เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 ตระกูลซูขาดแคลนคน

บทที่ 11 ตระกูลซูขาดแคลนคน

บทที่ 11 ตระกูลซูขาดแคลนคน


บทที่ 11 ตระกูลซูขาดแคลนคน

"อาจารย์เจ้าได้พูดอะไรอีกไหม?"

ซูหนานถาม "เขาไม่ได้แสดงความดูถูกเด็กชาวเขาที่กำลังแสวงหาการศึกษาบ้างเลยหรอ?"

เย่ชูแอบกลอกตาใส่ซูหนาน

ดูความกังวลอันไร้ค่าของซูหนานนี่เขา เขากำลังกังวลว่าลูกของเขาอาจจะเก่งเกินไป?

แต่เมื่อคิดถึงลูกคนโตและคนรอง เย่ชูก็เข้าใจได้

การระมัดระวังตัวก็ไม่เสียหาย นั่นเพราะพรสวรรค์ที่มากเกินไปก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป

"มันก็ไม่มีการดูถูกเหยียดหยามอะไรนะ"

ซูฉางชิงพูดโดยไม่คิดมาก

"ท่านอาจารย์บอกว่าพรสวรรค์ของข้าไม่ได้โดดเด่นอะไร แค่ดีกว่าคนทั่วไปเล็กน้อยเท่านั้น”

"ถ้าข้าไม่ทำงานให้หนักขึ้น อนาคตข้าก็คงจะไปไหนไม่ได้ไกล”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซูหนานก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันที

เขาแอบยิ้ม คิดว่าตำราเซียนขงจื๊อเชื่อถือได้จริง

แม้จะไม่ได้ฝึกหัดอย่างเป็นทางการถึงสามครั้ง แต่อย่างน้อยก็ยังบรรลุเป้าหมายที่เขาต้องการ

เป้าหมายคือการจุดประกายแรงจูงใจให้ฉางชิงตั้งใจเรียนอย่างหนัก เพื่อที่เขาจะได้ทุ่มเทความพยายามให้มากขึ้น

ส่วนเรื่องที่ว่าพรสวรรค์ของฉางชิงธรรมดาๆ นั่นน่ะหรอ?

"หึ..."

ซูหนานยิ้ม เขาไม่ได้กังวลเลยสักนิด

เขาได้ประเมินความสามารถในการฝึกตนของฉางชิงมาตั้งนานแล้ว ถึงแม้จะไม่เก่งเท่าพี่ใหญ่และพี่รอง แต่เขาก็ไม่ใช่คนธรรมดาเช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้น เขาได้ปูทางไปสู่การฝึกตนในอนาคตให้ฉางชิงแล้ว โดยการค้นหาอาจารย์มากมาย

ทุกคนล้วนบรรลุถึงจุดสูงสุดในสายอาชีพของตนโดยไม่มีข้อยกเว้น

ตราบใดที่ฉางชิงฝึกฝนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในที่สุดเขาก็จะไปถึงจุดสูงสุดและแข็งแกร่งที่สุดแน่นอน

ขณะนั้นเอง ซูฉางชิงก็เห็นพ่อแม่เงียบไปครู่หนึ่งแล้วคิดว่าพวกท่านคงท้อแท้แล้ว

ดังนั้นเขาจึงรีบปลอบใจพวกท่านด้วยรอยยิ้ม

"ไม่ต้องห่วงนะท่านพ่อท่านแม่ ถึงแม้ข้าจะยังขาดทักษะ แต่ท่านอาจารย์ก็บอกว่าตราบใดที่ข้าตั้งใจเรียน ข้าก็จะประสบความสำเร็จได้"

เมื่อได้ยินคำพูดปลอบใจของลูกชาย ซูหนานก็รู้สึกตื้นตันใจและหัวเราะออกมาดังลั่น

"ฮ่าฮ่าฮ่า ดีจริงๆ ที่ลูกข้าฉลาดเช่นนี้ คนธรรมดาที่ไหนจะโชคดีเช่นข้าหามีไม่! ไม่ต้องห่วงนะ พ่อยังอยู่ข้างเจ้าเสมอ!"

เย่ชูหัวเราะอยู่ข้างๆ เช่นกัน " เอาล่ะ รีบๆ กินกันเถอะ อาหารเริ่มเย็นแล้ว วันนี้เรามีไก่ป่าด้วยนะ"

...

เมื่อพลบค่ำ เสียงหัวเราะร่าเริงดังก้องเป็นระยะๆ จากภายในบ้านที่ทรุดโทรมเล็กน้อย

หลังอาหารเย็น ซูฉางชิงไปเรียนหนังสือ เย่ชูไปล้างตัว ส่วนซูหนานเอนหลังพิงเก้าอี้ในลานบ้านพร้อมรอยยิ้ม

การเริ่มต้นมักจะยากที่สุดเสมอ ตอนนี้ฉางชิงได้เริ่มก้าวแรกที่สำคัญแล้ว เขาควรเริ่มเตรียมการขั้นต่อไปได้แล้ว

"ข้าพบอาจารย์ในคัมภีร์ขงจื๊อแล้ว แต่ใครจะเป็นผู้ชี้นำการฝึกตนของเขากันล่ะ..."

