เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

DND.89 - การต่อสู้แห่งศตวรรษ

DND.89 - การต่อสู้แห่งศตวรรษ

DND.89 - การต่อสู้แห่งศตวรรษ


ทันใดนั้นวายุหิมะก็ก่อตัวขึ้น

ราวกับว่ามันถูกเรียกมาโดยเจ้านายของมัน ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเกล็ดหิมะที่ร่ายรำอย่างบ้าคลั่ง คลื่นแล้วคลื่นเล่าแช่แข็งไปทั้งนภาและธรณี

ชางเฟยหยุนตัวแข็งทื่อและรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันลึกลับ

“หยุดพยายามหลอกข้าด้วยวิชาเจ้าได้แล้ว!”

ชางเฟยหยุนคำรามอย่างเหยียดหยาม

“หมัดฝังเขาวารี!”

แต่เขาก็แผลงพลังหมัดออกมาไม่ได้ เหล่าเกล็ดหิมะได้กลายเป็นศรน้ำแข็งนับไม่ถ้วน! มันมีอยู่ทุกที่...ไม่มีสิ่งใดที่ศรน้ำแข็งนี้เจาะทะลวงไม่ได้

ชางเฟยหยุนป้องกันตัวเองไม่ทัน!

อ๊าก--

เขาร้องเสียงดัง เขาถูกศรน้ำแข็งนับไม่ถ้วนเสียบทะลุร่างในทันที

โลหิตสดๆไหลอาบทั้งร่าง โลหิตกระจายไปทุกทิศทางและแข็งตัวเป็นเข็มโลหิตเยือกแข็งที่ร่วงหล่นสู่ลานประลอง

“หลิวผกากระจ่าง….”

เมื่อเจอกับสถานการณ์ล่อแหลม ชางเฟยหยุนตัดสินใจใช้ฎีกาสวรรค์ออกมา เขาคิดเพียงว่าหากร่างของเขาเบาขึ้น เขาจะรอดพ้นจากศรน้ำแข็งไปได้

แต่...เขาก็ไม่มีโอกาสได้ใช้ฎีกาสวรรค์

แกร๊ก---

เกล็ดน้ำแข็งที่กระจายไปทั่วท้องนภาแตกเสียงดัง มันกลายเป็นประกายหยดไหลลงทะลุร่างกายของชางเฟยหยุน

หยดน้ำอันเยือกเย็นเจาะทะลุกระดูกจนถึงดวงวิญญาณ!

มันทะลวงร่างชางเฟยหยุนเร็วเกินกว่าตาจะมองเห็นได้...จากนั้นหยดน้ำเหล่านั้นก็เริ่มเยือกแข็ง

ในพริบตา...ชางเฟยหยุนได้กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็ง

เขายืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น...อยู่ในท่าที่เตรียมจะใช้ฎีกาสวรรค์แต่ไม่ได้เกิดผลใดเลย

ซือหยูค่อยๆลดดัชนีลง เขายังคงยืนอยู่ที่เดิม เขาไม่ได้ขยับเท้าแม้แต่หุนเดียว

“ข้าให้โอกาสเจ้าแล้ว...”

ซือหยูถอนหายใจเบาๆและเอามือไพล่หลัง ผมสีเงินของเขาร่ายรำไปตามวายุหิมะ ตัวตนพิเศษที่ดูราวกับเป็นเทพและผมสีเงิน...เขายืนอยู่อย่างเปล่งประกายท่ามกลางความเงียบกริบ

ชางเฟยหยุน...มิได้มีโอกาสโจมตีด้วยซ้ำ!

ไม่ว่าจะะเป็นหมัดฝังเขาวารีหรือหลิวผกากระจ่าง...มันถูกปัดป้องไปหมดด้วยการยกนิ้วเพียงนิ้วเดียวของซือหยู...เขาไม่มีโอกาสจะได้ใช้ฏีกาสวรรค์ด้วยซ้ำ!

