เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

DND.101.5 - จองหองถึงที่สุด(ตอนปลาย)

DND.101.5 - จองหองถึงที่สุด(ตอนปลาย)

DND.101.5 - จองหองถึงที่สุด(ตอนปลาย)


บุรุษผมเงินชุดม่วงนั้นมีรังสีประหลาด เขาทำให้ทุกคนประทับใจในส่วนลึก

หลิวกวงที่ปะปนอยู่กับเหล่าผู้คนจ้องมอง

“เจ้ายังหยาบคายเหมือนเดิม! จะทำตัวเช่นนี้ในเกาะเฉินยี่นั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าหากทำที่นี่….เจ้าคิดจะฆ่าตัวตายหรือเป็นไอ้โง่กันแน่?!”

ซือหยูร่อนลงพื้นอย่างไหลลื่นและยืนข้างตระกูลลี่ เขามิได้ใส่ใจกับเหลล่าสายตาหลายคู่ที่จับจ้อง

เหล่าอัจฉริยะจากตระกูลลี่ต่างกลืนน้ำลาย พวกเขามองโอสถชำระกายระดับต่ำทั้งหกขวก

ซือหยูนั้นได้รับโอสถเทียบเท่ากับที่ตระกูลลี่จะได้ในครึ่งปี! ในตอนนั้นบางคนก็อยากจะประจบซือหยูเพื่อหวังจะได้โอสถ

คิดถึงความโหดร้ายเยือกเย็นที่พวกเขาเคยทำกับซือหยู! เมื่อคิดย้อนกลับไปพวกเขาก็เสียใจมาก ละอายใจเกิดกว่าจะขอโอสถจากซือหยู

“เจ้าโชคดีนี่”

ลี่คงหุยมองอย่างเย็นชา

เหล่าคนตระกูลลี่พบว่าลี่คงหุยสูญเสียตัวตนที่เคยองอาจไปแล้ว ในแววตาเขามีแต่ความริษยา

พวกเขาทุกคนเห็นเหมือนกันว่าโอสถหนึ่งขวดที่ควรจะตกเป็นของลี่คงหุยนั้นถูกอู๋ผางหยุนแย่งไป แต่ซือหยูที่เขาชิงชังที่สุดกลับแย่งโอสถมาได้ถึงหกขวด! ไม่แปลกใจเลยว่าลี่คงหุยจะเปลี่ยนไป

ซือหยูมองอย่างเยือกเย็น

“คงงั้นมั้ง”

“โอหัง!”

ลี่คงหุยโกรธจัด การตอบอย่างเย็นชาของซือหยูไม่ต่างจากการคุยใหญ่คุยโต

ฟึ่บ--

สตรีที่โปรยกลีบบุพผาลอยอยู่บนอากาศ นางสังเกตเหล่าผู้คนอย่างเงียบเชียบ

แววตาของนางอ่อนโยนและอบอุ่น...เข้มงวดและบริสุทธิ์

แม้นางจะอายุมากกว่าสี่สิบปี ตัวตนของนางก็ส่งผ่านความอ่อนโยนออกมา รูปลักษณ์ของนางทำให้เหล่าวัยรุ่นต้องมองตาม

ซือหยูเพิ่มพลังดวงตาเพื่อสังเกตนางก่อนจะอ้าปากค้าง

“ฉี! ลั่ว! หลาน!”

ซือหยูชิงชังหานฉี่ที่ใส่ร้ายลี่กวง...ทำให้เขาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาตลอดร้อยปี

แต่คนที่เขาเกลียดที่สุดก็คือฉีลั่วหลาน!

ฉี่ลั่วหลานมิได้เพียงแต่ทำให้ร่างกายลี่กวงทรมาน แต่นางยังทำร้ายหัวใจของลี่กวงจนถึงที่สุด!

เขาอดทนอย่างขมขื่นมาร้อยปีเพื่อผู้หญิงคนนั้น และท้ายที่สุดนางก็ตอบแทนด้วยการทรยศหักหลัง

แรงผลักดันเดียวที่ทำให้ซือหยูเข้าสู่สำนักหลิวเซี่ยนนั้นก็เพื่อเอาหัวของนาง!

