เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

DND.62 - ชีวิตและความตายของดยุค

DND.62 - ชีวิตและความตายของดยุค

DND.62 - ชีวิตและความตายของดยุค


ครืน---

ซือหยูหมดอาลัยตายอยาก...การต่อสู้นี่มิอาจทำให้เขาเจ็บกายได้อีก แต่ละการโจมตีของเขาห่อหุ้มไปด้วยความป่าเถื่อนและจิตสังหาร

“ดาบอสูร!”

“สายฟ้าดาราม่วง!”

ในด้านพลัง ฟางหยุนมากกว่าซือหยูแน่นอน

แต่ซือหยูมิเกรงกลัวความตาย ฟางหยุนมิอาจใช้ความกลัวตายมาข่มเหงเขาได้อีกแล้ว...และซือหยูที่มิเกรงกลัวความตายผู้นี้ช่างรับมือเหลือเกิน

สีหน้าของผู้รับใช้เพลิงหมองหม่น ผู้ประเมินต้องมีปัญหากับเด็กน้อยคนเดียวขนาดนี้เชียวรึ!

เขาค่อยๆยืนขึ้น รังสีอันทรงพลังแผ่ไปทั่ว

ผู้ประเมินทั้งสิบสองหน้าถอดสี

ผู้รับใช้เพลิงกำลังจะจัดการซือหยูด้วยตัวเองงั้นหรือ?

เขามีพลังระดับแปด เป็นตัวตนอันไร้เทียมทาน

รังสีแข็งแกร่งแผ่กระจายราวคลื่น โลหิตในตัวซือหยูไหลเวียนอย่างยากลำบาก

เพียงการปล่อยพลังก็ทำให้เกิดผลลัพธ์อันน่ากลัว...หากเขาโจมตีซือหยู...เขาคงจะป้องกันตัวไม่ได้แน่

แต่ก่อนที่ผู้รับใช้เพลิงจะโจมตี ก็เกิดแสงกระจายไปทั่วลานประลอง

ฟึ่บ--

ร่างชายหนุ่มยืนอยู่ที่หน้าลานประลอง

เขาสวมชุดขาวธรรมดาสะอาดสะอ้าน

เขามีคิ้วบางและดวงตาอันเปล่งประกาย รูปลักษณ์อ่อนโยนและงดงามมาพร้อมกับกล้ามเนื้อแข็งแรง เขายิ้มบางๆและมองรอบๆ

ใบหน้าหมองหม่นของผู้รับใช้เพลิงเปลี่ยนทันทีหลังจากสังเกตเห็นชายหนุ่ม

ตึก ตึก ตึก--

ผู้รับใช้เพลิงยืนขึ้นอย่างกังวลทันที เขากลัวชายหนุ่มที่ก้าวเข้ามาและคุกเข่าลงทันที

“ข้า...ผู้รับใช้เพลิง...ยินดีต้อนรับศิษย์สวรรค์ฉิว!”

ผู้ประเมินทั้งสิบสองหน้าถอดสีไปตามๆกัน แม้ฟางหยุนก็สั่นกลัว...แววตาทั้งเกรงกลัวและเคารพนับถือ

ฟางหยุนผลักซือหยูและรีบวิ่งไปทางผู้ประเมินทั้งสิบสองเพื่อทำความเคารพ

ทุกคนทั้งผู้ประเมินและผู้รับใช้เพลิงอยู่ในความตกตะลึง...มิกล้าแม้หายใจ

ลานประลองเงียบกริบราวกับไร้ผู้คน

ผู้รับใช้เพลิง หัวหน้าแห่งผู้รับใช้ทั้งเก้าและผู้ประเมินทั้งสิบสามที่ครองทุกสำนักในแคว้น เหตุใดจึงต้องทำความเคารพเด็กหนุ่มผู้นี้?

และเด็กหนุ่มผู้นี้ยังทำตัวได้อย่างปกติ เขายืนเอามือไพล่หลังอย่างสุขุม

เขามองไปรอบๆและเห็นศีรษะขององค์ชายหนึ่งและดยุคเซี่ยนหยู และเริ่มถาม

“บอกข้า เรื่องทั้งหมดเป็นเช่นใด?”

