เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

DND.51 - ยอดการประลอง

DND.51 - ยอดการประลอง

DND.51 - ยอดการประลอง


“วายุกระหน่ำ!”

ซือหยูตะโกนชื่อวิชาบ่มเพาะขั้นกลางที่บ่มเพาะจนถึงระดับสามขั้นกลาง!

ฟูิ้วว---

เมื่อซือหยูยกขาพายุหิมะก็เริ่มล้อมรอบทั้งลานประลอง!

วินาทีก่อนลานประลองยังอบอุ่นราวกับทุ่งหญ้า

ในตอนนี้ลานประลองได้เยือกเย็นราวกับขั้วโลก!

พายุหิมะเย็นสุดขั้วมาจากขอของซือหยู

ที่ขาของซือหยูมีพายุหมุ่นกระหน่ำต่อเนื่องราวกับมังกรเหมันต์ที่คำรามและโปรยปรายหิมะไปทั่วฟ้าดิน

ขาซือหยูที่ร้องคำรามเข้าปะทะอย่างรุนแรงกับอาชานับล้านตัวที่พุ่งเข้ามา!

ตู้ม--

ดวงตาดุร้ายของชานหลี่ตกตะลึง!

ขาของเขาปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งหนา

ชานหลี่รู้สึกถึงความเย็นเฉียบที่เจาะทะลุเนื้อหนังไปถึงกระดูกจากทั้งร่างกาย รวมถึงเส้นโลหิตในร่าง!

พลั่ก--

ชานหลี่สั่นจากความเย็น เขาเสียการทรงตัวและล้มลงก้นจ้ำเบ้า

ซือหยูยังคงยืนอยู่ที่เดิมอย่างใจเย็นและไม่รู้เรื่องราว เส้นผมและชุดของเขาพริ้วไหวไปกับสายลม

ท่วงท่าอันสง่างามนี่สลักลึกลงไปในใจของผู้พบเห็น

ทุกคนเห็นผลการประลองอย่างชัดเจน!

ชานหลี่ตกตะลึง เขารู้สึกถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ซือหยูชนะ!

“องค์ชายสองคือผู้ล้มเหลว อัจฉริยะที่เขาเลือกก็มิต่างกัน ช่างน่าผิดหวัง”

ชานหลี่รู้สึกอัปยศยิ่ง เขาค้านคำของซือหยูไม่ได้ด้วยซ้ำ เขาเทียบกับซือหยูไม่ได้เลย

หลังพูดจบซือหยูก็ออกจากลานประลอง

“ข้าจะออกไปเช่นกัน การประลองพวกนี้ช่างไร้ความหมาย”

ซือหยูไม่ได้รู้สึกอะไรเลยจากการเอาชนะชานหลี่ ชานหลี่เทียบกับหลินเสี่ยวไม่ได้ด้วยซ้ำ

ผู้ชมต่างอ้าปากค้าง

ดงหลินเป็นผู้มีพลังระดับหกอันน่ากลัวและชนะชางหลิงอย่างหมดจดตามคาด

แต่ซือหยูที่มีพลังระดับห้าขั้นต้น เขาชนะชานหลี่ที่มีพลังระดับห้าขั้นสูงในกระบวนท่าเดียว!

เทียบพลังกันแล้ว ชานหลี่แข็งแกร่งกว่าชางหลิงซะอีก!

“เห็นด้วยตาแล้วดูเหมือนข่าวลือเรื่องบุตรเขยดยุคเซี่ยนหยูจะเป็นความจริง!”

“ฮื่ม! นั่นมิใช่แค่ข่าวลือรึ? ราชาระดับเงินที่เอาชนะราชาทองคำทั้งสองรุ่นในคราวเดียวและยังชนะศิษย์อสูรในกระบวนท่าเดียว! ยังว่ากันอีกว่าเขามีฎีกาสวรรค์!”

….

