เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

DND.102 - บุพผาแห่งร้อยตระกูล

DND.102 - บุพผาแห่งร้อยตระกูล

DND.102 - บุพผาแห่งร้อยตระกูล


เสียงหัวเราะเงียบลงอย่างมาก...แทนที่ด้วยความตกตะลึง

“เจ้าพูดจริงงั้นรึ?”

ฉีลั่วหลานถาม ใบหน้านางเรียบเฉย

ทุกคนเงียบลงทันที

เมื่อเห็นแววตาบริสุทธิ์ของซือหยู แววตาดั่งนักปราชญ์คู่นี้มิใช่แววตาของบุรุษที่่นิยมชมชอบก่อความวุ่นวาย หรือเขาจะคิดเช่นนั้นจริงๆ?

ซือหยูพยักหน้าเบาๆ

“ใช่แล้ว...ทุกคำที่ข้ากล่าวเป็นเรื่องจริง!”

ความเงียบเชียบแผ่กระจายก่อนที่เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์จากร้อยตระกูลจะซุบซิบกัน

ผู้อาวุโสบางคนเริ่มแอบประเมินซือหยูและเปลี่ยนท่าทาง

“ความมั่นใจเช่นนั้น...อย่าบอกนะว่าเขามีวิชาลับซ่อนเอาไว้?”

“ไม่ว่าเขาจะเก่งหรือไม่ก็ยังมิได้แสดงอะไรออกมา การคุยโตและความหยาบคายนั่นช่างหาตัวจับยาก”

“เขามาจากตระกูลใดกัน? ดูจากตำแหน่งที่ยืนแล้วน่าจะมาจากตระกูลลี่ลำดับที่สามสิบใช่หรือไม่?”

ผู้นำตระกูลลี่รู้สึกไม่ดีเมื่อถูกสายตาจากหลายตระกูลจับจ้อง การคุยโตโอ้อวดของซือหยูนั้นไม่สมกับภาพลักษณ์ของเขาเลย

แต่ไม่นานผู้นำตระกูลลี่ก็เข้าใจก้าวถัดไปของซือหยู….เพื่อการถูกปกป้อง...เขาต้องสร้างนามให้ดังก้อง!

ตอนนั้นเอาแอบชื่นชมในความปราดเปรื่องของซือหยู...แต่ก็รู้สึกกังวล

ต้นไม้ใหญ่ถูกลิขิตให้หักโค่นด้วยสายลมรุนแรง ความตั้งใจที่จะสร้างชื่อของเขาน่าจะทำให้เกิดโทสะจากใครหลายคน

ที่สำคัญกว่านั้นคือซือหยูมีพลังพอที่จะประลองกับคนยี่สิบคนด้วยตัวคนเดียวหรือไม่? มันจะไม่เกินมือไปหน่อยงั้นหรือ?

ลี่คงหุยกับเด็กตระกูลลี่รู้สึกถึงท่าทางจากคนต่างตระกูล นั่นทำให้พวกเขารู้สึกโกรธเกรี้ยว! ตั้งแต่ซือหยูเข้ามาพวกเขาก็ถูกทำให้อับอาย ครั้งแรกพวกเขาถูกหยวนหู่ขู่อย่างไร้เหตุผล และตอนนี้ชื่อเสียงของตระกูลลี่ก็กำลังป่นปี้

ลี่คงหุยมองซือหยูด้วยสายตาเฉียบคม

“น่าละอายนัก!”

“เจ้าคนป่าเถื่อนในเกาะ เจ้ามิได้สลักสำคัญเลยกับที่นี่ เจ้าคิดจริงๆรึว่าคนในเฉินหลงระดับพอๆกับเจ้า?”

