เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

DND.52 - ประชุมศักดิ์สิทธิ์

DND.52 - ประชุมศักดิ์สิทธิ์

DND.52 - ประชุมศักดิ์สิทธิ์


หลังจากคิดชั่วครู่เซิงยี่หลินก็เดินมาหาเซี่ยจิงหยูด้วยรอยยิ้มอบอุ่น

“จิงหยู เจ้าคิดถึงเรื่องที่เราคุยกันหรือยัง?”

เซี่ยจิงหยูเงยหน้าขึ้น ใบหน้าชมพูระเรื่อถอดสี นางพูดกับเซิงยี่หลินอย่างเย็นชา

“ขอบคุณศิษย์พี่เซิงกับความเอื้อเฟื้อ...แต่โปรดเรียกข้าว่าศิษย์น้องจะดีกว่า...ข้ามิอยากให้คนอื่นคิดว่าพวกเราสนิทเกินกว่าที่เป็นอยู่”

เดือนก่อนเซิงยี่หลินได้บอกว่าเขาแสดงฎีกาสวรรค์ให้เซี่ยจิงหยูได้

เหตุผลก็เป็นเพียงเรื่องเดียว เขาต้องการให้เซี่ยจิงหยูยอมเป็นหมั้นด้วย แล้วเขาจะแสดงฎีกาสวรรค์ให้นางได้เรียนรู้

ตามจริงแล้วข้อเสนอของเซิงยี่หลินก็คุ้มค่าอย่างมาก ฎีกาสวรรค์คือยอดแห่งวิชา อัจฉริยะนับหมื่น จะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นได้เข้าใจฎีกาสวรรค์

ในอาณาจักรเฟิงหลินอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ ทั้งผู้มีพรสวรรค์และกษัตริย์ปรากฏตัวขึ้นใหม่ตลอดเวลา แต่ผู้ที่เข้าใจฎีกาสวรรค์นั้นมีเพียงหยิบมือเดียว

ฎีกาสวรรค์ล้ำค้ามาก แม้จะเป็นสายเลือดใกล้ชิดที่สุดก็มิอาจส่งต่อให้ได้

เซิงยี่หลินที่สละเพียงนี้ เขาย่อมต้องการสิ่งแลกเปลี่่ยน

แต่น่าเสียดายที่เซี่ยจิงหยูปฏิเสธเขา…

และในตอนนี้นางก็ปฏิเสธอีกครั้ง...อย่างหนักแน่น

ทั้งข้อเสนอและการพยายามเรียกชื่อ ‘จิงหยู’ แทนชื่อเต็ม ทั้งสองอย่างถูกปฏิเสธอย่างเย็นชาและหนักแน่น เซี่ยชิงหยูสะบั้นทุกความสัมพันธ์ที่เขาต้องการ

เซี่ยจิงหยูถอนหายใจอย่างช้าๆ บุรุษทุกคนเป็นแบบเดียวกันหรืออย่างไร? นางรู้สึกหงุดหงิดในใจ ความงดงามเป็นทั้งพรและคำสาป นางต้องทนทรมานกับการที่มีอาจมีสหายเป็นบุรุษที่ไม่หวังอะไรในตัวนาง

เช่นเซิงยี่หลินที่ดูเหมือนจะจริงใจและตรงไปตรงมา แต่แท้จริงเขากลับซ่อนเร้นความตั้งใจที่มีต่อเซี่ยจิงหยูถึงสองปีเต็ม

เขาใช้ความเป็นศิษย์พี่เพื่อนเข้าหาเซี่ยจิงหยู และดูเหมือนว่าจะไม่มีแรงจูงใจอันอื่น นางคิดว่าในที่สุดนางก็ได้สหายที่เป็นบุรุษที่นางเปิดใจด้วยได้

แต่เมื่อเขาได้สำเร็จฎีกาสวรรค์ไม่กี่เดือนก่อน เขาก็เริ่มมั่นใจขึ้น เขารู้สึกว่าจะมีโอกาสได้เป็นราชันย์ศักดิ์สิทธิ์...เขาเริ่มอวดดีและวางท่า เขายังรู้สึกอีกว่าเซี่ยหลินฉวนมองเขาด้วยความนับถือ

