- หน้าแรก
- เทพเซียน : กายข้าคือคลังกระบี่
- บทที่ 21 ผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่
บทที่ 21 ผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่
บทที่ 21 ผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่
บทที่ 21 ผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่
วันที่เก้าเดือนห้า ชายแดนแคว้นฉู่
เทือกเขาใบไม้ร่วง, หุบเขาสงัด
บนหน้าผาทางทิศตะวันออก มีหมู่สถาปัตยกรรมโบราณตั้งอยู่เรียงรายอย่างกระจัดกระจาย ที่นี่คือจุดพักของสามสำนักใหญ่ ศิษย์ที่ประจำการเฝ้าหุบเขาและศิษย์ที่มาปฏิบัติภารกิจจะอาศัยอยู่ที่นี่ในยามปกติ
หอประชุม, ห้องเหลียวหราน
โดยรอบถูกค่ายกลเก็บเสียงกั้นเสียงไว้ หวังซีมีสีหน้าเย็นชา จ้องมองยันต์วิญญาณและอาวุธวิเศษที่ลอยอยู่ตรงหน้าเขา
"ข้าอยู่ในระดับรวบรวมปราณชั้นที่แปดแล้ว แค่ฆ่าศิษย์ฝ่ายนอกระดับรวบรวมปราณชั้นที่ห้าจากสำนักเล็กๆ ไม่กี่คน ให้ข้าซุ่มโจมตีก็พอแล้ว...ยังต้องใช้ของพวกนี้อีกรึ?"
เขาเงยหน้าขึ้น ดูเหมือนจะรู้สึกว่าตนถูกดูแคลน ในแววตาจึงมีความโกรธเกรี้ยวอยู่บ้าง
เสิ่นอวี๋ขมวดคิ้ว "โดยปกติก็ไม่จำเป็นต้องใช้ แต่เจ้ารู้ใช่ไหมว่า ยิ่งเรื่องจบเร็วเท่าไหร่ พวกเราก็ยิ่งมีเวลา...ทำให้มันกลายเป็นอุบัติเหตุได้มากเท่านั้น"
เสิ่นหวยยืนอยู่ข้างกายเสิ่นอวี๋ เงียบไม่พูดจา
เสิ่นอวี๋กล่าวต่อ "สิ่งที่ข้าต้องการไม่ใช่ให้เจ้าเอาชนะแบบหนึ่งต่อสอง แต่ข้าต้องการให้เจ้าใช้กลวิธีที่เด็ดขาด"
เหมือนกับตอนเกาแก้คันแล้วบี้มดทิ้งไปตัวหนึ่ง
"ไม่มีของพวกนี้ ข้าก็ทำได้เหมือนกัน..."
หวังซีดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขากำหมัดแน่น กัดฟันกรอด
ทำไมทุกคนถึงดูถูกข้า เรื่องที่โจวหลิวทำได้ ข้าหวังซี...ก็ทำได้เหมือนกัน!
เสิ่นหวยเห็นภาพนั้นในสายตา ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
เข้าสำนักมาพร้อมกัน มีคุณสมบัติรากวิญญาณคู่เหมือนกัน แต่ศิษย์พี่โจวหลิวในตอนนี้กลับอยู่ระดับรวบรวมปราณชั้นที่เก้าแล้ว และกำลังเตรียมจะก้าวเข้าสู่ระดับรวบรวมปราณชั้นที่สิบขั้นสมบูรณ์
ล้วนเป็นเด็กหนุ่มที่ทะนงตน ไม่ว่าใครก็ไม่อาจยอมรับผลลัพธ์เช่นนี้ได้
ดังนั้นหวังซีจึงกลายเป็นเช่นนี้ โทษอาจารย์ โทษศิษย์ร่วมสำนัก โทษความไม่ยุติธรรมของโลก
ทันใดนั้นเขาก็นิ่งเงียบลง แววตากลับมาสงบเย็น เสียงก็เย็นชา
"รู้แล้ว"
เสิ่นหวยยังต้องการจะเอ่ยปากเตือนอีกสองสามประโยค "หากมีศิษย์คนอื่น..."