คนอื่นในตระกูลลี่ก่นด่าอย่างเกรี้ยวกราด

ฉีลั่วหลานประเมินซือหยูหัวจรดเท้า นางเงียบอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้า

“เจ้าจะสู้กับยี่สิบคนพร้อมกันก็ย่อมได้ แต่หากเจ้าแพ้ เจ้าจะสอบตกทันที”

ซือหยูพยักหน้าอย่างเยือกเย็น

“เป็นเช่นนั้น”

ฉีลั่วหลานชี้ไปยังกลุ่มคน

“พวกเจ้าทุกคน คนที่มีพลังระดับเก้าขั้นสูงหรือสูงกว่า จงก้าวมาข้างหน้า!”

ฟึ่บ--

ในบรรดาผู้ที่ถูกเลือดนั้นมีระดับเก้าขั้นสูงสิบเก้าคนและกึ่งราชันย์หนึ่งคน

ทั้งยี่สิบคนก้าวเข้ามาพร้อมกัน แววตานั้นอับอายและโกรธเกรี้ยว

หนึ่งต่อยี่สิบ...ช่างเป็นการต่อสู้อันไร้ยุติธรรม

กึ่งราชันย์ยืนกอดอก ไม่คิดจะจู่โจม

ยี่สิบต่อหนึ่ง มันไร้เกียรตินักหากจะพูดในฐานะของกึ่งราชันย์ เขาไม่คิดจะโจมตีเลย...มันไม่ยุติธรรมเกินไป

“หากเจ้าอยากสร้างชื่อ เจ้าก็ทำสำเร็จแล้ว แต่ตอนนี้เจ้าควรคิดรับมือความโกรธของพวกข้า!”

ซือหยูก้าวไปข้างหน้า เขาค่อยๆคลายมือที่ไพล่หลัง เขาเงียบสงบราวกับธารน้ำแข็ง มิได้มีความกังวลแม้เสี้ยวแววตา

“ความโกรธของพวกเจ้าจะถูกบดขยี้ด้วยหมัดของข้า!”

ซือหยูตอบ

“สามหาว! อัตตาเจ้าจะไม่เยอะเกินไปหน่อยรึ? ไปกันเถอะทุกคน! เข้าไปพร้อมกันแล้วให้สิ่งที่มันต้องการ!”

ระดับเก้าขั้นสูงหนึ่งคนโจมตีอย่างเกรี้ยวกราด

เหล่าระดับเก้าขั้นสูงคนอื่นเริ่มโจมตีตาม

“มังกรเหล็กหลับใหล!”

“ดัชนีชี้แคว้น!”

“ร่ายชิงวิญญาณ!”

การจู่โจมเกือบยี่สิบกระบวนท่านั้นหลากชนิดและมาจากทุกทิศทาง แต่ละการโจมตีมีสีสันฉูดฉาด

ในตอนนั้น ราวกับมีดอกไม้เพลิงอันงดงามปรากฏขึ้นมา ทุกคนนิ่งงันและหยุดหายใจ

ซือหยูยืนอยู่ท่ามกลางดอกไม้เพลิงนั้นอย่างใจเย็น

ฟึ่บ--

การโจมตีเหล่านั้นพุ่งเข้ามายังซือหยู ผมสีเงินของเขาร่ายรำในอากาศ หัวใจของเขาแพร่กระจายความเย็นอันน่าตกตะลึงออกมา

คลื่นเกล็ดหิมะแตกสลายกลายเป็นหยดน้ำเยือกเย็นนับหมื่น มันปกคลุมไปทั้งบริเวณ

แกร๊ก--

ซ่า---

เมื่อหยดน้ำนั้นสัมผัสกับเสื้อผ้าก็ทำให้มันกลายเป็นน้ำแข็ง

“ไม่ดีแล้ว! ปล่อยพลังปราณพวกเจ้ามาคลายความเย็นซะ!”