นี่คืองานประชุมศักดิ์สิทธิ์...มันไร้ระเบียบเช่นนี้เชียวหรือ?!

เรื่องมาถึงจุดที่ผู้ประเมินต้องต่อสู้กับเด็กหนุ่มบนลานประลอง

ดวงตาของผู้รับใช้เพลิงสั่นระริกด้วยความกลัว เขาค่อยๆเลือกคำพูดอย่างระวัง

“ศิษย์สวรรค์ฉิว...มีฆาตกรในงานนี้ เขาทำร้ายผู้ประลองคนอื่นและสังหารคนในราชวงศ์ เราต้อง...เรากำลังจัดการกับเขา”

“เรื่องเป็นเช่นนี้รึ?”

เด็กหนุ่มตระกูลฉิวเหลือบตามองสิบสามผู้ประเมิน

ผู้ประเมินทั้งสิบสองยืนนิ่งมิกล้าปริปาก

ผู้ประเมินทั้งหมดอยู่ภายใต้ผู้รับใช้เพลิง...ชีวิตของพวกเขาอยู่ใต้เงื้อมมือของผู้รับใช้เพลิง พวกเขาจะพูดอย่างที่ต้องการได้อย่างไร? หากผู้รับใช้เพลิงไม่พอใจพวกเขาจะต้องแย่แน่

“ศิษย์สวรรค์ฉิว...ถูกต้องตามนั้น! ชายผู้นั้นป่าเถื่อนไร้ปรานี ข้ากำลังจับตัวเขา”

ฟางหยุนรีบตอบทันที

เรื่องเป็นแบบนี้จริงๆ!

เด็กหนุ่มตระกูลฉิวมองซือหยูอย่างเย็นชาและยกนิ้วขึ้นเตรียมจะจบชีวิตซือหยู

ฟึ่บ--

ทันใดนั้นเอง ร่างผอมบางก็บินมาขวางหน้าซือหยู

นางงดงามราวกับเทพธิดา ดวงตาอันน่าหลงใหลปะทุไปด้วยความโกรธ

“ท่าน...อย่าไปเชื่อสองคนนั้น! ผู้รับใช้เพลิงแสร้งไม่สนใจผู้ติดตามที่จะสังหารผู้ประลองและไม่เคารพต่อกฎของการประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตู้หยุนเทียนพยายามสังหารซือหยูต่อหน้าทุกคน...แต่เขาเทียบกับซือหยูไม่ได้...จึงบาดเจ็บ”

“ผู้รับใช้เพลิงจึงโกรธและกล่าวโทษซือหยู ส่วนเรื่ององค์ชายหนึ่ง เขากับซือหยูมีเรื่องส่วนตัวต่อกันมาช้านาน”

เซี่ยจิงหยูรวบรวมความกล้า...นางยืนขวางซือหยูแม้ทุกคนจะหวาดกลัว เซี่ยจิงหยูพูดความจริง

ผู้รับใช้เพลิงโกรธจนคลั่ง เขามองด้วยความโกรธ

“เจ้า! อย่าพูดเรื่องไร้สาระ...”

“เจ้าคือซือหยูสินะ”

เด็กหนุ่มตระกูลฉิววางมือลงและพูดแทรกผู้รับใช้เพลิงเมื่อรู้เรื่องราวแล้ว

อะไรกัน...ทั้งผู้รับใช้เพลิงและฟางหยุนตกตะลึง ศิษย์สวรรค์ฉิวรู้จักซือหยูเช่นนั้นหรือ?

“เข้ามา”

ศิษย์สวรรค์ฉิวขยับมือและก็มีสามคนเข้ามาในลานประลอง

สามคนคือปรมาจารย์ ไป่ชี่เซียง และองครักษ์เฉิน!

ซือหยูมองด้วยจิตสังหาร

“ไป่ชี่เซียง! องครักษ์เฉิน! พวกเจ้า!”