"ก็ฆ่าทิ้งไปพร้อมกันเสีย"
น้ำเสียงของหวังซีไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ขัดจังหวะคำพูดของนาง
ในสายตาของเขา สำนักเสวียนหยวนในโลกบำเพ็ญเพียรของแคว้นฉู่นั้น เป็นดั่งจักรพรรดิโดยสมบูรณ์ หากถูกใจสายแร่วิญญาณเส้นไหน ภูเขาวิญญาณลูกใด ก็แค่ไปแย่งชิงมาเท่านั้น จะต้องปิดๆ บังๆ ไปทำไม
เสิ่นหวยฉลาดเฉลียวมาแต่เด็ก นางมองเห็นได้ชัดเจนกว่าหวังซี
การซื้อขายสกปรกระหว่างสำนักต่างๆ ที่ขายผลประโยชน์ของศิษย์ในสำนักเพื่อแลกกับผลประโยชน์ของตนเองนั้น เกิดขึ้นในรูปแบบนี้มากเท่าไหร่แล้ว
เพียงแต่ สำนักต้งเยวียนนั้นพิเศษ ขั้นตอนนี้จึงจำเป็นต้องทำ และต้องทำให้สะอาดหมดจด
"อง..."
ยันต์วิญญาณส่งเสียง นอกประตูมีศิษย์มารายงาน
"ผู้อาวุโสเสิ่น ศิษย์ของสำนักต้งเยวียนและสำนักยันต์วิญญาณมาถึงแล้ว"
"ไปเถอะ ออกไปพบกันหน่อย"
...
ซ่งเยี่ยนเดินตามลู่จื่อเหย่ อยู่ท้ายสุดของกลุ่มศิษย์ ก้าวลงมาจากเรือวิญญาณวายุเมฆาซึ่งเป็นอาวุธวิเศษบินได้ของสำนัก
ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรที่เอาแต่ฝึกฝนอย่างหนักและแทบไม่เข้าร่วมสังคมใดๆ ที่นี่เขาไม่รู้จักใครเลยสักคน
เพียงแต่เมื่อครู่บนเรือวิญญาณ ศิษย์พี่และศิษย์น้องที่นั่งอยู่ซ้ายขวาคุยกันจอแจไม่หยุด ซ่งเยี่ยนจึงได้รู้จักกับคนทั้งสองอย่างงงๆ
เซ่าซือจาว ระดับรวบรวมปราณชั้นที่หก
กู้ชิงชิง ระดับรวบรวมปราณชั้นที่ห้า ศิษย์จากยอดเขาบัวเร้นลับ
ความพิเศษอย่างหนึ่งของสำนักต้งเยวียนคือ ถ้ำที่พำนักของศิษย์หญิงจะไม่แบ่งแยกสถานะศิษย์ในหรือฝ่ายนอก ทุกคนจะถูกจัดให้อยู่บนยอดเขาบัวเร้นลับซึ่งเป็นเขตของฝ่ายในทั้งหมด
ส่วนอื่นๆ ก็เหมือนกับศิษย์ชาย
ศิษย์อีกคนชื่อทังหลิน ซ่งเยี่ยนก็ไม่รู้จักเช่นกัน แต่เซ่าซือจาวจะคุยกับเขาสองสามประโยคเป็นครั้งคราว
ว่าไปแล้ว วิธีการพูดและท่าทีของศิษย์พี่เซ่าผู้นี้ ทำให้ซ่งเยี่ยนรู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง
เขารู้สึกแวบๆ ว่า คนผู้นี้คือผู้บำเพ็ญเพียรเจ้าของแผงเล็กๆ ที่ขายหนังสือต้องห้ามในตลาดกลางคืนวันนั้น
แต่เขาก็ไม่มีหลักฐาน
"ผู้อาวุโสสวี ไม่ได้พบกันนาน สบายดีนะ"
"เหอๆ ก็เหมือนเดิม...กลับเป็นสำนักยันต์วิญญาณของพวกท่าน ได้ยินว่าช่วงนี้รับต้นกล้าเซียนดีๆ เข้ามาไม่น้อยเลยนี่..."
