- หน้าแรก
- กลายเป็นว่าข้าคือเทพยุทธ์ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 22 มีดนี้ฟาดลงมาพังกันหมดสิ้น
ตอนที่ 22 มีดนี้ฟาดลงมาพังกันหมดสิ้น
ตอนที่ 22 มีดนี้ฟาดลงมาพังกันหมดสิ้น
ตอนที่ 22 มีดนี้ฟาดลงมาพังกันหมดสิ้น
“ว่าแล้วเชียว เป็นของที่ดูดีมีศิลปะจริง ๆ”
หลังจากพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง อี้เฟิงก็ไม่พบว่าเจ้าสิ่งนี้มีประโยชน์อะไรเป็นพิเศษ
“แต่ว่า...”
เขาก้มมองใบไม้ที่ร่วงอยู่บนพื้น ไม่รู้ตัวเลยว่าฤดูร้อนผ่านพ้นไปแล้ว ตอนนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว
ฤดูใบไม้ร่วงของโลกนี้ต่างจากชาติปางก่อนมากนัก เพราะที่นี่แค่ฤดูใบไม้ร่วงก็หนาวแทบแย่แล้ว พอถึงฤดูหนาวยิ่งไม่ต้องพูดถึง หิมะขาวโพลนปกคลุมไปทั่ว
กับผู้บำเพ็ญแล้ว อากาศเย็นเช่นนี้ไม่ใช่ปัญหา
แต่สำหรับมนุษย์ธรรมดาอย่างเขา แค่ลมหนาวก็สามารถทำให้หนาวจนตัวสั่นได้แล้ว
แล้วลูกแก้วนี้...
“อีกไม่กี่วันถ้าอากาศหนาวลง ข้าก็ใช้มันเป็นเตาผิงไฟละกัน ฮ่า ๆ สะอาด สุขลักษณะ แถมสะดวกอีกต่างหาก”
“ที่สำคัญคือประหยัดค่าถ่านด้วยสิ”
อี้เฟิงหลงใหลในไหวพริบอันปราดเปรื่องของตนเองจนอดยืดเส้นยืดสายลุกขึ้นเดินไปยังโถงหน้าไม่ได้ ก็พบว่าจงชิงกำลังนั่งเหม่ออยู่บนธรณีประตู
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เห็นสายตาของจงชิงจ้องไปที่เหล่าผู้ฝึกตนที่บินผ่านไปมาบนท้องฟ้าอย่างสนอกสนใจ
“ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะยังมีใจฝักใฝ่ในการบำเพ็ญอยู่...”
อี้เฟิงถอนหายใจเบา ๆ
เมื่อได้ยินเสียง จงชิงรีบลุกขึ้นโค้งตัวทักทาย “คารวะอาจารย์!”
อี้เฟิงโบกมือ
เขาเดินเข้าไปหา มือไพล่หลัง มองขึ้นฟ้าแล้วกล่าวอย่างมีแววตรองในดวงตา “ข้ารู้...เจ้ากำลังแบกเรื่องบางอย่างไว้ในใจ”
จงชิงสะดุ้งเฮือกเล็กน้อย
อี้เฟิงเพียงยิ้ม ก่อนจะเชื้อเชิญให้นั่งลงบนม้านั่ง
ฤดูใบไม้ร่วง แม้ใบไม้จะร่วงโรย แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ผลไม้สุกงอม ถนนหน้าประตูก็ยังคงพลุกพล่านเช่นเดิม ทั้งสองนั่งอยู่หน้าประตูโรงฝึก ไม่มีคำพูดใดเอื้อนเอ่ย
“บางที...เจ้าอาจไม่อยากบอกข้า...” อี้เฟิงเอ่ยขึ้นในที่สุด
จงชิงหันมามองเขา
“แต่ไม่ว่าอย่างไร ข้าจะไม่ห้ามเจ้าอยู่แล้ว ทุกสิบวัน สำนักฉิงซานจะเปิดรับศิษย์ใหม่หนึ่งครั้ง หากเจ้าอยากลอง ก็ลองไปดูเถอะ” อี้เฟิงพูดอย่างอ่อนโยน
จงชิงกัดฟันแน่น ไม่เอ่ยคำใด
อี้เฟิงก็ไม่กล่าวอะไรอีก มองดูถนนที่เริ่มบางตาลงแล้วจึงลุกขึ้น
“ได้เวลาทำอาหารแล้ว”
ว่าเสร็จก็กำลังจะเดินเข้าไป แต่...
“อาจารย์”
จู่ ๆ จงชิงก็เรียกเขาไว้
อี้เฟิงหันกลับมาช้า ๆ มองดูเด็กชายใบหน้าแห้งกร้านที่โดนลมฤดูใบไม้ร่วงพัดจนผิวแตกระแหง
“ข้ามีแค้น”
“แค้นที่ลึกล้ำดั่งทะเลโลหิต!”