ราวกับว่านางรับรู้ถึงสายตาที่จ้องมอง นางหันมาทางซือหยูอย่างไม่ใส่ใจ

ราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น...ราวกับว่านางมิเคยพยายามสังหารลี่กวง

ริมฝีปากแดงขยับ เสียงของนางอ่อนโยนน่าฟัง

“การทดสอบรอบแรกจบลงแล้ว”

“อะไรกัน? การทดสอบยังไม่เริ่มเลยไม่ใช่รึ เป็นไปได้ยังไง?”

มิเพียงแต่เหล่าศิษย์จากตระกูลที่สับสน เหล่าผู้อาวุโสที่มาด้วยก็สับสนไม่ต่างกัน

“การทดสอบรอบแรกคือการชิงโอสถและกลีบบุพผา มันเป็นการทดสอบจิตใจของศิษย์ทุกคน โอสถแต่ละขวดมีค่าสองคะแนน และกลีบบุพผามีค่าหนึ่งคะแนน สำหรับพวกเจ้าที่เหลือ...ทุกคนสอบตก...มาที่นี่อีกครั้งในอีกห้าปี”

ฉีลั่วหลานพูดอย่างอ่อนโยน

“อะไรกัน? ชิงโอสถและกลีบบุพผานั่นเป็นการทดสอบงั้นรึ? พวกเขาคัดคนออกไปเก้าร้อยคนแล้วรึ?”

แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสก็ไม่พอใจ

การเข้าสำนักหลิวเซี่ยนเปลี่ยนแปลงไปตลอด แต่มันก็เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยและตรงตามความคาดหมายของเหล่าผู้อาวุโส แต่ในการทดสอบปีนี้นั้นเป็นการทดสอบชิงโอสถและกลีบบุพผาที่แทบจะคัดผู้เข้าร่วมทิ้งไปเกือบหมด!

“เจ้ายังมิได้ทดสอบคุณสมบัติด้วยซ้ำ...ทำไมจึงให้พวกเขาตกกัน?”

ผู้อาวุโสบางคนถาม

ในบรรดาเก้าร้อยคน มีหลายคนนักที่ไม่ได้แม้แต่กลีบเดียว และยังมีเหล่าคนอายุน้อยหลายคนที่มิอาจบินได้และยอมแพ้ทันทีเมื่อได้เห็นการแก่งแย่ง! นี่มันบ้าเกินไปแล้ว!

ฉีลั่วหลานส่ายหัวเบาๆ

“คุณสมบัติไม่สำคัญนักในการคัดเลือกครั้งนี้ พลังของแต่ละคนและจิตใจที่พร้อมรับความท้าทายต่างหากที่เป็นเป้าของการทดสอบ นี่เป็นการตัดสินใจจากสำนัก หากพวกเจ้ามีปัญหาอะไรก็ให้ไปถามในสำนักโดยตรง”

แม้เหล่าผู้อาวุโอจะโกรธเกรี้ยวและรู้สึกไม่ยุติธรรม พวกเขาก็เงียบราวกับจักจั่นยามใบไม้ร่วง

ถามหาเหตุผลจากเจ้าสำนักงั้นรึ?  ใครจะกล้าทำเช่นนั้น? เจ้าสำนักเพียงแค่มองก็บดขยี้พวกเขาได้อย่างหมดจดแล้ว

นางมองไปทางอื่นและประกาศ

“ผู้ที่มีกลีบบุพผาและโอสถ...ก้าวเข้ามา!”

ฟึ่บ--

ในบรรดาหนึ่งพันคนที่มาทดสอบ...มีเพียงเก้าสิบคนที่ก้าวมาข้างหน้า

เพราะว่าหนึ่งคนนั้นเก็บกลีบบุพผาได้มากกว่าหนึ่งกลีบ นั่นทำให้คนที่เหลือไม่มีโอกาส

“รอบที่สองจะเป็นการคัดเลือกด้วยพลังของแต่ละคน!”