แต่พวกเขาก็เป็นอัจฉริยะในเฉินหลง พวกเขามีความรู้สูงส่งและรู้ว่าจะต้องจัดการกับการโจมตีของซือหยูยังไง

แต่อย่างไร...หากซือหยูปรารถนา...ทุกสรรพสิ่งบนผืนโลกจะกลายเป็นน้ำแข็งอันเยือกเย็น

วายุหิมะรุนแรงโหมกระหน่ำอย่างไร้ปรานี หลายต่อหลายคนต้องพยายามอย่างมากเพียงเพื่อป้องกันตนเองจากความเย็น

ฟึ่บ--

ร่างสีม่วงหายตัวไป เขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วด้วยความง่ายดายราวกับเดินเล่นในสวน

ผู้ที่ถูกปลายนิ้วซือหยูสัมผัสกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งทันที

แกร๊ก---

ไม่ว่าซือหยูผ่านไปทางใด...รอบกายล้วนกลายเป็นแก้วน้ำแข็งเยือกเย็น

เหล่าอัจฉริยะต่างอยากจะหาตัวซือหยูและจัดการเขาโดยเร็ว แต่พวกเขามิอาจทำสิ่งใดได้ พวกเขามีมากเกินไปและมิอาจบ่งบอกว่าซือหยูอยู่ที่ใดกันแน่

และพวกเขายังไม่มีเวลาจะวางกลยุทธ ดังนั้นตำแหน่งของพวกเขาจึงยุ่งเหยิง...ทำให้ความได้เปรียบเรื่องจำนวนเป็นความเสียเปรียบ!

เมื่อบางคนเริ่มพบซือหยู...กว่าครึ่งก็กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งไปแล้ว

“วิชาเร้นกายเจ้ามิได้น่าประทับใจอะไรเลย มาสู้กันตาต่อตาซะ!”

เหลือระดับเก้าขั้นสูงเพียงสี่คน พวกเขามองหน้ากันและโจมตีซือหยูพร้อมกัน

พลังปราณโปร่งใสของซือหยูกลายเป็นน้ำแข็งอันเยือกเย็นและสร้างชั้นเกราะป้องกันรอบกายซือหยู

พร้อมกับหมัดและขาที่ยื่นออกไปพร้อมกัน ซือหยูรับมือกับทั้งสี่คนด้วยตัวคนเดียว เขาทั้งโจมตีและป้องกันไปในคราเดียว

ปั้ง--

แม้จะเจอกับสี่คน...ซือหยูก็มิได้ดูเสียเปรียบเลย

เทียบกับทั้งสี่คนที่ถูกปะทะโดยตรงจากซือหยู...พวกเขากลายเป็นน้ำแข็งทันที

ในพริบตา...นักสู้ทั้งสี่ได้กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็ง

“อย่างน้อยเจ้าก็เป็นคนสุดท้าย”

ซือหยูมองไปอย่างไม่ยี่หระ

คนสุดท้ายที่เหลือคือกึ่งราชันย์

เขามีอายุสิบเจ็ดปีรูปลักษณ์งดงาม เขาดูผ่อนคลายและมิได้สนใจในพลังอันน่าตกตะลึงของซือหยู

“วิชาระดับเทพในอายุสิบสี่ ปัญญาของเจ้านั้นยอดเยี่ยม และยังใช้วิชาน้ำแข็งได้อย่างอิสระ...เจ้าต่อสู้เป็นกลุ่มได้ดี เช่นนั้นจิงไม่ได้เกินเลยที่เจ้าประลองหลายคนพร้อมๆกันได้ โดยรวมพลังของเจ้าถือว่ายอมรับได้ มีระดับเก้าขั้นสูงไม่มากนักที่จะชนะเจ้าได้”

กึ่งราชันย์ยิ้ม

แม้เขาจะชม...มันก็เป็นเพียง “ยอมรับได้”

“ข้าชื่ออู๋ห่าว เจ้าควรจดจำไว้”

กึ่งราชันย์พูดด้วยรอยยิ้ม

ซือหยูนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะตอบอย่างสุภาพ

“ข้าชื่อ...”

