- หน้าแรก
- ข้ามาจากตระกูลจักรพรรดิ!
- บทที่ 10 วิชากระบี่
บทที่ 10 วิชากระบี่
บทที่ 10 วิชากระบี่
บทที่ 10 วิชากระบี่
หลังจากอำลาพี่เอ๋อหนิวแล้ว ซูฉางชิงก็รีบวิ่งเข้าไปในป่าทึบ
เขาไม่ได้กลับบ้าน เพราะกระตือรือร้นที่จะสำรวจความพิเศษเกี่ยวกับตำรากระบี่แห่งโลกฝึกตน
เหตุผลหลักที่เขาไม่เลือกฝึกฝนที่บ้านคือความกลัวว่าพ่อแม่จะเห็นว่าเขาเกียจคร้านและฝึกวิชาที่ไร้ประโยชน์
ขณะที่เขาเดินทาง เขาก็มาถึงพื้นที่โล่ง ซูฉางชิงนั่งขัดสมาธิและหยิบตำราที่ชำรุดออกมาทันที
"วิชากระบี่คลื่นคลั่ง! แค่ชื่อก็ชวนขนลุกแล้ว!"
เมื่อเปิดหน้าแรก ซูฉางชิงก็ถูกดึงดูดเข้าไปโดยทันที
แม้ว่าวิชากระบี่นี้จะไม่มีเคล็ดโคจรปราณประกอบ แต่กระบวนท่าต่างๆ ก็ถูกบรรยายไว้เป็นอย่างดี
ทุกหน้ามีภาพประกอบ พร้อมคำอธิบายประกอบเป็นตัวอักษรขนาดเล็กที่ด้านล่าง
วิชากระบี่นี้ประกอบด้วยกระบวนท่าทั้งหมด 720 กระบวนท่า มีความหลากหลายและซับซ้อนมาก
คนธรรมดาหากฝึกฝนเป็นครั้งแรกโดยไม่มีคำอธิบายจากอาจารย์ และไม่มีเคล็ดโคจรปราณประกอบ แม้จะได้ฝึกฝนแต่ก็ไร้ประโยชน์
ถึงกระนั้น ซูฉางชิงก็ยังคงหลงใหล วาดท่ากระบี่ในจินตนาการด้วยสองนิ้วอย่างกระตือรือร้น
ในขณะนั้น ในจิตใจของเขา ภาพกระบวนท่าต่างๆ ในตำราก็ดูเหมือนจะมีชีวิตขึ้นมา
ในจิตใจ บุคคลที่ถือกระบี่คมกริบกำลังร่ายรำด้วยความเร็วที่ไม่อาจจินตนาการได้
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ซูฉางชิงอ่านตำราทั้งหมดจนจบและจดจำไว้
เขาลุกขึ้นยืน หยิบกิ่งไม้ขึ้นมาจากพื้นอย่างไม่ใส่ใจ นึกถึงวิชากระบี่ในใจ และเลียนแบบท่าทางอย่างงุ่มง่าม
ในการลองครั้งแรก ท่าของเขาดูหยาบมาก แต่ก็ยังสามารถเลียนแบบได้อย่างแยบยล
ในการลองครั้งที่สอง แววตาแห่งความเข้าใจฉายวาบผ่าน การเปลี่ยนท่าต่างๆ ดูเป็นธรรมชาติ แม้แต่การถือกิ่งไม้ก็ยังดูมั่นคงทรงพลังและดุดัน
ในการลองครั้งที่สาม ซูฉางชิงหลับตาลง รัศมีของเขาเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
"ฟู่..."
กิ่งไม้ขยับวาดตามสายลม ทำให้เกิดเสียงคล้ายสายน้ำไหล
วิชากระบี่ของเขาร่ายรำเร็วขึ้นเรื่อยๆ เสียงน้ำเองก็ไหลเชี่ยวกรากขึ้นเรื่อยๆ ประดุจสายธารลำน้อยที่ไหลลงสู่มหาสมุทร
ทันใดนั้น ลมกระโชกแรงก็พัดกระหน่ำไปทั่ว ใบไม้ร่วงปลิวไสวไปตามสายลม หมุนวนรอบตัวซูฉางชิงราวกับสายน้ำ
เมื่อกระบี่เคลื่อนไหวถึงขีดสุด สายน้ำเหล่านั้นก็บรรจบกันอย่างกระตือรือร้น ราวกับคลื่นซัดเข้าชายฝั่ง
"ฮ่า!"
ซูฉางชิงครางเสียงต่ำ กิ่งไม้ในมือหล่นลงข้างลำตัว
บู้มมมม!
ต้นไม้ต้นเล็กๆ หนาเท่าข้อมือหักลงอย่างไม่คาดคิด ใบไม้ร่วงปลิวว่อนบนท้องฟ้า
" นี่มัน..."
ซูฉางชิงลืมตาขึ้น ตะลึงงันกับภาพเบื้องหน้าชั่วขณะ แต่ก็ดีใจอย่างรวดเร็ว
"ตำราเล่มนี้เป็นของจริง!"