ไม่นานข่าวลือเรื่องซือหยูก็แพร่กระจายไปทั่ว

เรื่องที่ตำหนักเซี่ยนหยูทำให้ประชาชนในแคว้นเป็นห่วงดยุคเซี่ยนหยูเพราะเขาคือดยุคที่ทรงอำนาจที่สุดในขณะนี้!

แต่สำหรับบุตรเขยของเขาแล้ว มีคนไม่มากนักที่รู้จัก จึงมีเพียงข่าวลือเท่านั่น

แต่ซือหยูที่แสดงพลังออกมาก็ทำให้คนที่เห็นต้องตกตะลึง

เขาคือตัวแทนที่แกร่งที่สุดรองจากหยุนเทียนและดงหลินอย่างไม่ต้องสงสัย!

องค์ชายหนึ่งนึกถึงเรื่องในตำหนักเซี่ยนหยู ซือหยูต่อต้านเขาด้วยพลังทั้งหมดที่มีแต่ก็เกือบตายเพราะเขา หรือจะบอกว่าซือหยูแพ้องค์ชายหนึ่งด้วยการโจมตีเดียวก็ได้!

แต่ในเวลาอันสั้นเช่นนี้ ซือหยูเอาชนะผู้ที่มีพลังเท่าองค์ชายหนึ่งอย่างง่ายดายได้ยังไง?

พลังของเขาช่างน่ากลัว!

ความกลัวเจาะทะลุสมองขององค์ชายหนึ่ง

เขาเสียใจที่ยื่นมือไปยุ่งกับดยุคเซี่ยนหยู...มันเป็นความผิดมหันต์!

องค์ชายหนึ่งจ้องซือหยูด้วยจิตสังหาร เขาจะปล่อยซือหยูให้รอดไปไม่ได้!

หลังงานประชุมศักดิ์สิทธิ์เขาจะจับซือหยูด้วยข้อหากบฎที่ฆ่าองค์ชายสองและทำให้คนทั้งแคว้นไล่ล่าซือหยู เขาจะไม่ให้เวลาซือหยูแม้เพียงเสี้ยวเดียว!

องค์ชายสามนับถือซือหยูด้วยความประทับใจ

แม้จะเผชิญหน้ากับคนขององค์ชายสอง แม้จะเต็มไปด้วยความชิงชัง

...ซือหยูก็มิได้แสดงพลังที่แท้จริงออกมา

หยุนเทียนมองซือหยู

“วิชาขาของชานหลี่ลื่นไหล เขาเป็นหนึ่งเดียวกับวิชา มีประสบการณ์สู้จริงมากมาย ควรได้รับคำชม ไม่เลว”

“ซือหยูพลังบ่มเพาะอ่อนแอ พื้นฐานย่ำแย่ เขาชนะชานหลี่เพราะพลังของวิชาบ่มเพาะ เขาชนะก็เพราะมีโชค อดทน พลังใจ และพลังที่ปกปิดความหยิ่งยโส”

ผู้ชมต่างใจเย็น หยุคเทียนคือผู้แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาตัวแทน เขาแสดงความเห็นได้ถูกต้อง

...แต่ก็ยังมีอคติต่อซือหยู

เป็นธรรมดาที่จะต่อสู้กับผู้ที่มีพลังเหนือกว่าหนึ่งขั้น แต่มันหายากที่จะสู้กับผู้ที่มีพลังมากกว่าสองขั้น

ซือหยูยักไหล่และไม่สนใจ

หยุนเทียนหยาบคายยิ่งนัก แต่ซือหยูก็ไม่คิดจะตอบโต้

เพราะความเห็นของหยุนเทียนมิได้ผิดไปซะทีเดียว พลังของซือหยูเพิ่มขึ้นอย่างมากจนทำให้พื้นฐานไม่มั่นคง...เขาต้องฝึกหนักกว่านี้

แต่เขาปฏิเสธที่หยุนเทียนบอกว่าเขาชนะเพราะโชค…

ซือหยูแสดงพลังเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น หากเขาใช้พลังเต็มที่จะสังหารชานหลี่ได้ทันที

ดงหลินมองซือหยูอย่าไม่ใส่ใจ

“นับว่าเจ้าผ่าน”

ซือหยูหัวเราะอย่างว่างเปล่า เขาไม่ฟังดงหลิน...เขาไม่คิดจะเป็นสหายกับดงหลินเลย

“ฮื่ม!”