“หยุดซะ ข้าไม่ต้องรู้และไม่อยากรู้ชื่อเจ้า”

อู๋ห่าวกอดอก

“เจ้าก็แค่ก้อนศิลาเล็กจ้อยที่มาขวางการทดสอบของข้า”

“ข้าต้องการเพียงสิ่งเดียวคือให้เจ้ารู้ว่าคนที่ชนะเจ้ามีนามว่าอะไร”

ซือหยูปิดปากและพยักหน้า

“หึ ข้าเข้าใจแล้ว...เข้ามา”

อู๋ห่าวยังคงยิ้ม

“ดูเหมือนเจ้าจะจำชื่อข้าได้แล้ว ยังไม่ยอมแพ้อีกรึ? ด่างมหาสมุทร!”

อู๋ห่าวยกดัชนีชี้ซือหยูจากระยะไกล

พลังธรรมชาติก่อตัวที่ปลายดัชนีของอู๋ห่าว มันมีกลิ่นอายแห่งน้ำทะเลอ่อนๆ นำพาพลังแห่งมหาสมุทรลึก!

แสงสีนภามาพร้อมกับคลื่นสมุทรพิโรธพุ่งตรงไปยังซือหยู ซือหยูกลายเป็นจุดเล็กในมหาสมุทรที่พร้อมถูกคลื่นพิโรธกลืนกิน

“ฎีกาสวรรค์งั้นรึ?”

ซือหยูถามด้วยรอยยิ้ม

“ประสานอัสนีเยือกแข็ง!”

ซือหยูยกดัชนีขึ้นและแสงสีม่วงกับสีขาวก็ผสมกันที่ปลายดัชนี

อัสนีม่วงปะทุกับน้ำแข็งขาวกระจ่าง มันคือการหลอมรวมของพลังธรรมชาติสองชนิด!

ตู้ม--

ราวกับแสงแห่งสวรรค์ที่บดขยี้ทุกสิ่งบนโลกได้แผ่กระจายไปทั่วห้วงเวลา!

ซ่า---

แสงสีขาวและม่วงผ่านทะลุคลื่นสมุทรพิโรธ พุ่งตรงไปปะทะกับอกอู๋ห่าวโดยตรง!

อ๊าก----

อั่ก--

อู๋ห่าวป้องกันได้ไม่ทันเวลา เขากระอักเลือดออกมาอย่างเจ็บปวดและกระเด็นไปด้านหลัง ดวงตาเขาตกตะลึง

“เจ้า...”

เขาพ่ายแพ้หลังจากที่ใช้ฎีกาสวรรค์ที่โด่งดังของตน! และยังเป็นการแพ้ด้วยพลังที่ด้อยกว่า!

ซือหยูยืนมือไพล่หลัง เขาเหลือบตามองอู๋ห่าว

“เจ้าชื่ออู๋ห่าวงั้นรึ? ข้าจำมันได้ดีทีเดียว...ในฐานะก้อนหินที่ข้าเหยียบย่ำ”

อู๋ห่าวหน้าแดงด้วยความอับอาย เขาละอายใจจนอยากจะขุดธรณีฝังตัวเองเสียตรงนี้!

อู๋ห่าวถอยกลับด้วยความอับอายท่ามกลางเสียงหัวเราะจากหลายต่อหลายคน

การประลองจบในหนึ่งชั่วโมง...ทั้งยี่สิบคน...พ่ายแพ้!

ไม่มีใครสงสัยในพลังของซือหยูอีกต่อไป ซือหยูได้ชนะด้วยวิชาน้ำแข็งลึกลับและชนะอู๋ห่าวด้วยฎีกาสวรรค์ นั้นพิสูจน์แล้วว่าซือหยูมีพลังพอที่จะกล่าวเช่นนั้นได้!

“คนจากตระกูลลี่ผู้นี้คือใครกัน? ทำไมไม่มีใครได้ยินชื่อเขามาก่อน?”

เหล่าผู้อาวุโสมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง

ลี่คงหุยคือคนตระกูลลี่ที่นับว่าโดดเด่นที่สุด แต่ก็ต้องหม่นหมองไปหากเทียบกับซือหยู

หากตระกูลลี่พาซือหยูมาทดสอบด้วยก็น่าจะกล่าวได้ความสัมพันธ์นั้นมิใช่ธรรมดา หรือจะเป็นเพราะเขาได้แต่งงานกับสตรีตระกูลลี่?