เขากลายเป็นคนที่มิได้ซื่อสัตย์ต่อความสัมพันธ์กับเซี่ยจิงหยูอีกต่อไป ความมั่นใจจนเกิดเหตุทำให้เขาเผยความต้องการที่แท้จริง

เมื่อความมั่นใจมาถึงจุดสูงสุด เขาก็ขอเซี่ยจิงหยูหมั้นในไม่กี่เดือนก่อน

หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้แต่ห่างกันขึ้นทุกวัน

เซิงยี่หลินเป็นเพีย’เชื้อเพลิง’ ที่ถูกกระตุ้น เขาเปิดเผยด้านมืดรวมถึงสายตาโลภโมโทสันต่อเซี่ยจิงหยู

นางเดินออกจากเขาอย่างสง่างาม เซี่ยจิงหยูถอนหายใจ โลกนี้หามีบุรุษที่เหมาะสมไม่…

นางที่เศร้าโศกเห็นภาพบุรุษชุดม่วงในใจ

เช่นเดียวกับเซิงยี่หลิน ซือหยูได้สำเร็จฎีกาสวรรค์ แต่ซือหยูก็มิได้ร้องขอสิ่งใดกับนางเมื่อเขาส่งต่อฎีกาสวรรค์ให้เซี่ยจิงหยู มิเพียงเท่านั้น เขายังสอนฎีกาสวรรค์ที่เขารู้ทั้งหมดอย่างไม่ซ่อนเร้นสิ่งใดกับนาง

จากเริ่มแรก ซือหยูมองเซี่ยจิงหยูด้วยแววตาเปล่งประกายเสมอ หามีมลทินใดในตาคู่นั่น

ทั้งหมดก็เพราะธนูที่นางมอบให้เขา ความกตัญญูอย่างบริสุทธิ์เท่านั้นที่นางได้รับจากตัวเขา

เมื่อคิดเช่นนี้เซี่ยจิงหยูก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่ ใบหน้านางราวกับบุพผาบริสุทธิ์ที่งดงามยิ่ง

จริงๆแล้วบุรุษที่คู่ควรอยู่เคียงข้างนางมาตลอดเช่นนี้เอง…

นางรู้สึกสบายใจเมื่อมองซือหยู นางตระหนักได้ในตอนนี้ว่าการแต่งงานกับซือหยูเป็นสิ่งที่ยอมรับได้

หากซือหยูอยู่ข้างนาง นางคงจะอยู่ได้อย่างสบายใจที่สุด

เซิงยี่หลินมองซือหยูอย่างเย็นชา

“ฮื่ม! คนที่เพิ่งเข้าใจฎีกาสวรรค์มันจะได้ซักเท่าไหร่กัน? เทียบระดับฎีกาสวรรค์แล้วมันก็ทนการโจมตีเดียวของข้าไม่ได้หรอก!”

ครืน-- ครืน--

เกิดความวุ่ยวายบริเวณทางเข้าลานประลอง

เหล่าผู้ชมต่างยื่นศีรษะมองดูทางเข้า เขาพบชายวัยกลางคนสิบสามคนที่มีพลังอันน่ากลัวเข้ามาในลานประลองอย่างสง่างาม

ศิษย์อสูรหลายคนส่งเสียงด้วยความนับถือเพื่อพบผู้ประเมินสำนักของตน!

ซือหยูพบฟางหยุนท่ามกลางคนเหล่านั้น!

นั่นคือฟางหยุนที่เล่นนอกกฎและทำให้ซือหยูถูกขับออกจากสำนัก

ความชิงชังต่อฟางหยุนปะทุขึ้นในใจซือหยู

ส่วนอีกสอบสองคน พวกเขาคือผู้ประเมินจากวิหารศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่ต้องสงสัย!

การปรากฏตัวของสิบสามคนจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ทำให้เหล่าผู้ชมตื่นเต้นมาก

ว่ากันว่าทุกคนจากวิหารศักดิ์สิทธิ์คือตัวตนในตำนาน ยากมากที่จะได้พบพวกเขา แต่พวกเขาทั้งสิบสามคนมาปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว!