ตลอดมาคือดงหลินที่มองข้ามผู้อื่น แต่ตอนนี้เขากลับถูกซือหยูมองข้าม

“เจ้าอยู่ห่างจากข้าในงานประชุมศักดิ์สิทธิ์จะดีกว่า!”

ซือหยูได้ยินคำขู่ของดงหลิน แต่ก็ไม่คิดจะตอบโต้

องค์ชายสามทำอะไรไม่ได้ ดงหลินปฏิบัติต่อผู้อื่นโดยวัดจากพลัง ยากที่จะเปลี่ยนนิสัยได้

เวลาผ่านไปตัวแทนที่เหลือก็ได้ประลองกระชับมิตรและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

แสงสว่างเปล่งประกายทะลุผ่านท้องนภามืดครึ้ม

ความงดงามยามเช้าหามีสิ่งใจเทียบ

แสงตะวันสลายความมืดมิดแพร่กระจ่ายความอบอุ่นไปทั่วผืนแผ่นดิน ทำให้เหล่าผู้คนเลือดร้อนเพราะความตื่นเต้น!

นี่คือวันประชุมศักดิ์สิทธิ์!

หลังจากหนึ่งปี ลานประลองศักดิ์สิทธิ์ที่ฝุ่นเกาะได้ถูกเปิดขึ้นแล้ว!

เหล่าผู้ชมที่ตื่นเต้นรอด้านนอกและเข้าสู่ลานประลองทีละคน

ที่นั่งที่จุคนได้นับหมื่นเต็มภายในครึ่งชั่วยาม

ที่ด้านนอกคือเหล่าคนที่ผิดหวัง พวกเขาหวังว่าจะมีที่นั่งให้บ้าง

ชายหนุ่มและหญิงสาวกลุ่มใหญ่ต่างหลั่งไหลเข้ามา

พวกเขาคือศิษย์อสูรจาก 13 เขต!

ทุกสำนักจะส่งศิษย์อสูร 10 คนมาเข้าร่วมงานประชุมศักดิ์สิทธิ์เพื่อประลองแย่งมงกุฎศักดิ์สิทธิ์!

ในแคว้นเฟิงหลินอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้

จะมีศิษย์อสูรเป็นเช่นใดกัน?

และในท้ายสุดศิษย์อสูรก็ได้มารวมตัวกันเพื่อยอดแห่งการประลองครั้งนี้!

ที่จุดเตรียมการประลอง มีที่นั่งเตรียมไว้สำหรับเหล่าศิษย์อสูรต่อจากที่นั่งของราชวงศ์

บังเอิญที่พื้นที่ของสำนักเซี่ยนหยูนั้นใกล้กับราชวงศ์มากที่สุด!

หลังจากเซี่ยจิงหยูมาถึงลานประลอง สายตาของนางก็มองหาเงาอันคุ้นเคยอย่างเป็นกังวล

ไม่นานนางก็พบชายหนุ่มในชุดม่วง

ชุดของเขากรีดอากาศผ่านสายตาของนางพร้อมกับผมปลิวไสว

เขารูปลักษณ์งดงามราวทวยเทพ ใบหน้าได้รับการขัดเกลามาอย่างดีและสง่ามาก

ดวงใจอันเหน็ดเหนื่อยของนางผ่อนคลายลงทันที หากชายหนุ่มผู้นั้นปลอดภัย นางก็เบาใจ

“เขาทำให้องค์ชายสามเชื่อใจได้จริงๆ”