ฉีลั่วหลานยื่นมือชี้ซือหยูจากระยะไกล!

“เจ้า ออกมา!”

หัวใจซือหยูเยือกเย็น นางจะต้องพยายามใช้พลังของนางหยุดเขาไม่ให้เข้าสู่สำนักแน่!

ก็ได้!

ฟึ่บ--

ซือหยูก้าวออกไปยืนอยู่ต่อหน้าทุกคน

“กฎของการประลองเป็นเช่นนี้ ผู้ประลองจะต้องชนะสิบครั้งต่อเรื่องกัน และคนที่ประลองด้วยจะต้องไม่อ่อนแอกว่าในด้านพลังบ่มเพาะ  หากใครชนะไม่ได้สิบครั้ง คนผู้นั้นถือว่าไม่ผ่าน! จำกัดเวลาหนึ่งชั่วยาม! หากชนะมากกว่าสิบครั้งจะได้คะแนนสูงขึ้นไปอีก และระไปรวมกับคะแนนในรอบที่แล้ว”

“ยังมีอีก! คนที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้รับโอสถชำระกายระดับต่ำอีกห้าขวด และจะได้สิทธิ์เข้าสู่ห้องตำราของสำนักหนึ่งครั้ง!”

ทุกคนอ้าปากค้างอย่างตื่นตะลึง!

การชนะสิบคนที่มีระดับพลังเท่ากันนั้นยากลำบากมาก และยังมีการจำกัดเวลา! ไม่ต้องพูดถึงการเอาชนะคนที่ฐานพลังสูงกว่าเลย มันเป็นไปไม่ได้อย่างเห็นได้ชัด!

แต่ผู้ชนะที่มีคะแนนสูงสุดจะได้รางวัลอันน่าตกใจ!

โอสถชำระกายห้าขวดนั้นมีค่ามหาศาล และการเข้าสู่ห้องตำราของสำนักหลิวเซี่ยนนั้นมิอาจประเมินค่าได้ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ทั้งร้อยตระกูลต้องการ ตระกูลของพวกเขามิได้มีตำราวิชาอันล้ำค่าดั่งเช่นสำนักหลิวเซี่ยน

ห้องตำรานั้นจะเปิดรับเฉพาะศิษย์หลักที่ได้ทำคุณประโยชน์กับสำนักเท่านั้น รางวัลเช่นนี้เกินกว่าที่ควรจะได้ไปมาก

เหล่าอัจฉริยะเก้าสิบคนนั้นต่างหวังกับรางวัล

รางวัลที่ให้กับคนคนเดียวนั้นมันมากเกินไปแล้ว!

ฉีลั่วหลานพยักหน้า

“เริ่มการประลองได้ เจ้าเลือกคู่ประลองได้อย่างอิสระ และจงจำไว้ว่ามีเวลาแค่หนึ่งชั่วยาม! หากพวกเจ้าทำไม่สำเร็จจะไม่ผ่านการทดสอบ!”

ซือหยูสีหน้าเยือกเย็น การเลือกเขาเป็นคนแรกตั้งแต่เริ่ม...หรือนางจะพยายามจะประเมินพลังของเขาเพื่อวางแผ่นถัดไป? หรือนางจะทำให้เขาไม่ผ่านการทดสอบตั้งแต่แรก?

ไม่แปลกใจเลยว่าคนที่เข้าทดสอบทีหลังนั้นจะได้เปรียบคนที่ประลองก่อน เพราะการสังเกตการประลองจะทำให้พวกเขารู้ว่ามีใครบ้างที่ฐานพลังเท่ากันและอ่อนแอกว่าตนเอง

ซือหยูเลือกไปตามอารมณ์ราวกับโยนหินข้ามแม่น้ำ หากเขาไม่เลือกให้ดีและเลือกคนที่แกร่งกว่าเขาอาจจะแพ้ได้!

ฉีลั่วหลาน! ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็น!