“อย่างนี้นี่เอง”

ศิษย์สวรรค์ฉิวลูบคาง...ทุกอย่างเริ่มชัดเจนแล้ว

เขามองซือหยูและพยักหน้า

“ใช่แล้ว องค์ชายหนึ่งส่งคนมาลอบสังหารเจ้า เขาควรถูกประหาร เจ้าทำดีแล้วที่ฆ่าเขา...ข้าจะได้ไม่ต้องลงมือเอง”

ทั้งลานประลองโกลาหลทันที

องค์ชายหนึ่งส่งคนมาสังหารผู้มีบัญชาศักดิ์สิทธิ์งั้นรึ? เขาไม่ได้เรียนรู้จากกษัตริย์องค์ก่อนเลยหรือไงกัน? ประวัติศาสตร์อันยาวนานนั้นทำให้คนลืมการลงโทษด้วยมือวิหารศักดิ์สิทธิ์งั้นรึ?

“สำหรับพวกเจ้าสองคน ไป่ชี่เซียงและองครักษ์เฉิน ข้าจะให้ซือหยูตัดสินชะตาของพวกเจ้า ความเป็นความตายพวกเจ้าอยู่ในมือเขา”

ศิษย์สวรรค์ฉิวมองผ่านไป่ชี่เซียงและองครักษ์เฉินอย่างเย็นชา

“สำหรับเจ้า ปรมาจารย์...เจ้ามิได้เพียงแต่รู้เรื่องความผิดขององค์ชายหนึ่ง แต่เจ้ายังช่วยปกปิดความผิด ให้ความตายของเจ้าเป็นบทเรียนแก่ทุกคนที่นี่เสียเถอะ”

เป๊าะ--

ศิษย์สวรรค์ฉิวดีดนิ้วและคลื่นพลังปราณอันรุนแรงก็เจาะทะลุผ่าน

อ๊าก---

ปรมาจารย์ผู้มีพลังระดับเจ็ดขั้นสูง...มิได้มีโอกาสให้ซ่อนตัว เขาตายทันทีตั้งแต่ยังมิได้ล้มลงกับพื้น

ความกลัวแทรกซึมไปยังหัวใจของทุกคน ศิษย์สวรรค์ฉิวตั้งใจฆ่าเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู

การลอบสังหารผู้มีบัญชาศักดิ์สิทธิ์มิได้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว หลายคนอาจจะลืมบทเรียนครั้งอดีต...เขาจึงต้องเตือนผ่านโลหิต!

ศิษย์สวรรค์ฉิวมองตู้หยุนเทียนด้วยจิตสังหาร

“เจ้าละเมิดข้อห้ามที่ห้ามสังหารผู้ประลอง เจ้าสมควรตายมิต่างกัน!”

เป๊าะ--

เขาดีดนิ้วเพื่อจบชีวิตตู้หยุนเทียน

“แม้ซือหยูจะทำให้ตู้หยุนเทียนบาดเจ็บหนัก แต่ก็เป็นตู้หยุนเทียนที่ลงมือก่อน ดังนั้นข้าจะไม่สืบสวนเรื่องนี้ต่อไป”

ศิษย์สวรรค์ฉิวตัดสินอย่างเป็นธรรม

ในที่สุดเขาก็เหลือบไปมองผู้รับใช้เพลิงและฟางหยุน

“ผู้รับใช้เพลิง...ราชันย์ศักดิ์สิทธิ์มอบหน้าที่ดูแลเฟิงหลินแก่เจ้า...ท่านเชื่อใจเจ้า แต่เจ้ากลับใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตน เจ้ามิเคารพต่อคำชี้แนะของราชันย์ศักดิ์สิทธิ์ ทั้งยังทำให้งานประชุมศักดิ์สิทธิ์ต้องแปดเปื้อน กระทบไปถึงชื่อเสียงของวิหาร เจ้าสำนึกผิดบ้างหรือไม่?”

ผู้รับใช้เพลิงตัวสั่น หัวใจเขาเย็นเฉียบ ความชิงชังต่อเซี่ยจิงหยูเอ่อล้นออกมา

หากไม่ใช่เพราะนาง คงจะไม่มีใครในเฟิงหลินทำอะไรได้ และเขาก็จะควบคุมทุกอย่างได้

“ฮื่ม! ไม่รู้สำนึก!”

