เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

DND.63 - วิหารสวรรค์และมนุษย์

DND.63 - วิหารสวรรค์และมนุษย์

DND.63 - วิหารสวรรค์และมนุษย์


ซือหยูมององค์ชายสามอย่างนับถือ

องค์ชายสามมองอย่างเข้าใจ เขาถอนหายใจ

“ซือหยู เจ้ายอมสละชีวิตเพื่อบุญคุณ ข้าที่ต้องตายมิต่างกันควรจะช่วยเหลือเจ้า หากจะขอบคุณผู้ใดก็ควรขอบคุณคนที่ปลอมตัว เขาคือผู้สละชีวิตอย่างแท้จริง”

ซือหยูมองผู้แปลงตนอย่างนับถือ หากไม่มีเขาดยุคเซี่ยนหยูคงจะไม่รอดจนถึงตรงนี้

“ท่านพ่อ!”

ซือหยูได้พบกับดยุคเซี่ยนหยูอีกครั้ง เขาไม่พอใจนักที่ดยุคแขนหายไปหนึ่งข้าง นั่นเป็นแขนข้างที่สละเพื่อช่วยเขาและเซี่ยนเอ๋อ

ดยุคน้ำตานองหน้า เขาลูบหัวซือหยูด้วยมือข้างที่เหลือ

“เป็นข้าเองที่ทำให้เจ้าเป็นเช่นนี้...”

ซือหยูส่ายหัว เขามองไป่ชี่เซียงและองครักษ์เฉินที่พยายามซ่อนตัวอย่างเย็นชา

“ท่านพ่อ ให้ข้าจัดการกับสองคนนั้นก่อน!”

ซือหยูจะลืมไป่ชี่เซียงที่ต่อสู้กับท่านพ่อได้อย่างไร? แล้วไป่ชี่เซียงยังไล่ล่าซือหยูอย่างไร้ปรานีอีก

ไป่ชี่เซียงอ้าปากจะพูด แต่ซือหยูที่ไร้ปรานีก็พูดแทรก

“เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว เจ้ายังคิดว่าข้าจะอภัยให้อีกรึ?”

แม้พวกเขาจะทำตามคำสั่ง พวกเขาก็ไล่ล่าซือหยูอย่างดีที่สุด...อภัยให้ไม่ได้

องครักษ์เฉินร้องขอชีวิต เขายังมิอยากตาย เขากัดฟันและทำลายสายโลหิตพลังภายใน เขาทำลายพลังบ่มเพาะของตน

“ซือหยู!”

องครักษ์เฉินคุกเข่า

“ข้ามีลูกเมียและพ่อแม่ ไว้ชีวิตข้าเถอะ ข้าทำลายพลังบ่มเพาะของตัวเองแล้ว ข้ามิอาจทำอันตรายผู้ใดได้อีกแล้ว ...ข้าสารภาพ...เป็นดยุคฉินที่ส่งข้ามาฆ่าเจ้า...และแม่นางเจียงก็ถูกขังอยู่ในตำหนักดยุคฉิน”

ซือหยูมิได้สนใจชีวิตองครักษ์เฉิน เขาเพียงแค่คิดว่าองครักษ์เฉินสมคบคิดกับองค์ชายหนึ่ง

แต่ดยุคฉินกลับมีส่วนร่วมในครั้งนี้ด้วย!

“หึหึ...ดยุคฉิน….เจ้าอสรพิษ!”

ซือหยูเดินผ่านองครักษ์เฉินโดยไม่ฆ่า เขามองไป่ชี่เซียงอย่างเย็นชา

“แล้วเจ้าล่ะ?”

ไป่ชี่เซียงคิดว่าไม่ยุติธรรม เขาทุ่มเทอย่างมากกว่าจะบ่มเพาะพลังถึงระดับหก เขาจะทำลายพลังบ่มเพาะของตนในตอนนี้ทำไมกัน?