และพวกเขาทั้งสิบสามคนยังยืนอยู่สองข้างของทางเข้าราวกับจะทำความเคารพใครสักคนที่ยังไม่เข้ามา

พวกเขาโค้งศีรษะอันทรงเกียรติและมิกล้าหายใจแรง

ราวกับพวกเขากำลังต้อนรับผู้สูงส่งและน่ากลัวยิ่ง!

ทั้งลานประลองที่มีคนนับหมื่นเงียบกริบ…

ท่าทางแปลกๆของผู้ประเมินทั้งสิบสามคนทำให้ผู้ชมเต็มไปด้วยความกลัว

ตึก--

ท่ามกลางความเงียบอันน่าประหลาด เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังเข้ามา...ราวกับเขากำลังย่ำอยู่บนหัวใจของคนทั้งลานประลอง

เสียงฝีเท้าบางครั้งเบา บางครั้งหนัก ยากที่เหล่าผู้ชมจะบอกว่าผู้สูงส่งคนนั้นอยู่ใกล้หรือไกล

ซือหยูใจสั่น ใครกันที่สร้างเสียงลวงตาได้เช่นนี้?

ตึก--

เสียงดังสลับเบาของฝีเท้าหยุดลง

ที่ทางเข้า มีชายแก่ที่สวมชุดบุพผา

ชายแก่อายุประมาณ 80 ปี ผมขาวราวและแก้มตอบราวกับคนที่เหลือเวลาไม่มาก

แม้เขาจะแก่...แต่ก็เปล่งประกายและน่าตะตกลึงต่อเหล่าผู้ชม

ซือหยูมองเขาเพียงชั่วครู่และรู้สึกเหมือนถูกแทงที่ดวงตาทำให้ต้องหันไปทางอื่นทันที

ผู้ชมรู้สึกไม่ต่างกับซือหยู พวกเขามิอาจมองชายแก่ตรงๆ!

ซือหยูใจสั่น เขาตกใจมาก หรือชายผู้นี้คือราชันย์ศักดิ์สิทธิ์?

“ยินดีต้อนรับท่าน!”

ผู้ประเมินสิบสามคนคุกเข่าลงทันที

เสียงของพวกเขาดังก้องไปถึงสวรรค์

ชายแก่คือหนึ่งในเก้าผู้รับใช้แห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์

ราชันย์ศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่มีเวลาจัดการเรื่องทางโลก เรื่องทางโลกทุกอย่างล้วนถูกจัดการโดยผู้รับใช้ทั้งเก้า

เพียงประโยคเดียวจากผู้รับใช้ทั้งเก้าก็ทำให้ราชวงศ์แปรเปลี่ยน เมื่อพวกเขาย่ำเท้าก็ทำให้เฟิงหลินสั่นกลัวสามหน

แม้จะเป็นกษัตริย์ที่ป่วยรุนแรงและสภาพย่ำแย่ หากเขารู้ว่าผู้รับใช้จะมา เขาก็ต้องคุกเข่าต้อนรับเช่นกัน

เหล่าจอมยุทธตัวสั่นด้วยความกลัว พวกเขาทุกคนต่างคุกเข่าเพื่อต้อนรับผู้รับใช้

ผู้รับใช้ทั้งเก้าอยู่ในตำแหน่งที่ได้รับการนับถืออย่างมาก แม้จะเป็นผู้แข็งแกร่งก็ต้องโค้งคำนับ!

ผู้รับใช้เดินเข้ามาในลานประลอง เขาคือหัวหน้าผู้รับใช้ทั้งเก้า...ผู้รับใช้เพลิง!

ใบหน้าผู้รับใช้เพลิงไร้อารมณ์ เขาเดินผ่านและไปนั่งบนที่นั่งทรงเกียรติ

ผู้รับใช้เพลิงพูดเบาๆ

“เราเริ่มกันเถอะ”

เสียงของเขาดังสะท้อนราวกับระฆัง เหล่าผู้ชมต่างหวาดหวั่น

ซือหยูสั่นทั้งกายและวิญญาณ

ระดับแปด!

ซือหยูเคยเจอผู้มีพลังระดับแปดมาก่อนที่ตำหนักเซี่ยนหยู ตอนที่องค์ชายหนึ่งทุบสร้อยของเขา เงาเพลิงระดับแปดปรากฏตัวขึ้นและเขาเทียบได้กับผู้รับใช้เพลิงผู้นี้

เขาคือคนที่น่ากลัว เพียงไม่กี่ก้าวก็จะได้เป็นราชันย์ศักดิ์สิทธิ์!