ซือหยูยื่นนิ้วชี้ไปยังระยะไกล

คนที่ซือหยูชี้นั้นมีอายุสิบเก้าปีที่มีหนวดเครา เขาแสดงความตั้งใจในการต่อสู้ และหัวเราะก้าวมาข้างหน้า

“เจ้าอยากจะประลองกับข้างั้นรึ? ข้าก็ปรารถนาเช่นนั้นเหมือนกัน!”

แต่ซือหยูก็เปลี่ยนทิศนิ้วไปอีกทาง เขาปราดนิ้วเป็นแนวระนาบไปยังอีกทางราวกับวาดเส้นโค้ง

“มิใช่เจ้า!”

ซือหยูจ้องเขาเล็กน้อย

สีหน้าของชายผู้มีหนวดเครานิ่งงัน

“นี่มิใช่การล้อเล่นรึไงกัน?”

ฉีลั่วหลานขมวดคิ้วและเตือน

“ข้าจะนับถึงสาม หากเจ้ายังไม่เลือกว่าจะประลองกับใครได้ เจ้าจะสอบตก! หนึ่ง! สอง!”

“ใครกันที่บอกว่าข้ามิได้เลือกคนที่จะประลองด้วย?”

ซือหยูตอบอย่างเย็นชา

หลังจากนั้นเขาก็มองผ่านทุกคนที่เขาชี้ไปเมื่อสักครู่

“ทุกคนที่ข้าชี้เป็นเส้นโค้งเมื่อสักครู่...ก้าวเข้ามา!”

“ข้าคนเดียวจะประลองกับพวกเจ้าทุกคน!”

ฉีลั่วหลานใบหน้าแข็งทื่อ

เขาวาดนิ้วเมื่อสักครู่ใส่คนมากกว่าห้าสิบคน...มากกว่าครึ่งที่มีอยู่!

ท่ามกลางคนเหล่านั้น มีมากกว่ายี่สิบคนที่มีฐานพลังเท่าซือหยู!

หนึ่งคนจะจัดการยี่สิบคนพร้อมกันงั้นรึ? ไร้สาระสิ้นดี!

หลังจากความเงียบกริบ...ทุกคนก็ระเบิดเสียงหัวเราะ

ฉีลั่วหลานยักคิ้ว

“เจ้าก่อกวนการประลอง ซือหยูไม่ผ่านการทดสอบ...”

ซือหยูจ้องกลับอย่างเยือกเย็น

“ประทานโทษ...แต่ข้าพูดจริง!”

หลังจากนั้นเขาก็มองไปยังยี่สิบคนที่มีฐานพลังเทียบเท่าเขา

“ข้าจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย ก้าวออกมา! ข้าจะจัดการพวกเจ้าพร้อมกัน!”

หากเขาอยากจะได้คะแนน...เขาก็ต้องจัดการให้หมดในคราเดียว!

เขาต้องหวังพึ่งคนที่ทรงพลัง...แม้เขาจะเข้าสู่สำนักได้ ตัวตนอันเล็กจ้อยเช่นเขาก็คงจะถูกทำร้ายโดยหานฉี่และฉีลั่วหลาน

เขาจะต้องเป็นคนที่โดดเด่นตั้งแต่เริ่ม...เพื่อทำให้คนที่มีระดับสูงในสำนักสนใจเขา

ถ้าเป็นเช่นนี้...หานฉี่กับฉีลั่วหลานจะต้องคิดหนักก่อนที่จะเคลื่อนไหวกับซือหยู…

นี่เป็นสิ่งที่ซือหยูคิดมานาน ก่อนที่จะได้รับการสนับสนุนจากผู้ใด...การพนันที่ปลอดภัยที่สุดของเขาก็คือการสร้างนามให้เป็นที่รู้จัก

เขามิได้อยากจะเป็นคนหยาบคายอย่างเดียว….เขายังต้องการเป็นบุคคลที่น่ากลัวด้วย!

และเป็นเขาที่ประลองกับยี่สิบคนด้วยตัวคนเดียวตั้งแต่แรก!

จบบทที่ DND.101.5 - จองหองถึงที่สุด(ตอนปลาย)

คัดลอกลิงก์แล้ว