“ซือหยู! ข้าจะให้ตำราวิชาระดับสวรรค์กับเจ้า...ไว้ชีวิตข้าเถอะ...”

เขากลัวฉิวชางเจี้ยน...แต่มิได้กลัวพลังซือหยูมากนัก

“ช่างมันเถอะ...ข้าว่าข้าทำลายพลังบ่มเพาะของเจ้าเสียดีกว่า!”

ซือหยูพูดแทรกและเดินเข้าไป เขาไม่เชื่อว่าไป่ชี่เซียงจะมีวิชาระดับสวรรค์ เขาเพียงขอร้องเพื่อยืดชีวิตตัวเองออกไปเพียงชั่วครู่

ไป่ชี่เซียงหัวเราะอย่างโกรธเกรี้ยว เมื่อก่อนเขาไล่ล่าซือหยู แต่ตอนนี้ซือหยูมีฉิวชางเจี้ยนหนุนหลัง เขาจึงกล้าบอกว่าจะทำลายพลังบ่มเพาะงั้นรึ?

เขาตาเป็นประกายและยิ้มมุมปาก

“แล้วถ้าเจ้าชนะข้าไม่ได้ล่ะ?”

“ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”

ซือหยูตอบ

ไป่ชี่เซียงดีใจ เขาหัวเราะอยู่นาน

“ฮ่าๆๆๆๆ! ดีล่ะ! ถ้าเจ้าชนะข้าได้ ข้าจะให้วิชาระดับสวรรค์กับเจ้าด้วยสองมือนี่เลย!”

“เจ้าไม่มีโอกาสชนะเลย”

ซือหยูพูดอย่างใจเย็นและก้าวไปข้างหน้า

“สายฟ้าดาราม่วง!”

ครืน--

เพลิงอัสนีสีม่วงแผดเผาอย่างป่าเถื่อน

ซือหยูเย็นชาไร้อารมณ์

ไป่ชี่เซียงแตะกระบี่ที่เอว

“เพลงดาบล่องนภา!”

ปั้ง--

หมัดและกระบี่ปะทะกับอย่างรุนแรง

…….

ไป่ชี่เซียงตกตะลึง

เขามองกระบี่ในมือและขยี้ตา

“เพลิงนี่มันอะไรกัน?”

เพียงระยะสั้นๆที่กระบี่ของเขาปะทะกับหมัด มันก็เริ่มหลอมละลาย

ซือหยูพยักหน้า สายฟ้าดาราม่วงทำให้คนระดับหกขั้นกลางบาดเจ็บได้ แต่ยังไม่พอจะเอาชนะระดับหกขั้นสูง

ซือหยูหายใจเข้าลึกก่อนจะเข้าสู่สภาพวิเศษ

คนอื่นเห็นว่าซือหยูกลายเป็นภาพวาดที่แยกตัวออกจากโลกมนุษย์

ชุดสีม่วงและเส้นผมของเขาร่ายรำ

แต่ซือหยูยังไม่ใช้ดัชนีสวรรค์...แต่กลับผลักฝ่ามือไปข้างหน้าเบาๆ

ครืน---

อ๊าก--

เกิดเรื่องน่าสนใจขึ้น พื้นที่รอบๆไป่ชี่เซียงได้กลายเป็นภาพเขียนราวกับซือหยูได้พาไป่ชี่เซียงข้ามขอบเขต

ฝ่ามือธรรมดาของซือหยูทำให้ไป่ชี่เซียงกระเด็นลอยไปไกลกว่าสิบเมตร

ปั้ง---

ไป่ชี่เซียงอ้าปากคายโลหิตจากภายในออกมา อกของเขามีรอยฝ่ามือประทับ กระดูกซี่โครงหักหลายซี่

“เจ้า!”

ไป่ชี่เซียงตกตะลึงอย่างมาก นี่เป็นฎีกาสวรรค์ที่เขาเคยเห็นมาก่อน...ทำไมมันแกร่งขนาดนี้?