ความเงียบดำเนินต่อไป...ก่อนที่เหล่าคนรอบข้างจะอ้าปากค้าง

ใบหน้าหลิวคุนสั่นกลัว หัวใจเต้นแรง!

เขาคิดมาตลอดว่าซือหยูเป็นแค่คนหยาบคาย...แต่เมื่อได้เห็นการต่อสู้ด้วยตาตัวเองแล้วก็เห็นได้ชัดว่าซือหยูเพียงแค่พูดความจริงออกมาเท่านั้น!

ชางเฟยหยุนที่ชนะเขาในสองกระบวนท่าไม่มีโอกาสจะจู่โจมซือหยูได้เลย! เขามิใช่ศัตรูของซือหยูแม้แต่น้อย!

ในตอนนั้นหลิวคุนก็เริ่มมันใจ เขาเริ่มให้ความเคารพนับถือซือหยู

ซือหยูมิใช่คนหยาบช้า...เขาเพียงแค่ตระหนักในสิ่งที่พวกเขาปฏิเสธจะเชื่อมั่น

ศิษย์สวรรค์สามลำดับแรกยืนอยู่ใกล้กัน

“ศิษย์น้องหวางจิง จากการประเมินของเจ้า เจ้าคิดว่าซือหยูเทียบกับเจ้าได้หรือไม่?”

เฉินเหลียงลำดับสองมองไปยังซือหยู

ดวงตาหวางจิงเต็มไปด้วยความกดดันและมองซือหยูอย่างจริงจังก่อนจะส่ายหัวอย่างเชื่องช้า

“เขาแกร่งกว่าข้า”

“ศิษย์น้อง...เจ้ามิต้องถ่อมตัว พลังของเขานับว่าผ่านเท่านั้น...เขามิอาจทำอะไรเจ้าได้”

เฉินเหลียงตอบ

นั่นจะจริงรึ? หวางจิงส่ายหัวของนางเงียบๆ หากซือหยูมีพลังเพียงเท่าที่เห็น นางก็อาจจะพอสู้กับซือหยูได้ แต่ถ้าหากซือหยูยังซ่อนเร้นพลังไว้อีกล่ะ?

จ้าวกวงยังคงสุขุมเยือกเย็น ไม่ว่าจะที่ไหนเวลาใด เขาจะใจเย็นและมั่งคงอยู่เสมอราวกับเสาศิลา เขาประเมินซือหยูเบาๆ

“นับว่าผ่าน”

เฉินเหลียงแอบตกใจ แม้เขาจะยังไม่มั่นใจ แต่การประเมินจากจ้าวกวงว่า ‘ผ่าน’ นั้นน่าจะเป็นการประเมินพลังซือหยูสูงเกินไป

แกร๊ก--

ตู้ม--

รูปปั้นน้ำแข็งระเบิดเป็นชิ้นๆ ปลดปล่อยชางเฟยหยุน

ทั้งร่างของเขาแข็งทื่อด้วยความเย็นสุดขั้ว ราวกับว่าถูกโยนไปในธารน้ำแข็ง ร่างกายเขาสั่นอย่างคุมไม่อยู่ แต่เป็นหัวใจของเขาที่สั่นกลัวที่สุด!

พลังซือหยูน่ากลัวยิ่งนัก!

แม้จะบอกได้ว่าซือหยูยืมพลังจากสภาพอากาศมาใช้ แต่ใครจะยืนยันได้ว่าซือหยูมิได้มีพลังอื่นซ่อนเร้นเอาไว้อีก?

เมื่อคิดถึงถ้อยคำหยาบคายที่เขาพูดใส่ซือหยู...ถึงขั้นประกาศว่าจะต่อให้ซือหยูสามกระบวนท่า...ชางเฟยหยุนละอายใจยิ่งนัก!

ชางเฟยหยุนปิดหน้าและลงไปจากลานประลองด้วยความอับอาย

เหล่าศิษย์สวรรค์ต่างภูมิใจเป็นที่สุด!