ตอนแรกเขาคิดจะลองดูเล่นๆ แต่ไม่คิดว่าจะได้เรียนรู้มันจริงๆ
"ถึงแม้ข้าจะเรียนรู้มันแล้ว แต่วิชากระบี่นี้ก็ยังให้ความรู้สึกแปลกๆ คงเป็นเพราะยังขาดเคล็ดโคจรปราณ"
"ยิ่งไปกว่านั้น วิชากระบี่นี้ยังฝึกฝนจนเชี่ยวชาญได้ในแค่สองสามครั้ง มันไม่น่าจะมีอะไรลึกซึ้ง”
ซูฉางชิงนึกถึงคำพูดของอาจารย์ได้ ความเข้าใจของเขาแค่ดีกว่าคนอื่นเพียงเล็กน้อย
ถ้าเป็นวิชากระบี่ขั้นสูง การฝึกฝนสองสามครั้งคงไม่เพียงพอที่จะเชี่ยวชาญได้
ถึงกระนั้น ซูฉางชิงก็ยังค่อนข้างพอใจ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการฝึกตน
"ในอนาคต ข้าต้องฝึกฝนเยอะๆ การเปลี่ยนผ่านระหว่างกระบวนท่ายังค่อนข้างหยาบ มันยังมีพื้นที่ว่างให้ปรับปรุงได้”
ซูฉางชิงครุ่นคิดอย่างเป็นสัดส่วนพลางได้ข้อสรุป
ตอนนี้เขามุ่งเน้นไปที่การศึกษา หากเขาสามารถฝึกฝนพลังปราณอันสูงส่งได้ วิชากระบี่ใดก็เทียบไม่ติด เขาไม่อาจละสายตาจากภาพรวมที่ใหญ่โตกว่าได้
"บรู๊ววว!"
ทันใดนั้น เสียงหอนก็ดังก้องมาจากส่วนลึกของป่า ขัดจังหวะการครุ่นคิดของซูฉางชิง
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปด้วยความประหลาดใจ เหลือบมองท้องฟ้า แล้วรีบวิ่งกลับไปยังหมู่บ้าน
ภูเขาใกล้เคียงมีสัตว์ร้ายอาศัยอยู่ เมื่อไม่นานมานี้ ลุงซูฉีจากหมู่บ้านก็ถูกแมวป่าตัวใหญ่พาตัวไปและไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย
แม้ว่าตอนนี้เขาจะมีความสามารถการต่อสู้ขั้นพื้นฐานแล้ว แต่เขาก็ยังขาดความมั่นใจที่จะฆ่าสัตว์ร้ายลง
"ข้าต้องหาเวลาไปเยี่ยมชมถ้ำแห่งนั้นร่วมกับพี่เอ๋อหนิวแล้ว เพื่อดูว่ามีอะไรเหลืออยู่อีกหรือไม่"
ซูฉางชิงครุ่นคิดขณะวิ่งออกจากป่าทึบ
...
หมู่บ้านบนภูเขาสีคราม
ด้วยความตื่นเต้นจนยากจะระงับ พี่เอ๋อหนิวเดินไปจนถึงทางเข้าบ้านของซูฉางชิง
"ฉางชิง ออกมาเร็ว ข้ามีเรื่องจะบอก..."
พี่เอ๋อหนิวยังพูดไม่จบก็เห็นซูหนานเดินออกมาจากบ้านพร้อมทัพพี
เมื่อเห็นซูหนาน คอของพี่เอ๋อหนิวก็หดลงและอุทาน
"ท่านประมุข”
ตระกูลซูไม่ใช่นิกาย แต่เป็นสายตระกูล แม้ว่าจะมีความแตกต่างระหว่างนิกายกับสายตระกูลโดยตรง แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ดูเป็นมิตรมากกว่านิกายทั่วไป
นอกจากนี้ พี่เอ๋อหนิวตั้งรกรากอยู่ในหมู่บ้านภูเขาด้วย และมีความสัมพันธ์อันดีกับฉางชิง เขาจึงไม่ถูกซูหนานข่มขู่จนเสียขวัญ
"ลูกชายของเหวินหลินงั้นหรอ?"
เมื่อเห็นว่าเป็นเอ๋อหนิว ซูหนานจึงพูดเสียงห้วนๆ ว่า
"เจ้าก็โตแล้วยังมัวแต่เล่น นี่ยังไม่บรรลุระดับสี่อีกงั้นหรอ?"
"บิดาของเจ้าไม่ได้หาวิชากระบี่มาให้เจ้าบ้างรึไง เจ้าได้สร้างวิชาลับโดยกำเนิดของเจ้าแล้วรึยัง?"