ศิษย์สวรรค์ฉิวรับรู้ถึงความชิงชังในใจผู้รับใช้เพลิงในพริบตา

“วิหารมิต้องการคนเหลวแหลกเช่นเจ้า!”

“ข้า ในนามแห่งศิษย์สวรรค์ ประกาศว่านับแต่วันนี้ เจ้าถูกขับไล่ออกจากวิหารศักดิ์สิทธิ์”

“และการกระทำอันโหดร้ายของเจ้า ข้าต้องทำลายพลังบ่มเพาะของเจ้าเพื่อมิให้เจ้าไปทำอันตรายผู้ใดได้อีก”

เด็กหนุ่มตระกูลฉิวไร้ปรานีและไม่ให้เวลาผู้รับใช้เพลิงทันตั้งตัว เขาซัดพลังปราณใส่แหล่งกำลังภายในของผู้รับใช้เพลิงทันที

อ๊าก--

ผู้รับใช้เพลิงร้องโหดหวย เส้นเลือดภายในของเขาฉีกขาด...พลังปราณไหลเวียนมิได้อีกต่อไป เขาใช้พลังไม่ได้อีกต่อไปและกลายเป็นเพียงชายแก่ธรรมดา

“สำหรับเจ้า!”

เด็กหนุ่มตระกูลฉิวจ้องฟางหยุนอย่างเย็นชา

“เจ้าระเริงในอำนาจและโป้ปดต่อวิหารศักดิ์สิทธิ์ สมควรถูกประหาร”

“อ๊าา! ไม่!!”

ฟางหยุนตะโกนร้อง

แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังระดับเก้า เขามิอาจทำสิ่งใดได้ เขาถูกสังหารทันทีเพียงเพราะนิ้ว

ทุกคนอ้าปากค้าง

ศิษย์สวรรค์ฉิวเป็นใครกันแน่?

เขาเด็ดขาดไร้ปรานี ตั้งแต่ที่ปรากฏตัวขึ้นเขาสังหารคนไปสามคนและทำลายพลังบ่มเพาะของผู้รับใช้เพลิง

มันน่าสยดสยองยิ่ง...มิเคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์

แต่ภาพลักษณ์ของวิหารศักดิ์สิทธิ์ถูกกอบกู้ขึ้นมาอีกครั้งอย่างมิต้องสงสัย ยังคงมีความยุติธรรมในวิหารศักดิ์สิทธิ์ คนเช่นผู้รับใช้เพลิงและฟางหยุนเป็นเพียงอีกาในฝูงหงส์

หลังสังหารฟางหยุน ศิษย์สวรรค์ฉิวก็มองสิบคนในที่เตรียมประลอง...หรือจะเรียกว่าแปดคน...ซือหยูขาดสิทธิ์ไปแล้วและตู้หยุนเทียนถูกสังหาร...ที่เหลือทั้งแปดจึงถือเป็นเหล่าผู้เปี่ยมพรสวรรค์

“พวกเจ้าคืออัจฉริยะศักดิ์สิทธิ์รุ่นนี้ใช่หรือไม่? เช่นนั้น...ตามข้ามา...รับการทดสอบ”

ศิษย์สวรรค์ฉิวสั่งอย่างใจเย็นและพาพวกเขาไปสู่ห้องลับ

เซี่ยจิงหยูคือหนึ่งในแปดคน

“ซือหยู...”