ไม่ว่าจะแกร่งเพียงใด หากอยู่ต่อหน้าซือหยู...มันก็ทำไม่ได้แม้แต่ละปล่อยพลัง!

ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ--

ศิษย์สวรรค์ทั้งห้ามองไปทางซือหยู

ชางเฟยหยุนชนะหลินคุนในทันที แต่ซือหยูก็บดขยี้ชางเฟยหยุนได้เพียงดีชนีเดียว

ซือหยูจึงมาแทนที่หลิวคุนได้อย่างไร้ข้อโต้แย้ง เขากลายเป็นศิษย์สวรรค์ลำดับห้า! หากใครที่ต้องการติดตามราชันย์ศักดิ์สิทธิ์...ก็ต้องก้าวข้ามซือหยูไปเสียก่อน!

แต่ติดอยู่สิ่งเดียว...เมื่อได้เห็นพลังของซือหยูด้วยตัวเอง...แม้แต่ศิษย์สวรรค์ทั้งห้าก็มิกล้าพอจะประลองกับซือหยู

หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ท้ายสุดพวกเขาก็ล้มเลิกความตั้งใจ

สำหรับหลิวคุน พวกเขาอาจจะกล้าท้าประลองด้วย แต่ซือหยูนั่นเป็นดั่งนภาอันสูงส่ง...ลึกลับและน่ากลัว

หลายคนต่างถอนหายใจ ซือหยูที่เคยมีพลังระดับห้าขั้นกลาง...เขาได้กลายเป็นศิษย์สวรรค์ที่แกร่งที่สุดห้าลำดับแรกจริงๆ!

“ราชันย์...ตามสัญญา หากข้าได้เป็นศิษย์สวรรค์ ท่านจะถอนพลังศักดิ์สิทธิ์คืนจากร่างจิงหยู”

ซือหยูหันไปหาราชันย์ศักดิ์สิทธิ์อย่างมั่นคง

นั่นคือสัญญาที่ราชันย์ศักดิ์สิทธิ์ให้ไว้กับซือหยู

ในหนึ่งเดือน หากซือหยูมิได้เป็นศิษย์สวรรค์ เซี่ยจิงหยูจะต้องตายเพื่อเป็นคำเตือนแก่ผู้อื่น

แต่คาดไม่ถึงที่ราชันย์ตอบกลับอย่างเย็นชา

“ไม่”

คนรอบข้างต่างเงียบกริบ

ราชันย์ศักดิ์สิทธิ์...ถอนคำพูด!

ทุกคนสับสนว่าเหตุใดราชันย์ศักดิ์สิทธิ์จึงอยากจะสังหารเซี่ยจิงหยูขนาดนี้!

พลังงานศักดิ์สิทธิ์นั้นอยู่ในร่างเซี่ยจิงหยูเป็นเวลาหนึ่งเดือน...และมันกำลังจะระเบิดออกมา!

ซือหยูตัวแข็งทื่อ

“ราชันย์...เจ้าอยากจะให้ข้าโจมตีเจ้างั้นรึ?”

ใบหน้าเหน็ดเหนื่อยของราชันย์สุขุมตามเคยและก้าวมาข้างหน้า เขามองไปยังท้องนภาที่เต็มไปด้วยหิมะ

“ศิษย์สวรรค์ทั้งห้าให้ติดตามข้า วิหารนี้...ล่มสลายแล้ว”

เขาไม่สนใจคำถามของซือหยูเลย

และตอนนั้น ร่างของเซี่ยจิงหยูเริ่มสั่น มันแสดงท่าทางว่าเริ่มจะระเบิดอย่างรุนแรง

อ๊า--

เซี่ยจิงหยูอ้าปากและร่างอันบอบบางของนางก็สั่นสะเทือนพร้อมกับใบหน้าที่บ่งบอกความเจ็บปวดแสนสาหัส

ฟึ่บ--

ซือหยูบินไปทางลานประลอง เขากอดเซี่ยจิงหยูไว้ในอ้อมแขนและมองราชันย์ศักดิ์สิทธิ์อย่างเย็นชา

“ราชันย์..เจ้านี่มัน..”