ซือหยูตื่นจากความพิษวง เขาเข้าใจฎีกาสวรรค์อย่างลึกซึ้งขึ้น

หลังจากที่วิญญาณหลอมรวมกัน ซือหยูพบว่าการทำตามแบบฉบับในภาพเขียนเพียงอย่างเดียวถือเป็นเรื่องโง่เขลา

ในภาพเขียนนั้นเป็นเพียงประตูเริ่มต้น

ในทุกท่วงท่า ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ หากคล้ายกับต้นแบบ...มันจะไม่มีวันก้าวข้ามขีดจำกัดไปได้

ดังนั้นซือหยูจึงลองทำสิ่งที่แตกต่างในขอบเขตฎีกาสวรรค์...มิได้เลียนแบบผู้ใด

ผลของมันยอดเยี่ยมอย่างมาก พลังวิชาเพิ่มขึ้นหลายเท่ากว่าที่ซือหยูคาดคิด

ซือหยูมองไป่ชี่เซียงที่พ่ายแพ้อย่างเย็นชาด้วยความผ่อนคลาย

เมื่อก่อนไป่ชี่เซียงเป็นตัวตนที่เขามิอาจก้าวข้าม

ในตอนนี้ไป่ชี่เซียงพ่ายแพ้ด้วยฝ่ามือเดียวของเขา

ซือหยูมิได้รู้สึกยินดีนัก เขาได้เห็นพลังระดับเก้าอันน่ากลัวของฉิวชางเจี้ยนแล้ว...เขามิอาจคิดว่าระดับหกขั้นสูงนั้นยอดเยี่ยมได้อีกต่อไป

เขาเสียใจที่เขาไร้ชะตาในการเข้าสู่วิหารศักดิ์สิทธิ์ หากไร้ซึ่งโอกาสนี้ก็ยากที่เขาจะได้เรียนรู้วิชาลึกลับต่างๆ หรือยากนักที่จะได้เจออัจฉริยะที่แกร่งกว่านี้

ในห้องลับ ฉิวชางเจี้ยนนั่งลง แปดคนยืนเรียงหน้ากระดาน

“พวกเจ้าทุกคน ตามลำดับแล้วใครแกร่งที่่สุด?”

ฉิวชางเจี้ยนถามตรงๆ

ทั้งแปดมองหน้ากันไปมา ในการประลองนั้นไม่ได้ผลลัพธ์เพราะเกิดเรื่องของซือหยู ดังนั้นจึงยังไม่มีลำดับของแต่ละคน

เมื่อฉิวชางเจี้ยนคิดได้ดังนี้ก็ถอนหายใจยาว

“อืม..ถ้าเช่นนั้น...พวกเจ้าแต่ละคนจงแสดงวิชาที่แกร่งที่สุดกับข้า”

“ท่าน...ตามกฎแล้วพวกเราทั้งแปดมีสิทธิ์เข้าวิหารทุกคนมิใช่รึ? จะรู้ว่าใครแข็งแกร่งกว่าใครเพื่อสิ่งใดกัน?”

เซี่ยจิงหยูถาม

“ถามได้ดี”

ฉิวชางเจี้ยนมองเซี่ยจิงหยูอย่างนับถือเล็กน้อย

ผู้รับใช้เพลิงทำให้ทุกคนหวาดกลัว มีเพียงนางที่กล้าพูดความจริง จากที่เขาเห็น แม้นางจะอ่อนแอจากภายนอก...แต่ภายในนั้นแข็งแกร่งยิ่งนัก

คำถามอันตรงจุดของนางแสดงถึงสติปัญญา

“พวกเจ้าทุกคนมีสิทธิ์เข้าวิหาร...พวกมิใช่ทุกคนที่ได้เป็นศิษย์สวรรค์”

ฉิวชางเจี้ยนตอบ

ศิษย์สวรรค์...เหมือนกับฉิวชางเจี้ยนงั้นรึ?