หากเป็นเช่นนั้น...พวกเขาจะต้องสนใจในการต่อสู้ของซือหยู

และเหล่าศิษย์ร้อยตระกูลที่หัวเราะเยาะในซือหยูนั้นเปลี่่ยนเป็นถากถาง จากนั้นเป็นความเคลือบแคลงสงสัย และสุดท้ายสีหน้าของพวกเขาก็คารวะและหลงใหลในตัวซือหยู

บุรุษชุดม่วงยืนมือไพล่หลังอย่างเงียบเชียบ

รูปลักษณ์อันงดงามของเขาประกอบกับความสง่างามและรังสีอันสูงส่งแยกตัวเขาออกมาจากเหล่าผู้คน! ราวกับว่าองค์เทพวัยเยาว์ในคัมภีร์โบราณลงมาสู่ดินแดนมนุษย์จากขอบเขตอันสูงส่ง

ทักษะอันน่าตื่นตะลึงมาพร้อมกับความเก่งกาจหาตัวจับยาก

หลายคนที่อายุเท่าซือหยูหรืออายุมากกว่าต่างรู้สึกละอายใจกับความบกพร่องของตนอยู่ภายใน

เหล่าหญิงสาวนั้นหลากสีหน้า การจัดการยี่สิบคนในคราเดียวนั้นแข็งแกร่งจนทำให้พวกนางหวั่นไหว

ประกอบกับรังสีของความสูงส่งและรูปลักษณ์ที่เทียบได้กับตัวตนเหนือมนุษย์ มันทำให้เหล่าสตรีต่างตกหลุมรักเป็นครั้งแรก

“พี่คงหุย...”

เสียงนุ่มเล็กละเอียดอ่อนดังเข้าหูลี่คงหุย

ลี่คงหุยหันไปพบหญิงสาวอายุสิบหก นางยิ้มและเดินมาทางเขา นางน่ารักมาก ทั้งยังบอบบางและน่าหลงใหล

หลายคนต่างมองน่างอย่างหลงใหล สายตาจับจ้องนางทุกที่ที่นางไป

นางคือเฉินซื่อเอ๋อจากตระกูลลำดับสิบ นางมีชื่อเสียงจากการที่เป็นบุพผาแห่งร้อยตระกูล ความงดงามและความซุกซนอันน่าหลงใหลนั้นทำให้นางชนะใจบุรุษหลายต่อหลายคน

“เฉินซื่อเอ๋องั้นรึ?”

ลี่คงหุยถอยหลังอย่างตกใจเมื่อนางใกล้เข้ามา เฉินซื่อเอ๋อนั้นมีชีวิตชีวาและน่าหลงใหล แต่ไม่มีคนมากนักที่จะได้มีโอกาสเข้าใกล้นาง

ลี่คงหุยเก็บซ่อนความหลงใหลในตัวนางและพยายามเข้าหานางหลายครั้ง แต่เฉินซื่อเอ๋อมิได้สนใจและเขาก็ไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับนางมากนัก

เมื่อเห็นเฉินซื่อเอ๋อมาหาเขาและเรียกเขาว่า “พี่คงหุย” นั่นทำให้หัวใจของเขาเต้นอย่างบ้าคลั่ง

ลี่คงหุยพอใจอย่างมากท่ามกลางความอิจฉาและโทสะจากชายรอบๆ

เมื่อเฉินซื่อเอ๋อมาทางเขา กลิ่นอันหอมหวานก็ลอยแตะจมูก

“เหตุใดพี่คงหุยถึงดูห่างไกลเช่นนั้นเล่า? ซื่อเอ๋อไม่ว่าอะไรหรอก”

เฉินซื่อเอ๋อยิ้มอย่างน่าหลงใหล

เมื่อได้ยินเช่นนั้นโลหิตในกายลี่คงหุยก็สูบฉีด หัวใจของเขาเต้นอย่างคุมไม่อยู่ เขาหน้าแดงและรูปพูด

“ซื่อ...เอ๋อ...”