นางหยุดเดินเมื่อผ่านซือหยู

นางขบริมฝีปาก ซือหยูเสียสิทธิ์ในการเข้าสู่วิหาร...ยากที่นางจะได้พบซือหยูอีก

หลังการสังหารหมู่ จิตสังหารในซือหยูหายไปมาก โลหิตแดงก่ำในดวงตาหายไปเหลือเพียงร่องรอย

เมื่อมองหน้าเซี่ยจิงหยูเขาก็รู้สึกถึงความอบอุ่น ในยามวิกฤติ...มีเพียงเซี่ยจิงหยูที่มาช่วยเขา

“ข้าไม่เป็นไร ตั้งใจบ่มเพาะพลังในวิหารให้ดีเถอะ”

ซือหยูรู้ดีว่านี่อาจจะเป็นการพบกันครั้งสุดท้ายของพวกเขา

หนึ่งคนคืออัจฉริยะสวรรค์ขณะที่อีกคนคือผู้หลงทางในโลกมนุษย์...ช่องว่างระหว่างพวกเขาห่างขึ้นเรื่อยๆ

เซี่ยจิงหยูมิอาจทนต่อการจากซือหยู นางมองซือหยูโดยไม่กระพริบตาแม้เพียงครั้ง

หากซือหยูขอให้นางอยู่...นางจะไม่ปฏิเสธเลย

“ไปซะ”

ซือหยูยิ้ม หัวใจทุกข์ทรมาน

เหตุใดเจ้ามิขอให้ข้าอยู่ต่อ? เซี่ยจิงหยูจิตใจว่างเปล่า

ในตอนนั้นคนข้างหลังก็เร่งนางให้รีบเดิน นางมองซือหยูอยู่นานก่อนจะเดินจากไป

เมื่อนางจากไปซือหยูก็รู้สึกอ้างว้างทันที เหลือเขาคนเดียวลำพังอีกครั้ง

ดยุคสิ้นชีวี เซี่ยนเอ๋ออยู่แดนไกล สหายจิงหยูเพียงหนึ่งเดียวเข้าสู่วิหารศักดิ์สิทธิ์

มิเหลือผู้ใด...คนเดียวลำพัง

...

เมื่อรู้สึกตัว ซือหยูก็ก้มลงหาที่เก็บศีรษะดยุคเซี่ยนหยู

แต่เขาก็เห็นขาคู่หนึ่งในสายตา

เขาเงยหน้าขึ้นเห็นแววตานับถือองค์ชายสามและรอยยิ้มอันประหลาด

หลินเสี่ยวยืนอยู่ข้างเขาด้วยแววตานับถือมิต่างกัน เขาหัวเราะ

“ซือหยู...ให้ข้ามอบของขวัญแก่เจ้าเถิด”

หลินเสี่ยวปรบมือและที่ทางเข้าก็มีชายวัยกลางคนตัวผอมซีดเดินเข้ามาพร้อมกับคนรับใช้สองคนที่ช่วยพยุง

ซือหยูตกตะลึง เขาตัวแข็งทื่อราวกับโดนสายฟ้าฟาด

“ท่านพ่อ?!”

ซือหยูขยี้ตาอย่างไม่เชื่อสิ่งที่เห็น นั่นคือดยุนเซี่ยนหยูที่อ่อนแอซูบผอม ซือหยูจำผิดกับคนอื่นได้ยังไง?

แล้วศีรษะที่วางอยู่นั้นของใครกัน?

หลินเสี่ยวยกศีรษะบนพื้นขึ้นและลอกชั้นผิวหนังเปิดเผยใบหน้าของคนแปลกหน้า

“เขาคือคนที่องค์ชายสามช่วยชีวิตเอาไว้ในอดีต ด้วยศิลป์แห่งการปลอมแปลง เขายอมสละชีพเพื่อองค์ชายสาม ตามจริงเขาคือคนที่ตายแทนหากองค์ชายสามถูกจับได้”

“แต่เมื่อชัยชยะของเจ้าแจ่มชัด องค์ชายสามได้เปลี่ยนแผนรักษาชีวิตตนเองเมื่อเห็นการเสียสละของเจ้า องค์ชายสามทิ้งไพ่ตายของท่านให้เจ้า เจ้าควรจะขอบคุณท่าน...หากไม่มีท่าน...ดยุคเซี่ยนหยูต้องตายจริงๆเป็นแน่”

Banshee

ติชมให้กำลังใจ กดไลค์แฟนเพจมาคุยกันได้เลยจ้าาา

จบบทที่ DND.62 - ชีวิตและความตายของดยุค

คัดลอกลิงก์แล้ว