พี่เอ๋อหนิวหัวเราะอย่างเขินอาย " อีกไม่นาน อีกไม่กี่เดือนข้าก็จะสามารถสร้างวิชาลับโดยกำเนิดได้แล้ว"
การบรรลุขอบเขตการฝึกตนไม่ได้หมายถึงการบรรลุขั้นใดขั้นหนึ่งเท่านั้น แต่ยังต้องฝึกฝนวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่เหมาะสมกับขั้นถัดไปให้ถึงขั้นสมบูรณ์
วันนี้ วิชากระบี่ที่พี่เอ๋อหนิวมอบให้ซูฉางชิงเองก็เป็นที่ต้องการเป็นพิเศษเพื่อพัฒนาฝีมือของเขา ซึ่งมีความลึกซึ้งมาก
เขาฝึกฝนมาครึ่งปีแล้ว แต่ก็ยังห่างไกลจากความเชี่ยวชาญวิชาลับโดยกำเนิด
"เอ่อ... ท่านผู้นำ ฉางชิงอยู่ข้างในหรือไม่?"
พี่เอ๋อหนิวรู้สึกไม่สบายใจเมื่อเห็นซูหนานจ้องเขม็งมองเขา แล้วจึงถามอย่างระมัดระวัง
"ฉางชิงไปเรียนแล้ว ยังไม่กลับมา เจ้าตามหาเขาอยู่หรอ?"
ขณะที่ซูหนานพูด ซูหนานก็มองขึ้นไปบนฟ้า พึมพำในใจว่า "ตอนนี้เขาน่าจะกลับมาได้แล้วนะ"
หรือว่าเขาจะทำผลงานได้ไม่ดีนัก อาจารย์จึงรั้งเขาไว้?
"เขายังไม่กลับมาอีกหรอ?"
พี่เอ๋อหนิวตกใจ เขาบังเอิญเจอฉางชิงเมื่อชั่วโมงที่แล้ว ทำไมเขายังไม่กลับมาอีก?
"หรือว่าเขาไปฝึกวิชากระบี่ที่ไหนสักแห่ง?"
พี่เอ๋อหนิวเริ่มเหงื่อตกเมื่อคิดเช่นนี้
ถ้าท่านประมุขใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์กวาดมองแล้วเห็นฉางชิงกำลังฝึกฝนวิชากระบี่แทนที่จะร่ำเรียน เขาจะไม่ถูกตัดหัวเสียบแขวนประจานเอาหรอ?
" เอ่อ? พี่เอ๋อหนิว? อะไรพาท่านมาที่นี่?"
โชคดีที่เสียงของซูฉางชิงดังมาจากไม่ไกลนัก ทำให้พี่เอ๋อหนิวถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"ไว้คุยกันเป็นการส่วนตัวเถอะ!"
พี่เอ๋อหนิวรีบวิ่งไปหาฉางชิงและกระซิบอย่างเร่งรีบว่า
"ฤดูใบไม้ร่วง(ชิว)! บทกวีเกี่ยวกับฤดูใบไม้ร่วง นอกนั้นแล้วแต่เจ้าเลย!"
เมื่อพูดจบ พี่เอ๋อหนิวก็อำลาซูหนานอย่างเขินอาย ก่อนจะวิ่งหนีไปเหมือนกระต่าย
"ฤดูใบไม้ร่วงอะไร? ทำไมเจ้าเด็กนั่นถึงมาหาเจ้า?”
ซูหนานเดินออกมาพร้อมกับทัพพีใบใหญ่ เขาถามอย่างสงสัย
"ไม่มีอะไรหรอกท่านพ่อ วันนี้ท่านพ่อเป็นคนทำอาหารหรอ? ดูเหมือนจะมีงานเลี้ยงฉลองสินะ"
ซูฉางชิงยิ้ม เปลี่ยนเรื่องสนทนา ยืดคอมองเข้าไปในบ้าน
"ฮ่าฮ่าฮ่า แน่นอนอยู่แล้ว อาหารฝีมือพ่อเจ้านี่หาที่เปรียบไม่ได้ แม้จักรพรรดิจะอยากชิมก็ทำไม่ได้”
ซูหนานหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ไร้ซึ่งท่าทีข่มขู่เหมือนเมื่อก่อน
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน เย่ชูก็เดินออกมาจากบ้านพร้อมกับเช็ดมือ
เมื่อเห็นลูกชายกลับมา ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างขึ้นขณะก้าวเข้ามา
"วันนี้เรียนเป็นไงบ้างลูก? อาจารย์ทำให้เจ้าลำบากใจหรือเปล่า?"
ซูหนานที่อยู่ข้างๆ เงยหน้าขึ้นฟังอย่างเป็นห่วงเรื่องเรียนของฉางชิง
"ไม่เลย ท่านอาจารย์มีความรู้มาก"
เมื่อซูฉางชิงพูดจบ เย่ชูก็รู้สึกผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ซูหนานกลับขมวดคิ้วอย่างลับๆ
อาจารย์งั้นหรอ?
ไม่ใช่ว่าตกลงกันแล้วหรอว่าต้องเรียนให้สำเร็จสามครั้งก่อนถึงจะได้เป็นศิษย์อาจารย์กัน?