“วิหารแบ่งเป็นสองส่วนคือวิหารสวรรค์และวิหารมนุษย์ วิหารมนุษย์นั้นรวบรวมอัจฉริยะจากทั้งโลกโดยผู้รับใช้ทั้งเก้า พวกเขารับผิดชอบในการบ่มเพาะพลังของเหล่าอัจฉริยะ ตั้งแต่รุ่นแรกมีศิษย์หลายพันคนข้างในวิหารมนุษย์ นี่คือวิหารที่คนส่วนมากรู้จัก”

“ในวิหารสวรรค์จะรวบรวมแค่อัจฉริยะหายากหนึ่งในล้านเท่านั้น พวกเขาจะกลายเป็นผู้ติดตามของราชันย์สวรรค์และได้นามแห่งศิษย์สวรรค์ พวกเขาจะได้วัตถุดิบบ่มเพาะที่ดีที่สุด และมีฐานะเหนือกว่าผู้ติดตามในวิหารมนุษย์ พวกเขามีสิทธิ์ลงโทษผู้ติดตามในวิหารมนุษย์อย่างเป็นธรรม เข้าใจรึยัง?”

ภาพฉิวชางเจี้ยนที่ลงโทษผู้รับใช้เพลิงยังคงสดใหม่ภายในหัวทั้งแปดคน

แม้จะเป็นชะตาของผู้ยิ่งใหญ่อย่างผู้รับใช้เพลิงยังต้องอยู่ในน้ำมือของวิหารสวรรค์

เซิงยี่หลินถามด้วยความหลงใหล

“ท่าน...มีกี่คนในแต่ละรุ่นกันที่ได้เข้าวิหารสวรรค์?”

“กี่คนงั้นเรอะ?”

ฉิวชางเจี้ยนเหน็บแนม

“เจ้าควรจะถามว่าผ่านไปกี่รุ่นกว่าจะได้คนเข้าสู่วิหารสวรรค์ต่างหาก”

อะไรกัน? หนึ่งคนจากหลายรุ่นเนี่ยนะ? คุณสมบัติในการเข้าวิหารสวรรค์ช่างเหนือจินตนาการ

“เอาล่ะ...เริ่มกันเถอะ แสดงวิชาที่แกร่งที่สุดของพวกเจ้ามา”

สี่ศิษย์อสูรในสำนักเริ่มก่อน แต่ละคนแสดงพลังออกมา

ฉิวชางเจี้ยนยังคงนิ่งเงียบ เขามิปริปากออกมาเลย

เขาเงียบจนถึงคราวดงหลิน

“ปกติแล้วเจ้าจะไม่ได้เข้าวิหารมนุษย์ด้วยซ้ำ”

ฉิวชางเจี้ยนออกความเห็น

ดงหลินแทบจะกระอักเลือด ในแคว้นนี้เขาคือศิษย์อสูรระดับสูงสุดและได้รับความนับถืออย่างมาก แต่ในวิหารมนุษย์เขานั้นต่ำกว่ามาตรฐาน!

ดงหลินมิได้มีชะตากับวิหารสวรรค์อย่างไม่ต้องสงสัย...เขานับว่าเป็นแค่คนปกติในวิหารมนุษย์

หลังจากหลงหลิน หนานเฟยก็แสดงพลัง ดวงตาฉิวชางเจี้ยนยังคงสุขุม

“เจ้าถือว่าใช้ได้ น่าจะพอๆกับคนในวิหารมนุษย์”

หนานเฟยหน้าบึ้ง การที่มีฝีมือทั่วไปในวิหารมนุษย์หมายความว่าเขาไม่มีชะตากับวิหารสวรรค์เช่นกัน

เซี่ยจิงหยูกันฟันแน่น ในบรรดาแปดคนนี้นางมีพลังบ่มเพาะต่ำที่สุด...นางกลัวว่าฉิวชางเจี้ยนจะไม่ประทับใจ

หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งนางก็คิดถึงฎีกาสวรรค์ที่ซือหยูสอนนางและลองใช้มัน

เซี่ยจิงหยูหายใจเข้าลึก ปล่อยวางตนให้สงบ...นางนึกถึงวันใต้แสงจันทรากลางมวลบุพผาอันเงียบสงบ ภายใต้ความอบอุ่นจากซือหยูที่โอบกอดอย่างแผ่วเบา นางใช้ดัชนีสวรรค์

เอี๊ยด--

ดัชนีกรีดอากาศด้วยจังหวะอันเป็นเอกลักษณ์ นางราวกับตัวตนอันงดงามจากภาพเขียน

ฉิวชางเจี้ยนตาเป็นประกาย ใบหน้ามีร่องรอยของรอยยิ้ม

“ไม่เลว ฎีกาสวรรค์ของเจ้าล้ำค่าและได้รับการขัดเกลามาอย่างดี...รับพลังจากทั้งจักรวาล จังหวะนั้นโอบล้อมระยะหลายลี้ของทั้งทะเลสาปและขุนเขา สง่างามและมหัศจรรย์! ดูเหมือนข้าจะไม่เสียเที่ยว ข้าเจอคนที่ได้เข้าสู่วิหารสวรรค์แล้ว”

“เจ้ามีนามว่าอะไร?”

ฉิวชางเจี้ยนยิ้มถามอย่างเป็นมิตร

“เซี่ยจิงหยู”

นางสับสน นางจะได้เข้าวิหารสวรรค์งั้นหรือ?

“เอาล่ะ ศิษย์น้องเซี่ย เจ้ามีเวลาเตรียมตัวหนึ่งวันและจัดการเรื่องในโลกมนุษย์นี้ พรุ่งนี้เจ้าจะต้องตามข้าไปวิหารสวรรค์ เรามีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกคนแล้ว”

ฉิวชางเจี้ยนดีใจมาก

อะไรกัน? ทั้งแปดคนต่างตกใจ เซี่ยจิงหยูกำลังจะเข้าสู่วิหารสวรรค์งั้นหรือ?

ทั้งหมดเพราะนางแสดงฎีกาสวรรค์?

มีเพียงเซิงยี่หลินที่ตื่นเต้น เขาประสานมือหัวเราะ

“ยินดีด้วยจิงหยู ดูเหมือนเราจะมีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกันในวิหารสวรรค์แล้วล่ะ ข้าหวังว่าเราจะได้ช่วยเหลือกันในอนาคต”

เขาร่าเริงเมื่อคิดว่าฎีกาสวรรค์คือการแบ่งแย่งระหว่างคนในวิหารสวรรค์และวิหารมนุษย์ เขาที่มีฎีกาสวรรค์น่าจะได้เข้าสู่วิหารสวรรค์เช่นกัน

นี่หมายความว่าเขาจะได้ใช้เวลาร่วมกับเซี่ยจิงหยูมากขึ้น

เขาคิดถึงวิหารสวรรค์ที่ห่างไกลและลึกลับ...แปลกใหม่สำหรับทุกคน เซี่ยจิงหยูเป็นสตรีจะต้องไม่สบายใจอยู่แล้ว แต่เขาและเซี่ยจิงหยูมาจากที่เดียวกัน พวกเขาจะต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นแน่แท้

ด้วยการปฏิสัมพันธ์นั้นเอง เซี่ยจิงหยูอาจจะตกหลุมรักเขาและตกลงวิวาห์กัน

ด้วยความคิดนี้เขาก็สบายใจและมีไฟ

ซือหยู...ซือหยู...ชนะข้าแล้วมันยังไง? เซี่ยจิงหยูที่สุดก็ต้องเป็นผู้หญิงของข้า เจ้าจะนับถือข้าจากโลกมนุษย์ก็ได้นะ!