“ไม่ใช่นะ!”

เซี่ยจิงหยูยื่นมืออันงดงามราวหยกของนางปิดปากซือหยู

“เจ้าเข้าใจราชันย์ผิดไปแล้ว”

เซี่ยจิงหยูมองไปยังราชันย์และพูดด้วยความสง่างาม

“พลังศักดิ์สิทธิ์นั้นแท้จริงแล้วช่วยในการบ่มเพาะพลัง ราชันย์นั้นให้ของขวัญแก่เจ้า”

ทุกคนตกตะลึงกับคำที่ทะลุผ่านหู!

ที่ซือหยูพูดว่า ‘มีคนกำลังรอข้าอยู่’ ในครั้งนั้นทำให้ราชันย์คล้อยตาม

ราชันย์ศักดิ์สิทธิ์แสร้งโกรธในตอนที่ใส่พลังศักดิ์สิทธิ์ในตัวเซี่ยจิงหยู แท้จริงแล้วก็เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ซือหยูตั้งใจฝึกอย่างหนักในเดือนสุดท้ายของวิหาร

นั่นคือรางวัลแก่ซือหยูผู้กล้ายืนหยัดต่อหน้าเขา พลังศักดิ์สิทธิ์นั้นมิได้มีไว้เพื่อระเบิดกายของเซี่ยจิงหยูตั้งแต่แรก ตอนมาที่มันอยู่ในร่างเซี่ยจิงหยูก็เพื่อช่วยในการระเบิดพลังบ่มเพาะอย่างมหาศาล!

ความหวังดีของราชันย์ส่งไปถึงจิตใจของทุกคน

ซือหยูประสายมือคำนับด้วยความรู้สึกผิด

“ขอบคุณท่านราชันย์...ที่มอบพรแก่ข้า”

ราชันย์ที่เดินอยู่ข้างหน้าพูดอย่างเย็นชา

“มันจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว!”

หลังจากที่สำเร็จพลังเซี่ยจิงหยูก็หยุดนิ่ง ซือหยูย่อตัวลงและพูดกับนางอย่างอ่อนโยน

“ข้าจะแบกเจ้าเอง”

เซี่ยจิงหยูหน้าแดงอย่างเขินอาย นางขบริมฝีปากอย่างแผ่วเบา นางรู้สึกกังวลกับเหล่าสายตาที่จับจ้อง

แต่อย่างไร หลังจากที่นางได้ผ่านความโศกเศร้าเมื่อสูญเสียซือหยูและได้เขาคืนมาอีกครั้ง หัวใจของนางก็ซื่อตรงต่อความรู้สึกภายในมากขึ้น นางมิอาจปฏิเสธซือหยูที่ได้กลายเป็นคนที่มิอาจมีใครมาทดแทนได้ในดวงใจ

เซี่ยจิงหยูที่หน้าแดงปีนขึ้นหลังซือหยูและวางศีรษะลงบนไหล่ของเขาและหลับตาด้วยความเขินอาย...นางไม่อยากจะสบตาใครในตอนนี้เลย

เทียบกับซือหยูแล้ว จิตใจของเขากระจ่างชัด เซี่ยจิงหยูคือผู้มีพระคุณ ดังนั้นเขาจึงมิได้คิดมิดีมิงามกับนาง

ราชันย์ขมวดคิ้ว

“ข้าจะพาศิษย์สวรรค์ห้าคนไปด้วยเท่านั้น เซี่ยจิงหยูมิได้ไปด้วย”

เซี่ยจิงหยูนิ่งงันก่อนจะกระซิบอย่างแผ่วเบา

“พี่หยู ปล่อยข้าลงเถอะ”