เมื่อเห็นซือหยูอยู่กับองค์ชายสามอย่างสงบ เซี่ยจิงหยูก็โล่งใจมาก

เมื่อรู้สึกถึงสายตาที่จับจ้อง ซือหยูก็หันไปมองเซี่ยจิงหยู เขารู้สึกถึงหนี้ชีวิตและความขัดแย้ง

ซือหยูใช้เงาเมฆาเข้าไปหาเซี่ยจิงหยูอย่างรวดเร็ว

เขาอยากจะพูดบางสิ่ง แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร

เซี่ยจิงหยูหน้าแดงและก้มหน้า นางไม่รู้จะพูดอะไรเช่นกัน

เพราะเรื่องน่าอายของทั้งคู่และคำสัญญาที่ยังไม่เติมเต็มของทั้งคู่

เด็กหนุ่มและสาวน้อยที่รูปลักษณ์งดงามนั่งเคียงคู่กัน พวกเขาราวกับถูกดึงออกมาจากภาพเขียนอันงดงาม

“สตรีจากเซี่ยนหยูคือใครกัน? นางงดงามยิ่งนัก หากมองนางแล้วคงยากจะลืมเลือน”

“แล้วบุรุษชุดม่วงนั่นล่ะ? เขางดงามราวกับมิใช่มนุษย์ ข้าอยากจะรู้จักเขาจริงๆ”

ศิษย์อสูรชายจากเซี่ยนหยูต่างอิจฉา

เซี่ยจิงหยูทั้งงดงามและเปล่งประกาย นางสวยงามราวกับเทพธิดา

นางสละความบริสุทธิ์โดยไม่ลังเลเพื่อช่วยซือหยู และพวกเขายังได้ยินเซี่ยหลินฉวนที่อยากจะให้ซือหยูแต่งงานกับนาง

สิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเขาชิงชังซือหยูยิ่งนัก

“ซือหยู เจ้าเป็นตัวแทนจากราชวงศ์ เจ้ามาที่นี่ทำไมกัน?”

ฟางฉิงโจวสีหน้าหม่นหมอง

พ่อของฟางฉิงโจวคือผู้ประเมินสำนักเซี่ยนหยู ซึ่งเขาต้องมางานประชุมศักดิ์สิทธิ์ด้วย

แม้ฟางฉิงโจวจะไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมงานประชุมศักดิ์สิทธิ์ เขาก็จะถูกพ่อพามาดูการประลองอยู่ดี พ่อของเขาหวังว่าหากได้ชมการประลองจะทำให้ฟางฉิงโจวพัฒนาขึ้น

ไม่กี่วันก่อนตระกูลฟางได้พบกับเซี่ยหลินฉวนและรวมกลุ่มกัน

ในตอนนั้นเองฟางฉิงโจวก็ได้ยินเรื่องที่เซี่ยหลินฉวนอยากจะให้เซี่ยจิงหยูแต่งงานกับซือหยู!

ในครั้งแรกฟางฉิงโจวไม่เชื่อ แต่เมื่อเขาได้ข้อมูลมากขึ้นก็พบว่าเซี่ยจิงหยูที่ปฏิเสธเขาอย่างไร้เยื่อใยได้ร่วมเตียงกับซือหยูเพื่อปกป้องเขา!

ฟางฉิงโจวมิเชื่อสิ่งที่ได้ยิน สตรีที่เขาอยากจะแต่งงานด้วยได้หลับนอนกับบุรุษอื่น!

แต่ซือหยูในตอนนี้ต่างกับแต่ก่อนมาก ซือหยูในตอนนี้มีพลังเยอะกว่าฟางฉิงโจวและยังมีบัญชาศักดิ์สิทธิ์ แม้ว่าฟางฉิงโจวจะโกรธก็มิอาจทำอะไรได้

ในตอนนี้เขาพูดกับซือหยูตามธรรมดา แม้ใบหน้าจะขึงขังแต่ก็หวาดกลัวอยู่ภายใน

ว่ากันว่าองค์ชายสองที่มีพลังระดับสี่ขั้นสูงถูกซือหยูสังหารอย่างป่าเถื่อน ใครกันจะอาจหาญเช่นซือหยู?