ซือหยูใจสั่น แม้เวลาจะผ่านไปพลังระดับแปดก็ยังคงสั่นไหวตัวเขา

ฟึ่บ--

ผู้ตัดสินกระโดดขึ้นลานประลอง

“งานประชุมศักดิ์สิทธิ์จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว! ผู้เข้าร่วมทุกท่านจะได้รับบัญชาศักดิ์สิทธิ์”

เขาประกาศ

เหล่า 16 มังกรจากตระกูลขุนนางและศิษย์อสูร 130 คนจากทั้ง 13 สำนัก รวมเป็น 146 คน พวกเขาจะได้รับบัญชาศักดิ์สิทธิ์แบบสุ่ม

ซือหยูได้รับบัญชาศักดิ์สิทธิ์ที่ทำจากวัตถุดิบประหลาดและมีเลข 9 สลักเอาไว้

หลังจากที่ผู้เข้าร่วมขึ้นมาที่ลานประลอง ผู้ตัดสินก็หยิบกล่องทมิฬออกมา

เขาล้วงกล่องและหยิบลูกบอลทั้งสิบออกมา

“คนที่ได้หมายเลขเหล่านี้อยู่ในกลุ่มแรก!”

“หมายเลขหนึ่ง สิบเก้า ยี่สิบสาม...”

“คนที่ได้หมายเลขเหล่านี้อยู่ในกลุ่มสอง”

“หมายเลขสี่ หก สิบสาม...”

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ทั้ง 146 คนถูกแบ่งออกเป็น 15 กลุ่ม

14 กลุ่มแรกมี 10 คน

มีเพียงกลุ่มสุดท้ายที่มี 6 หก

และซือหยูยังได้อยู่ในกลุ่มสุดท้าย...เขามีศัตรูเพียงห้าคนเท่านั้น!

หลังจากแบ่งกลุ่มเสร็จ ผู้ตัดสินก็ประกาศเสียงดัง

“รอบแรกจะเป็นการคัดเลือด! ผู้ชนะคนสุดท้ายจากทุกกลุ่มจะมีสิทธิ์เข้าร่วมการตัดสินสิบคนที่แกร่งที่สุด”

สายตาทุกคู่มองไปยังกลุ่มสุดท้าย

มีเพียงหกคนเท่านั้น...โอกาสที่พวกเขาจะได้เป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มจะสูงกว่า 14 กลุ่มที่เหลือ

ศิษย์อสูรจำนวนมากต่างอิจฉากลุ่มที่ซือหยูอยู่

องค์ชายหนึ่งเย้ยหยัน

“โชคดีนักนะ อยู่ในกลุ่มที่มีโอกาสสูงสุด เขาอาจจะมาถึงรอบสิบคนสุดท้ายก็ได้!”

องค์ชายสามหัวเราะ...ซือหยูโชคดีมาก

หากซือหยูอยู่ในกลุ่มที่มีดงหลินกับหยุนเทียนคงจะถูกคัดออกแน่นอน แต่ด้วยการแบ่งกลุ่มเช่นนี้เขาจะมีโอกาสได้ไปถึงสิบอันดับแรก

เซิงยี่หลินที่จับตาดูซือหยูขมวดคิ้ว

“โชคดีจริงๆ! อย่ามาเจอข้าก็แล้วกัน!”

นอกจากจะเป็นกลุ่มที่เล็กที่สุด ซือหยูยังโชคดีเพราะอีกหนึ่งเหตุผล

อีกห้าคนในกลุ่ม ผู้ที่แกร่งที่สุดมีพลังระดับห้าขั้นกลาง อ่อนแอที่สุดคือระดับสี่ขั้นสูง!