หลังการจากลาครั้งนี้ พวกเขาจะห่างกันคนละโลก...นางอาจจะได้เจอซือหยูครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย

หัวใจของนางเจ็บปวดอย่างมิอาจทนได้

“นางจะต้องไปด้วย”

ซือหยูหยิบสร้อยหยกที่รูปทรงวิหคเพลิง นั่นคือของที่ผู้อาวุโสฉินให้เขาก่อนที่จะจากกัน หากมีสร้อยหยกนี้ในมือ...ก็จะเข้าสู่หุบเขาเฟิงหวงได้

ราชันย์ตัวสั่นเล็กน้อย แต่เขาก็ยอมรับ

“ตกลง...นางจะได้ไปด้วย”

เซี่ยจิงหยูยินดีมาก นางกอดคอซือหยูและกระซิบอย่างแผ่วเบา

“ขอบคุณนะ...พี่หยู”

ซือหยูที่ได้กลิ่นหอมหวานบริเวณแก้ม...ยิ้ม

หลงเสี่ยวยี่มองเซี่ยจิงหยูจากไกลๆ

“จิงหยู ข้าอวยพรให้เจ้าพบกับความสุข”

ก่อนพวกเขาจะเดินทาง ราชันย์เข้าไปยังป่าอสูร ครึ่งวันผ่านมาก็มีโอสถวิญญาณระดับสวรรค์กว่าร้อยขวดในมือเขา

“ฉิวชางเจี้ยน...เอาไปแจกจ่ายซะ ทุกคนจะได้หนึ่งขวด และจากนี้เป็นต้นไป...วิหารจักต้องล่มสลาย”

ราชันย์เตรียมการครั้งสุดท้าย

เพชรฆาตทุกคนที่เร้นกายอยู่ในป่าอสูรถูกสังหารโดยราชันย์ศักดิ์สิทธิ์โดยใช้เวลาแค่ครึ่งวันเท่านั้น หากราชันย์ศักดิ์สิทธิ์มิได้จัดการเรื่องนี้ก็อาจจะมีปัญหาในอนาคตได้

ซือหยูตกใจกับพลังของราชันย์ ป่าอสูรนั้นกว้างใหญ่และมีเพชรฆาตที่หลักแหลมมากมายที่ปรับตัวและหลบซ่อนอยู่ข้างใน แต่เพียงแค่ครี่งวันทั้งหมดก็ถูกกำจัด พลังของเขาไปถึงระดับคล้ายเทพแล้ว...หากดูจากคำอธิบายในบันทึกโบราณ

“หากพวกเจ้าอยากจะอยู่ในวิหารเพื่อฝึกฝน ข้าก็มิได้ห้าม...แต่พวกเจ้าจะต้องไม่กล่าวถึงนามข้าอีก”

ราชันย์ประกาศอย่างเย็นชา

“ท่านอาจารย์!”

ศิษย์สวรรค์ทั้งห้าโค้งคำนับพร้อมกันทั้งน้ำตา

วิหารล่มสลายลง...เช่นนี้

ก่อนที่จะเดินทางออกจากวิหาร ราชันย์ศักดิ์สิทธิ์หันไปมองวิหารจากระยะไกล เขาเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา ดวงตาเขาแฝงความไม่เต็มใจ

ไม่นานความไม่เต็มใจนั้นก็แทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยว

“ท่านราชันย์ ทำไมเราต้องไปหุบเขาเฟิงหวงด้วยล่ะ?”

ซือหยูถามด้วยความสับสน

จ้าวกวงปราดตามองซือหยูอย่างเย็นชา

“ศิษย์น้องซือ! เจ้ากล้าสงสัยในตัวราชันย์ได้ยังไงกัน?”