ช่างบังเอิญนัก
ดูเหมือนว่าคนของสำนักยันต์วิญญาณก็เพิ่งจะมาถึงหุบเขาสงัดเช่นกัน
ผู้อาวุโสสวีจื่อชิงผู้นำทีมของสำนักต้งเยวียนกำลังทักทายกับผู้อาวุโสโจวของสำนักยันต์วิญญาณอยู่พอดี เสิ่นอวี๋ก็บินมาจากที่ไกลๆ ข้างกายคือเสิ่นหวยและหวังซี
คนอื่นๆ เขาไม่คุ้นเคยเลย กลับเป็นผู้อาวุโสและศิษย์ของสำนักเสวียนหยวนเหล่านี้ ที่ในสายตาของซ่งเยี่ยนแล้วดูจะคุ้นเคยที่สุด
เคยมาที่โรงหลอมโอสถก่อนหน้านี้ และยังเคยบรรยายด้วย
"ผู้อาวุโสทั้งสอง ข้าน้อยมาต้อนรับช้าไป อย่าได้ถือสา"
สวีจื่อชิงเมื่อเผชิญหน้ากับเสิ่นอวี๋ ไม่รู้ด้วยเหตุใด จึงไม่ค่อยจะต่อบทสนทนาเท่าไหร่ เพียงแค่ยิ้มๆ
เหล่าผู้อาวุโสก็มีเรื่องที่พวกเขาต้องหารือกัน ส่วนศิษย์รุ่นเยาว์ที่เหลือก็ปฏิบัติตามการจัดแจงในหุบเขาสงัด เข้าพักในที่ของตน
ระหว่างสามสำนัก มีผู้บำเพ็ญเพียรบางคนที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว ถือโอกาสนี้มาพบปะสังสรรค์กัน
บ้างก็ดื่มสุราพูดคุยอย่างสนุกสนาน หรือบ้างก็...มีค่ำคืนอันดีงามใต้แสงจันทร์
ไม่มีใครมาคุยเล่นกับซ่งเยี่ยน
ทว่า การอยู่สันโดษก็มีข้อดีของการอยู่สันโดษ
เมื่อไม่มีใครรบกวน ก็พอดีจะได้อ่าน《ตำนานสรรพสิ่งแห่งวิถีเซียนฉบับสมบูรณ์》ที่แลกมาด้วยหินวิญญาณสองก้อนในตลาดกลางคืนวันนั้นให้ดีๆ
ช่วงนี้ซ่งเยี่ยนหมกมุ่นอยู่กับการฝึกฝนจิตสัมผัสและการควบแน่นแก่นแท้พลังกระบี่อย่างเต็มที่ จึงยังไม่มีเวลาได้อ่าน
"ทางใต้ของทะเลใต้ ยังมีแผ่นดิน บนแผ่นดินมีแคว้นหลงโป๋ ในนั้นมียักษ์ที่สูงนับพันจั้งอาศัยอยู่..."
กล่าวกันว่าในยุคโบราณ ทางตะวันออกของทะเลโบราณ มีหุบเหวธรรมชาติขนาดใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง คนโบราณเรียกว่า "กุยซวี"
ในกุยซวีมีภูเขาเซียนห้าลูก บนภูเขาเซียนล้วนมีเซียนอาศัยอยู่
ภูเขาเซียนทั้งห้าลูกถูกแบกไว้โดยอสูรเต่ายักษ์สิบห้าตัว เพื่อรักษาระยะห่างระหว่างภูเขาเซียน
ไม่คาดคิดว่าในทะเลใต้จะมีแคว้นโบราณหลงโป๋ ชาวเมืองล้วนสูงพันจั้ง ในนั้นมียักษ์ตนหนึ่งว่างจัดไม่มีอะไรทำ ไปตกอสูรเต่ายักษ์ที่แบกภูเขาเซียนขึ้นมาได้หกตัว ด้วยเหตุนี้ภูเขาเซียนสองลูกจึงจมลงหายไปอย่างไร้ร่องรอย ภูเขาเซียนห้าลูกจึงเหลือเพียงสามลูก
เซียนจวินบนสวรรค์โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เปลี่ยนแคว้นหลงโป๋ให้เป็นแดนเนรเทศ และยังใช้คาถาเซียน ทำให้ร่างกายของพวกเขารุ่นต่อรุ่นเล็กลงเรื่อยๆ
"..."
ซ่งเยี่ยนเงียบไป...
คนสูงพันจั้งงั้นรึ?