ซูหนานลูบคาง แสดงสีหน้าครุ่นคิด

แต่ก่อนที่เขาจะได้คิดต่อไป เสียงหนึ่งก็ดังมาถึงหูของเขา

"ท่านประมุข ท่านสะดวกคุยไหม?”

ซูหนานเลิกคิ้ว เหลือบมองห้องที่ฉางชิงกำลังศึกษาอยู่ จากนั้นก็โบกแขนเสื้อเพื่อร่ายเวทมนตร์

ชั่วขณะต่อมา ชายร่างใหญ่ก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าซูหนาน

"เหวินหลิน มีอะไรเร่งด่วนนักหนา เจ้ารอจนเช้าไม่ได้รึไง?"

ซูหนานถามอย่างไม่ใส่ใจ

ซูเหวินหลิน บิดาของเอ๋อหนิว เขาเป็นมือขวาของซูหนาน และเป็นหนึ่งในผู้มีความสามารถสูงสุดของตระกูลซู

"ท่านประมุข มีบางอย่างเกิดขึ้นในตระกูลซู ข้าตัดสินใจเองไม่ได้"

ซูเหวินหลินยิ้มอย่างขมขื่น “เมื่อไม่นานมานี้ บ่อไท่ซือในแดนใต้ของเราได้เปิดออก ดึงดูดผู้คนมากมายจากแดนอื่น”

“แต่ด้วยเหตุผลบางประการ คุณชายรองได้เผชิญหน้ากับเหล่าพระจากวัดว่านหัวและพ่ายแพ้กลับมา...”

ก่อนที่ซูหนานจะพูดจบ คิ้วของเขาก็ขมวดมุ่น “บ้าเอ๊ย ไอ้หัวล้านพวกนั้นกล้าทำร้ายลูกชายข้างั้นหรอ? พวกมันคงเบื่อจะมีชีวิตแล้วใช่ไหม!”

“ไปเรียกรวมคนมา! พรุ่งนี้ข้าจะไปวัดว่านหัวด้วยตัวเอง ขอข้าดูหน่อยเถอะว่าพวกมันกล้าแตะต้องคนของตระกูลข้าได้ยังไง!”

เมื่อเห็นซูหนานโกรธ ซูเหวินหลินก็พูดไม่ออก

ผู้คนต่างพูดว่าคุณชายคนโตของตระกูลซูนั้นหลงตัวเอง ส่วนคุณชายรองก็เป็นคนบ้า แต่โดยรวมแล้วทั้งสองก็ได้รับมรดกเหล่านั้นมาจากพ่อของพวกเขาเต็มๆก็เท่านั้นเอง

แค่เด็กทะเลาะกันเล็กน้อย ไม่มีใครตกตาย แต่ซูหนานก็คิดจะบุกวัดว่านหัวแล้ว เขาบ้าคลั่งยิ่งกว่าคุณชายรองเสียอีก

“ท่านประมุข โปรดสงบสติอารมณ์ลงก่อน”

ซูเหวินหลินยิ้มอย่างขมขื่น “ท่านชายรองไม่ได้รับบาดเจ็บมากนัก เพียงบาดเจ็บเล็กน้อย”

“ต่อมา ท่านได้นำสมาชิกตระกูลซูไปหนึ่งในสาม และกวาดล้างพระสงฆ์เหล่านั้นจนเหี้ยนวัด”

สีหน้าของซูหนานแข็งค้างโดยพลัน จากนั้นก็ส่ายหัวและดุด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าก็กังวลว่าเจ้าเด็กนี่อาจจะโดนรังแก แต่กลายเป็นว่าข้าคิดมากเกินไปเองซะได้”

ซูเหวินหลินมองซูหนานด้วยรอยยิ้มแห้งๆ แล้วพูดต่อ

“ด้วยนิสัยของท่านชายรอง ข้าเกรงว่ามันจะมีแต่เขาจะไปรังแกคนอื่นก็เท่านั้นแหละ”

“อย่างไรก็ตาม ประเด็นคือ... ท่านรองผู้อาวุโสรู้เข้าจึงนำสมาชิกตระกูลซูไปอีกหนึ่งในสาม เพื่อปิดล้อมห้วงลึกไท่ซูทั้งหมด”

“คำพูดของท่านรองผู้อาวุโสคือ ‘ไอ้พวกเนรคุณ’ใครกันที่ทำให้พระหัวโล้นอย่างพวกเจ้ายังมีวัดซุกหัวอยู่ได้ แล้วยังกล้ามาทำร้ายเราอีก?'