ด้วยพลังของซือหยูที่สังหารผู้มีพลังระดับห้าขั้นกลางในเขตเซี่ยนหยูได้...คงไม่มีอะไรต้องกังวล เขาจะต้องเป็นที่หนึ่งในกลุ่มอย่างแน่นอน

รอบคัดเลือกเริ่มขึ้นแล้ว

ผู้รับใช้เพลิงและผู้ประเมินทั้งสิบสามต่างดูอย่างเบื่อหน่าย

แม้จะเป็นการต่อสู้จากศิษย์อสูรที่มากความสามารถที่เกิดขึ้นปีละครั้ง การต่อสู้เหล่านั้นก็มิอาจทำให้ผู้รับใช้และสิบสามผู้ประเมินสนใจได้

รอบคัดเลือกของสิบห้ากลุ่มนั้นเริ่มพร้อมกัน

ตามกฎ สมาชิกแต่ละกลุ่มจะต้องต่อสู้กับทุกคนในกลุ่มอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

หนึ่งวันผ่านไป…

“รอบคัดเลือดจบลงแล้ว ผู้ชนะคือหมายเลขเก้า ซือหยู!”

ผู้ตัดสินประกาศ

ราชาคนแรกของกลุ่มปรากฏตัวแล้ว!

“เจ้าเด็กนั่นโชคดีจริงๆ รอบคัดเลือกเพิ่งจะผ่านมาครึ่งเดียว แต่เขาก็มีสิทธิ์เข้ารอบต่อไปแล้ว”

“เขาโชคดีกว่าที่เจ้าคิดซะอีก...พลังของคนในกลุ่มเขาไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย นอกจากระดับห้าขั้นกลางแล้วคนอื่นก็อ่อนแอเกินไป ถึงจะเป็นข้าก็อยู่ในสิบห้าอันดับแรกได้”

“เจ้าอย่าประมาทเขาดีกว่า เจ้าไม่เห็นตอนที่เขาสู้กับระดับห้าขั้นกลางรึไง? เขาชนะในกระบวนท่าเดียว! นั่นแสดงว่าเขาต้องสู้กับคนที่มีพลังมากกว่าระดับห้าขั้นกลางได้”

องค์ชายหนึ่งเยาะเย้ย

“ถึงมันจะโชคดี มันก็เป็นแค่ขยะอยู่วันยังค่ำ”

องค์ชายสามหัวเราะและไม่ออกความเห็น เขามุ่งความสนใจอยู่กับดงหลิน

เมื่อราชาคนแรกปรากฏตัวขึ้นเหล่าแขกก็ให้ความสนใจ

แต่ราชามีพลังแค่ระดับห้าขั้นต้น พวกเขาต่างแอบส่ายหัว

ผู้รับใช้เพลิงมองไปทางอื่นอย่างไม่สนใจ

มีเพียงฟางหยุนที่ตกตะลึง

ย้อนกลับไปในวันที่เขาขับซือหยูออกจากสำนัก เขาไม่คิดเลยว่าซือหยูจะโชคดีถึงขนาดต่อสู้จนถึง 15 อันดับแรก!

ซือหยูกลับมาที่จุดเตรียมต่อสู้และสังเกตการประลองของสิบสี่กลุ่มที่เหลือ

หยุนเทียน เซิงยี่หลิน และดงหลินคือผู้ที่มีคนจับตามองสูงสุด!

พวกเขาทั้งสามคนคือผู้ที่มีพลังระดับหก

และหยุนเทียนยังมีพลังระดับหกขั้นกลาง!

หลินเสี่ยวแอบยื่นกระดาษให้องค์ชายสาม

เมื่อองค์ชายสามดูกระดาษเขาก็สั่นกลัวหน้าซีดทันที!

เขามองดงหลินที่อยู่บนลานประลองอย่างเป็นกังวล

ซือหยูสังเกตเห็นองค์ชายสามที่สีหน้าแปรเปลี่ยน องค์ชายสามที่มักจะใจเย็นในตอนนี้กลับหน้าซีดเผือด

“องค์ชายสาม เกิดอะไรขึ้น?”

ซือหยูเดินไปหาองค์ชายสาม เมื่อเข้าใกล้เขาก็เห็นมือองค์ชายสามกำลังสั่น…

องค์ชายสามยื่นกระดาษให้ซือหยู

“ดูนี่ นี่คือข้อมูลเรื่องหยุนเทียนที่ข้าได้หลินเสี่ยวไปสืบ”

Banshee

ติชมให้กำลังใจ กดไลค์แฟนเพจมาคุยกันได้เลยจ้าาา

จบบทที่ DND.52 - ประชุมศักดิ์สิทธิ์

คัดลอกลิงก์แล้ว