ในฐานะของศิษย์สวรรค์ เหตุใดจะต้องตั้งคำถามกับราชันย์ศักดิ์สิทธิ์

“พวกเจ้าทุกคนต้องรู้อยู่แล้ว”

ราชันย์ยื่นมือและพูดอย่างเย็นชา

“เหตุที่ข้าก่อตั้งวิหารมาร้อยปีก็เพิ่มรวบรวมเหล่าอัจฉริยะ...เช่นเดียวกับหุบเขาเฟิงหวง”

ราชันย์บอกความลับกับทุกคน

“พวกเราสองคนที่เป็นราชันย์ศักดิ์สิทธิ์ได้สร้างข้อตกลงกับว่าเราจะบ่มเพาะเหล่าอัจฉริยะขึ้นมาหนึ่งกลุ่ม หลังจากร้อยปี เราจะพบกันอีกครั้งและต่อสู้กัน”

ราชันย์พูดต่อ

“หลังจากร้อยปี มีกลุ่มอัจฉริยะนับไม่ถ้วนที่เข้ามาและะออกไป...ข้าต้องฟูมฟักผู้ที่แกร่งที่สุดที่มี...ซึ่งก็คือพวกเจ้า”

“เช่นเดียวกับหุบเขาเฟิงหวง เขาใช้เวลาหลายปีพยายามฟูมฟักเหล่าอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุด”

ซือหยูตกใจ หุบเขาเฟิงหวงกับวิหารตั้งข้อตกลงว่าจะต้องต่อสู้กันหลังจากร้อยปีงั้นรึ?

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมวิหารจึงต้องสร้างสำนักและจัดงานประชุมศักดิ์สิทธิ์จากทั้งเก้าแคว้น นั่นก็เพื่อกรองและคัดเลือกอัจฉริยะที่ยอดเยี่ยมที่สุดเพื่อเตรียมการต่อสู้แห่งศตวรรษ!

แต่ยังมีข้อสงสัยอีกข้อ...นั่นคือเหตุใดที่ราชันย์ศักดิ์สิทธิ์กับเซียนหุบเขาเฟิงหวงจะต้องต่อสู้กันในครั้งนี้?

ราชันย์มิได้กล่าวถึงในข้อนี้...และซือหยูก็มิกล้าจะถามต่อ

“การต่อสู้นี้พวกเจ้าจะต้องอยู่ในอันดับสูงสุด นี่เป็นโอกาสเดียวในชีวิตพวกเจ้าที่จะได้เป็นราชันย์ศักดิ์สิทธิ์!”

อะไรกัน? ทุกคนตกตะลึง!

โอกาสเดียวในการได้เป็นราชันย์ศักดิ์สิทธิ์งั้นรึ?

ทั้งทวีปเฉินยี่แห่งนี้มีขนาดใหญ่กว่าโลกสิบเท่า ทุกศตวรรษที่ผ่านมา ทั้งทวีปยังมิได้เห็นการกำเนิดขึ้นของราชันย์ศักดิ์สิทธิ์คนที่สาม การสร้างราชันย์ศักดิ์สิทธิ์นั้นจะต้องยากลำบากไม่ผิดแน่

“ทรัพยากรในทวีปเฉินยี่นั้นมีจำกัด มิอาจสร้างราชันย์ศักดิ์สิทธิ์ได้ การต่อสู้แห่งศตวรรษนี้จะตัดสินชะตาของพวกเจ้านับจากนี้”

ราชันย์ศักดิ์สิทธิ์ถอนหายใจ

“จะใช่ชีวิตเยี่ยงมนุษย์และถูกปฏิบัติเฉกเช่นมดปลวก...หรือเป็นมัจฉาที่กระโจนข้ามประตูมังกร...เพื่อเข้าไปยังโลกใบใหม่ที่พวกเจ้าไม่รู้จัก ทั้งหมดจะถูกตัดสินในการต่อสู้แห่งศตวรรษ!”

จบบทที่ DND.89 - การต่อสู้แห่งศตวรรษ

คัดลอกลิงก์แล้ว