'ถ้าเจ้าไม่ต้องการสันติภาพ เจ้าก็จะไม่ได้สันติภาพ วันนี้ตระกูลซูจะปิดยึดครองเหว แล้วหัวของพระจากวัดว่านหัวจะถูกตัดมาทำรั้วกั้น'

'จุ๊ๆ...' ซูหนานรู้สึกปวดหัวขึ้นมาโดยทันที

ถึงแม้ท่านชายคนรองจะดุร้าย แต่การกระทำของเขาก็ยังอยู่ในขอบเขต ต่างกันกับรองผู้อาวุโส ที่ถ้าปะทุขึ้นแล้วก็ยากจะดับลงได้

เรื่องนี้ทำให้วัดว่านหัวไม่มีทางออก

ขณะเดียวกัน เขาก็เข้าใจเจตนาของซูเหวินหลิน ในที่สุดตระกูลซูก็ต้องการกำลังคนเพิ่ม จึงจำเป็นต้องนำคนกลับไปช่วย

*(พี่ไม่คิดจะห้ามปรามกันหน่อยหรอ)

'ในเมื่อรองผู้อาวุโสได้ประกาศไปแล้ว มันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะหักหน้าเขา'

ซูหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า

'ฉางชิงน่าจะออกไปจากที่นี่ในอีกสองปี การอยู่ที่นี่ต่อไปคงไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับเจ้าแล้ว'

"อีกไม่กี่วันข้างหน้า คัดคนจากหมู่บ้านสักสองสามคนแล้วกลับไปที่ตระกูลซูโดยตรง"

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตระกูลซูต้องการกำลังคน หมู่บ้านภูเขาสีครามทั้งหมดเป็นคนของตระกูลซู

ดังนั้นการโยกย้ายคนไปมาจึงไม่ใช่เรื่องแปลก

"แต่ท่านผู้นำ ข้ายังกังวลเรื่องนี้อยู่"

ซูเหวินหลินพูดอย่างหมดหนทาง "คราวนี้ข้าต้องรับคนมากกว่าสิบคน แต่หมู่บ้านมีแค่สิบกว่าครัวเรือนหรือก็คือมีแค่หกสิบเจ็ดสิบคน การปล่อยให้คนจำนวนมากขนาดนี้ออกไปพร้อมกันมันดูจะมากเกินไปหน่อยไหม?"

ซูหนานขมวดคิ้ว นี่เป็นปัญหาจริงๆ

ก่อนหน้านี้ หนึ่งหรือสองคนอาจถูกอธิบายได้ว่าถูกสัตว์ป่าจับตัวไป แต่การที่คนสิบกว่าคนหายตัวไปพร้อมกันนั้นคงไม่สมเหตุสมผลแน่นอน

"ต้องหาเหตุผลที่เหมาะสม ฉางชิงเพิ่งเริ่มเรียน เราไม่ควรโดนรบกวนเพราะเรื่องพวกนี้"

ซูหนานลูบคางอย่างครุ่นคิด ขณะที่ซูเหวินหลินขบคิดตาม

"แล้วถ้า... พอคุณชายไปเรียนหนังสือ เราก็บอกว่าสัตว์ป่าตัวหนึ่งบุกเข้ามาในหมู่บ้านแล้วฆ่าคนไปสิบกว่าคนล่ะ?"

"เจ้าโง่หรือข้าโง่? สัตว์ร้ายบ้านพ่อเจ้ารึที่จะต้านทานการโจมตีของคนทั้งหมู่บ้านได้?"

"นั่นก็จริง... แล้วถ้าบอกว่าพวกเขาตายเพราะเป็นหวัดแทนล่ะ?"

" หวัดงั้นเรอะ.. หวัดบ้านพ่อเจ้ามีพลังมากพอที่จะฆ่าคนสิบคนได้ในชั่วข้ามคืนเลยเรอะ?”

ซูหนานมองซูเหวินหลินอย่างอึ้งๆ สงสัยว่าทำไมเขาไม่เคยสังเกตมาก่อนว่ามือขวาเขาคนนี้โง่ได้ถึงขนาดนี้

แต่หวัด...

"เอ๊ะ?"

ทันใดนั้น ดวงตาของซูหนานก็เบิกกว้างขึ้น เขาตบต้นขาตัวเอง "ข้าได้แผนแล้ว!"

ซูเหวินหลินรีบถาม "แผนนั้นคืออะไร?"

"หึๆ" ซูหนานยิ้มอย่างมั่นใจ "หวัดฆ่าใครไม่ได้หรอก แต่ถ้าเป็นอย่างอื่นล่ะ?"

"ยกตัวอย่างเช่น...โรคระบาด!"

*ตระกูลซูไม่คิดจะเจรจาหน่อยเลยหรอพี่! รังแกกันแค่นี้ พี่จะยกตระกูลไปกุดหัวพระหัวเจ้ากันเลยหรอออ

จบบทที่ บทที่ 11 ตระกูลซูขาดแคลนคน

คัดลอกลิงก์แล้ว