แต่ว่า ซ่งเยี่ยนไม่ได้มาเพื่อตั้งคำถามหรือจับผิด จิตสัมผัสของเขากวาดอ่านต่อไป
ข้ามผ่านตำนานปรัมปราบางส่วนไป ในที่สุดเขาก็เจสิ่งที่อยากจะอ่าน
ในยุคโบราณ ผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่นั้นบริสุทธิ์อย่างยิ่ง
"กระบี่บินประจำตัว คือสิ่งที่สามารถมีได้ก็ต่อเมื่อหลอมรวมจิตแห่งเต๋า เข้าใจในเจตจำนงกระบี่แล้วเท่านั้น"
สิ่งที่เรียกกันว่าผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่และกระบี่บินประจำตัวในโลกบำเพ็ญเพียรปัจจุบัน เป็นเพียงแค่ผู้บำเพ็ญเพียรที่ถนัดการใช้เพลงกระบี่ในการโจมตีสังหาร และอาวุธวิเศษหรือของวิเศษที่พวกเขาใช้เป็นหลักเท่านั้น
ทว่าผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ในยุคโบราณ กล่องกระบี่ ปลอกกระบี่ น้ำเต้ากระบี่ ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนเพื่อบ่มเพาะกระบี่บินประจำตัวเพียงเล่มเดียวในกล่องเท่านั้น
หรืออาจจะละทิ้งอาวุธวิเศษและของวิเศษ ละทิ้งค่ายกลและยันต์อาคม ในหมู่พวกเขามีพวกสุดโต่งถึงขั้นละทิ้งพลังวิญญาณ ละทิ้งกายเนื้อ เพื่อแสวงหาความเข้าใจในเจตจำนงกระบี่อันสูงสุดและกระบวนท่ากระบี่สวรรค์
มหาวิถีนั้นเรียบง่าย สังหารศัตรู เพียงแค่กระบี่เดียว
ซ่งเยี่ยนอ่านแล้วรู้สึกเลือดลมพลุ่งพล่าน
แต่ว่า...
"จิตแห่งเต๋า...?"
"เจตจำนงกระบี่?"
ของที่ลึกลับซับซ้อนเหล่านี้ ในสายตาของซ่งเยี่ยนแล้วเป็นสิ่งที่คนไร้ประโยชน์ที่มีคุณสมบัติทื่อด้านอย่างตนเองไม่มีวันจะสัมผัสได้ตลอดชีวิต
เขาหายใจเข้าลึกๆ ข่มความปรารถนาและความฮึกเหิมนั้นลงไป
ในขณะนี้ ภายในทะเลปราณในตันเถียนของซ่งเยี่ยน พลังวิญญาณพิเศษที่คมกริบหาใดเปรียบสายหนึ่ง กำลังลอยนิ่งอยู่ภายในนั้น
หากส่งจิตสัมผัสเข้าไป จะพบว่า นอกเหนือจากเสียงของพลังวิญญาณและโลหิตที่ไหลเวียนไปทั่วแขนขาทั่วร่างแล้ว ยังมีเสียงกระบี่ที่แผ่วเบาแต่แหลมคมดังขึ้น
"ผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่..."
รอบที่พักเงียบสงัด ซ่งเยี่ยนหลับตาทั้งสองข้าง สัมผัสถึงปราณของสิ่งที่เรียกว่า "แก่นแท้พลังกระบี่" อย่างละเอียด
"..."
ราวกับถูกผีสิง เขาค่อยๆ ยกฝ่ามือขวาขึ้น แก่นแท้พลังกระบี่ในตันเถียนเริ่มสลายตัว แล้วมารวมตัวกันที่ปลายนิ้วขวาของเขา
นิ้วกลางและนิ้วชี้ประกบกัน ปราณที่คมกริบนั้นส่งเสียงร้องอยู่ที่ปลายนิ้วของเขา
"— (อึง—)"
แก่นกระบี่นั้นค่อยๆ เริ่มจับตัวเป็นรูปธรรม จนกระทั่งรู้สึกถึงความเจ็บแปลบที่ปลายนิ้ว ซ่งเยี่ยนจึงได้สติราวกับตื่นจากฝัน รีบสลายแก่นกระบี่ที่ปลายนิ้วไป
"พลังวิญญาณ" ที่คมกริบสายนั้นกลับมารวมตัวกันในตันเถียนของเขาอีกครั้ง เพียงแต่ เล็กลงกว่าเดิมเล็กน้อย
"แก่นแท้พลังกระบี่นี้ หากปลดปล่อยใส่ตัวเอง ต่อให้มีพลังวิญญาณคุ้มกาย ก็คงต้องบอกว่ามีแต่ตายกับตายสถานเดียว..."
การรวบรวมพลังวิญญาณเกือบหนึ่งเดือน ถึงได้มาซึ่งอานุภาพของกระบี่เดียวนี้
อานุภาพของมัน ไม่ทำให้ซ่งเยี่ยนผิดหวัง
(จบบท)