแดง
พวกเขาถือป้ายประท้วงบนท้องถนน
ขอบเขตของกลุ่มผู้ประท้วงขยายตัวจากไม่กี่ร้อยคนจนแพร่กระจายไปทั่วลอสแองเจลิสทันที และเกิดความโกลาหลเพราะผู้เข้าร่วมประท้วงมีกว่าหมื่นคนแล้ว
เมื่อจำนวนผู้คนเพิ่มมากขึ้น คนผิวสีซึ่งมีอัตราการก่ออาชญากรรมสูงอยู่แล้วก็ไม่สามารถควบคุมตนเองได้อีกต่อไป
ธนาคาร,ร้านค้า...
ทุกอย่าง
ในสายตาของคนผิวสี ตราบใดที่สิ่งของใดๆยังมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ พวกเขาก็จะปล้น เอ้ย เขาเรียกซื้อแบบมีส่วนลด 100%
ใครก็ตามที่กล้าต่อต้านจะถูกทุบตีแบบเบาๆหรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตในกรณีที่เลวร้ายที่สุด
แม้แต่กรมตำรวจลอสแองเจลิสก็ยังรู้สึกขลาดกลัวเมื่อต้องเผชิญกับกลุ่มผู้ประท้วงที่ใหญ่ขนาดนี้
………………
ทำเนียบขาว
บุชได้รับสายขอความช่วยเหลือจากผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ค
เนื่องจากเป็นแกนหลักของสหรัฐฯ ความสำคัญของนิวยอร์กจึงไม่จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติม
ความวุ่นวายที่เกี่ยวข้องกับผู้คนนับหมื่นไม่ใช่ปัญหาที่นิวยอร์กสามารถจัดการได้ด้วยตัวเองอีกต่อไป
ความวุ่นวายดังกล่าวกินเวลานานถึง 2 วัน หากยังคงเกิดขึ้นต่อไป จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสหรัฐอเมริกา
แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางแห่งในนิวยอร์กก็ได้รับผลกระทบจากความโกลาหลนี้ด้วย
ไม่เพียงแต่สินค้าในร้านค้าจะถูกปล้นเท่านั้น แต่ธุรกิจทั้งหมดในรัฐนิวยอร์กก็หยุดชะงักเนื่องมาจากสถานการณ์เช่นนี้
เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่กลุ่มทุนยอมรับไม่ได้
พวกเขาใช้หลากหลายวิธี เริ่มจากกดดันผู้ว่าก่อนเลย
แล้วเมื่อเห็นว่าผู้ว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ พวกเขาก็รีบบังคับให้ผู้ว่ารีบขอความช่วยเหลือจากประธานาธิบดีทันที
“ระดมกองทัพปราบปรามเหตุวุ่นวายทางการเมือง!”