เซี่ยจิงหยูถอนหายใจ

ฉิวชางเจี้ยนมองอย่างประหลาดใจ

“เจ้ามีฎีกาสวรรค์เหมือนกันรึ? แสดงมันออกมาเร็วๆ”

เซิงยี่หลินนั้นเป็นคนหยาบคาย แต่เขาก็ดูอ่อนน้อมลงเมื่อแสดงฎีกาสวรรค์

แสงโอบล้อมร่างเขา เขาปล่อยหมัดทั้งสิบออกมา มันดูสลับซับซ้อนด้วยแสง ยากจะแยกภาพลวงตาและภาพจริง

เขาพอใจที่ได้แสดงฎีกาสวรรค์ เซิงยี่หลินมองฉิวชาวเจี้ยน...ที่เย็นชาลง

ใบหน้าคาดหวังของฉิวชางเจี้ยนหายไป แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง

“ธรรมดายิ่งนัก ต่ำกว่ามาตรฐานวิหารมนุษย์”

คำพูดนี้ฟาดเซิงยี่หลินอย่างแรง

“แต่...แต่ข้ามีฎีกาสวรรค์นะ เซี่ยจิงหยูยังเข้าวิหารสวรรค์ได้เลย...ทำไมข้าได้แค่วิหารมนุษย์ล่ะ?”

เขาเสียงสั่น

ฉิวชางเจี้ยนตาซึม

“ฎีกาสวรรค์แบ่งเป็นหลายระดับ ขั้นต้น กลาง และขั้นสูง ฎีกาสวรรค์ของศิษย์น้องเซี่ยเป็นฎีกาสวรรค์ขั้นกลาง หากบ่มเพาะมันก็เป็นไปได้มากที่จะเทียบเคียงราชันย์สวรรค์ เจ้าเทียบกับนางมิได้”

ยังมีระดับในฎีกาสวรรค์อีกงั้นเรอะ?

เซิงยี่หลินตกตะลึง ใจเขาหล่นจากสวรรค์ไปสู่นรก เขาครางอย่างขมขื่น

“กลายเป็นว่าฎีกาสวรรค์ของข้าเป็นแค่ขั้นต้นงั้นรึ...”

เมื่อได้ยิน ฉิวชางเจี้ยนตวาดใส่อย่างไร้ปรานี

“ขั้นต้นรึ? เจ้าประเมินฎีกาสวรรค์ของเจ้าเกินไปแล้ว ฎีกาสวรรค์ของเจ้ายังมิได้รอยขีดข่วนของขั้นต้นเลย ทุกคนในวิหารมนุษย์ใช้เวลาแค่ปีเดียวก็บรรลุระดับของเจ้าได้แล้ว”

อะไรกัน? ยังไม่ถึงพื้นของขั้นต้นงั้นรึ? เซิงยี่หลินตัวสั่นราวกับถูกน้ำเย็นสาด

ฉิวชางเจี้ยนโบกมือ

“เอาล่ะ พวกเจ้ากลับไปได้แล้ว ศิษย์น้องเซี่ยจะกลับวิหารสวรรค์กับข้าพรุ่งนี้ พวกเจ้าที่เหลือให้รอคำชี้แนะ ในสิบวันจะมีคนจากวิหารมนุษย์มาเอาตัวเจ้าไป”

หลังพูดจบฉิวชางเจี้ยนก็ยืนขึ้น

“ศิษย์พี่ฉิว ข้าขอแนะนำอีกคนได้หรือไม่ เขาจะต้องเป็นที่พอใจแน่นอน”

เซี่ยจิงหยูยิ้มกว้างราวกับบุพผายามคิมหันต์

ฉิวชาวเจี้ยนเลิกคิ้ว

“โอ้? ใครกันที่ศิษย์น้องเซี่ยจะแนะนำ?”

Banshee

ติชมให้กำลังใจ กดไลค์แฟนเพจมาคุยกันได้เลยจ้าาา

จบบทที่ DND.63 - วิหารสวรรค์และมนุษย์

คัดลอกลิงก์แล้ว