ฟางฉิงโจวกลัวว่าถ้าหากยั่วยุซือหยูมากนักจะทำให้เขาถูกซือหยูสังหาร

ซือหยูมองไปหาฟางฉิงโจวและเปลี่ยนเป็นสีหน้าเย็นชา

“ทำไมกัน? เจ้ามีอะไรอยากจะพูดงั้นรึ?”

เมื่อรู้สึกถึงจิตสังหารจากซือหยู ฟางฉิงโจวก็ตัวสั่นไปถึงกระดูก เขาหันกลับไปที่เดิมและไม่พูดอะไรอีก

เมื่อพ่อของเขาไม่อยู่ เขาก็มิกล้าใจร้อน

“เจ้าก็แค่พวกที่รังแกคนอ่อนแอ! เจ้าคือคนที่ทำหยาบคายกับสำนัก เจ้าดูถูกพวกเราและศิษย์อสูร ต่อหน้าซือหยูเจ้าก็แค่สุนัขที่ดีแต่เห่า!”

เซี่ยจิงหยูเหยียดหยามฟางฉิงโจว...นางเกลียดคนเช่นนี้มาก

เซี่ยหลินฉวนเข้าใจสถานการณ์ทันที

“ซือหยู เจ้าเคยเป็นศิษย์สำนักเซี่ยนหยู ข้าไม่แนะนำให้เจ้าอยู่ที่นี่นานนักก่อนที่พวกเราจะถูกสงสัย”

ซือหยูมองตระกูลราชวงศ์ด้านหลัง หลายคนกำลังแอบมองเขาอยู่ด้วยความระวังตัว

เขาพยักหน้าและมองเซี่ยจิงหยู เขาลังเลเล็กน้อย

“จิงหยู ข้าจะหาทางอธิบายกับเจ้าให้จงได้”

เซี่ยจิงหยูใจเต้นแรง หน้านางแดงก่ำ นางตอบด้วยเสียงเล็กๆราวกับวิหค

“อื้อ…”

ฟึ่บ-

ซือหยูกระโดดกลับไปยังที่นั่งตระกูลขุนนาง

เมื่อได้ยินชื่อของเซี่ยจิงหยูจากซือหยูก็ทำให้เซิงยี่หลินที่อยู่ไม่ไกลนักขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ

เฉาลี่ชักสีหน้าเช่นกัน

“ฮื่ม! หยาบคายนัก! แม้เขาจะไม่ใช่ศิษย์สำนักเขาก็ยังเป็นห่วงศิษย์พี่เซี่ยและยังเรียกนางว่า ‘จิงหยู’ หรือเขาจะคิดว่าตัวเองเป็นลูกเขยของท่านเซี่ยแล้วเช่นนั้นรึ?”

แต่จิงหยูก็คือชื่อที่เซี่ยจิงหยูให้ซือหยูเรียกนาง

ซือหยูมิใช่ศิษย์สำนักอีกแล้ว เขาไม่ใช่ศิษย์น้องอีกต่อไป เขาจึงไม่ต้องเรียกนางว่าศิษย์พี่

พวกเขายังสนิทกันมาก ไม่แปลกที่จะเรียกกันด้วยชื่อ

“ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง! ถึงจะถูกสังหารในอีกไม่นานก็ยังไม่สาสม!”

เซิงยี่หลินสีหน้าหม่นหมอง

แม้ซือหยูจะรอดเข้ามาในเมืองหลวง ก็ยังมีโอกาสอยู่มากที่จะหนีออกไปไม่ได้

เซิงยี่หลินหันมามองเซี่ยจิงหยูอย่างหลงใหล...

Banshee

ติชมให้กำลังใจ กดไลค์แฟนเพจมาคุยกันได้เลยจ้าาา

จบบทที่ DND.51 - ยอดการประลอง

คัดลอกลิงก์แล้ว