เฉินซื่อเอ๋อทักทายเขาและใบหน้าขาวผ่องราวหิมะของนางก็แดงระเรื่อ ในแววตานางมีความเขินอาย นางก้มหน้าราวกับไม่กล้ามองลี่คงหุยตรงๆ

“พี่คงหุย...ข้าถามอะไรหน่อยได้หรือไม่?”

ตึก ตัก--

หรือจะเป็น...เฉินซื่อเอ๋อหลงรักข้างั้นรึ?

ดวงตานางเต็มไปด้วยความเขินอาย ใบหน้าแดงๆของนางมิใช่สัญญาณของสตรีที่มีความรักรึไงกัน?

“เจ้า...พูดมาตามที่อยากเถอะ”

ลี่คงหุยหน้าแดงด้วยความเขินหาย

ความเขินอายของเฉินซื่อเอ๋อเพิ่มขึ้นไปอีกราวกับนางกำลังจะร้องไห้ นางก้มหน้ากระซิบ

“พี่คงหุย บุรุษชุดม่วงผู้นั้นแต่งงานกับคนในตระกูลพี่งั้นรึ? ถ้ามิใช่อย่างนั้น...เป็นไปได้ไหมที่พี่จะแนะนำข้ากับเขา?”

ตู้ม--

ราวกับสมองของเขาถูกฟาดด้วยสายฟ้า ใบหน้าลี่คงหุยแข็งทื่อ หัวใจที่เต้นระรัวของเขานิ่งเป็นน้ำแข็ง เขารู้สึกราวกับถูกน้ำเย็นจัดสาด เขาหยุดหายใจ!

เฉินซื่อเอ๋อ...ความตั้งใจที่เข้ามาหาลี่คงหุย… นั่นก็เพื่อถามถึงซือหยู!

ความเขินอายและท่าทีของสตรีที่ตกหลุมรักนั้นมิใช่กับลี่คงหุย...แต่เป็นซือหยู!

“ซื่อเอ๋อ...เจ้า...เจ้าชอบเขา...”

จิตใจลี่คงหุยว่างเปล่า

คนที่เขาหลงรักนั้นได้ชอบพอซือหยู...คนที่เขาดูถูกเหยียดหยาม!

เขาไม่อยากจะเชื่อ

เฉินซื่อเอ๋อหน้าแดงกว่าเดิมด้วยความเขินอาย ราวกับน้ำตาจะไหลออกมา

“ไม่ใช่นะ….ขะ...ข้าไม่ได้ชอบ ข้าแค่หวังว่าจะรู้จักเขา พี่คงหุยโปรดอย่าเข้าใจผิด”

นางขวยเขิน

แม้นางจะพูดเช่นนั้น...แต่สีหน้าท่าทางของนางจะหมายความเป็นอื่นได้อย่างไร?

ลี่คงหุยราวกับถูกสายฟ้าฟาดอีกครั้ง เขารู้สึกบอบช้ำอยู่ภายใจ ความจริงมันโหดร้ายยิ่งนัก!

“ท่านพ่อประทับใจในตัวเขา...เขาบอกให้ข้าเดินเข้ามาเอง...”

เสียงเฉินซื่อเอ๋ออ่อนโยนลงเรื่อยๆเมื่อมองไปยังตระกูลเฉิน พ่อแม่ของนางมองอย่างนับถือกับซือหยูที่ยืนมือไพล่หลังอย่างเงียบเชียบ

---

เป็นปาฏิหาริย์ยิ่งนักที่ลี่คงหุยไม่กระอักเลือดออกมา แม้แต่พ่อแม่ของนางก็ยอมรับซือหยู!

จบบทที่ DND.102 - บุพผาแห่งร้อยตระกูล

คัดลอกลิงก์แล้ว