จงชิงเบิกตาแดงก่ำ น้ำตาคลอเต็มหน่วย เขากัดฟันแน่นพลางพูดกับอี้เฟิง ดูเหมือนว่าการพูดออกมาจะฉุดกระชากอดีตอันโหดร้ายให้ย้อนกลับมาอีกครั้ง มันต้องใช้ความกล้าไม่น้อยเลยทีเดียว
อี้เฟิงนิ่งไป
“ศัตรูของข้าแข็งแกร่ง...แข็งแกร่งจนข้าแทบหายใจไม่ออก” จงชิงกุมมีดที่อี้เฟิงมอบให้ไว้แน่น มือสั่นเทิ้ม “แข็งแกร่งในระดับเดียวกับผู้อาวุโสใหญ่ เจ้านิกายหรือแม้แต่บรรพชนของสำนักฉิงซาน!”
อี้เฟิงเผลอกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว
“ข้า...มีเพียงทางเดียวคือต้องเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญ บางทีถึงจะมีโอกาสอยู่บ้าง...”
จงชิงมองเขาด้วยแววตาแดงกล่ำ
อี้เฟิงนิ่งอยู่นานมากก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ
หันหลังกลับไป
แววตาของเขาเองก็แดงช้ำเช่นกัน
หัวใจรู้สึกฝาดขม มีทั้งความเกลียดและความแค้น
ฝาดเพราะโลกนี้ช่างโหดร้ายเกินไป เด็กอย่างจงชิงกลับต้องแบกรับไว้มากมายขนาดนี้
แค้นที่ตนไม่อาจช่วยเหลือใด ๆ ได้เลย ในเมื่อเขาก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
แค้นยิ่งนักที่สวรรค์ไม่เป็นธรรม เด็กน้อยคนนี้กลับไม่มีแม้แต่พรสวรรค์ด้านการบำเพ็ญ
โลกแห่งการฝึกตน...
ยังไกลเกินเอื้อมเหลือเกิน
ผู้อาวุโส เจ้านิกายแห่งสำนักฉิงซาน สำหรับมนุษย์ธรรมดาแล้ว ช่างเป็นระดับที่มิอาจแตะต้องได้ ส่วนบรรพชนสำนักฉิงซานนั้นมีแต่เสียงร่ำลือ ไม่มีใครเคยเห็นตัวจริง
วันถัดมา...
โถงใหญ่สำนักฉิงซาน
บรรพชนฉิงซานนั่งอยู่บนที่นั่งสูง สีหน้าตื่นเต้นปนเขินอายเล็กน้อย
หลังจากได้ยืมมีดจากอี้เฟิง เขาก็ปิดด่านฝึกฝนตลอดทั้งวันและตามคาด มีดเทพเล่มนี้ไม่ทำให้เขาผิดหวังเลยแม้แต่น้อย ทำให้พลังรบของเขาเพิ่มขึ้นอีกระดับทันที
แต่เพราะเจตจำนงดาบภายในมันลึกซึ้งเกินไป ใช้ไม่ถนัด เขาเผลอไปผ่าเรือนของผู้อาวุโสสามเข้า อีกทั้งยังเกือบทำให้ศิษย์สุดรักของเขาอย่างอวี้อู่เจี่ยตายไปด้วย
“แค่ก แค่ก...เพิ่งได้จับของวิเศษ อย่าได้ถือสากันเลยนะ”
ผ่านไปเนิ่นนาน บรรพชนฉิงซานจึงพูดปลอบใจเบา ๆ แก่คู่ศิษย์อาจารย์สองคนที่หน้าดำคล้ำอยู่
“ท่านบรรพชนได้ของวิเศษมา เป็นเกียรติยศของสำนัก ข้าไม่ถือ...แค่เรื่องเล็กเท่านั้น ไม่ต้องใส่ใจหรอกขอรับ...”
แต่แม้จะพูดแบบนี้ ผู้อาวุโสสามในใจก็สบถรัวเป็นหมื่นคำ
เรือนพักของเขานั้น นอกจากจะสร้างด้วยวัสดุชั้นเลิศแล้ว ยังมีของที่เขารีดไถมาอย่างนับไม่ถ้วนอีกเพียบ
แค่มีดทำครัวฟาดลงมาทุกอย่างพังยับไปหมด
มันเจ็บถึงตับจริง ๆ
ส่วนอวี้อู่เจี่ยก็ไม่ได้ดีไปกว่าเท่าไร ใบหน้าที่เคยขาวผ่อง ตอนนี้ซีดขาวราวศพเดินได้
ที่น่าอับอายยิ่งกว่าคือ ตอนโดนลากออกมาจากซากเรือน ท่ามกลางพลังดาบมหาศาลนั้น กางเกงในของเขาถูกสั่นจนขาดเป็นชิ้น ๆ
ตอนนี้เขากลายเป็นเรื่องเล่าขำขันของทั้งสำนักฉิงซาน ไม่ว่าเดินไปไหนก็จะมีคนกระซิบกระซาบว่าของเขา...ขนาดไหน...