- หน้าแรก
- ผู้อยู่รอดในสายตาโชคชะตา
- บทที่ 11 - หนีงานแต่ง
บทที่ 11 - หนีงานแต่ง
บทที่ 11 - หนีงานแต่ง
ประตูใหญ่บ้านสกุลหูเปิดอยู่ นายหญิงหวังจัดแจงที่พักด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร
บิดาสกุลสวีและน้องชายสองคนของนายหญิงน้อยสวีเบียดกันปูที่นอนในโรงครัว
นางไม่เต็มใจที่จะคบค้าสมาคมกับญาติจนๆ จึงให้มารดาสกุลสวี สะใภ้สกุลสวีพาลูกชายไปพักที่ห้องของนายหญิงน้อยสวี
“ที่บ้านก็เหลือแต่ห้องของพี่รองที่ว่างอยู่ แต่ข้างในมีพู่กัน หมึก กระดาษและจานฝนหมึกของล้ำค่าเหล่านั้น นอกจากทำความสะอาดแล้วข้าแทบไม่เคยเข้าไปเลย ไม่สะดวกที่จะให้ญาติฝ่ายหญิงพักอยู่ คงต้องลำบากญาติฝ่ายหญิงแล้ว”
เสื้อนวมฝ้ายบนตัวคนบ้านสกุลสวีล้วนมีแต่รอยปะ เด็กๆ สกปรกมากวิ่งเล่นไปทั่วลานบ้านสกุลหู ถูกสะใภ้ใหญ่สกุลสวีกดตัวไว้ทำความสะอาด
บิดาสกุลสวีนั่งอยู่บนขั้นบันได หลังโค้งงออย่างน่าสงสาร
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”
แววตาของมารดาสกุลสวีมีความขุ่นเคือง
มีลูกชายเป็นบัณฑิตแล้วจะยิ่งใหญ่มาจากไหน
แต่นางก็ไม่กล้าล่วงเกิน ได้แต่ยิ้มแหยๆ “พวกเราล้วนเป็นคนบ้านนอกตีนเปื้อนโคลน ร่างกายใหญ่โตไร้มารยาท ถ้าทำสกปรกทำเสียหายจะทำอย่างไรดี”
“ก่อนมาข้าก็บอกลูกแล้วว่าท่านลุงบ้านสกุลหูคือบัณฑิตซิ่วไฉในอนาคต เป็นคนที่มีอนาคตไกลที่สุด”
วาจานี้เป็นการประจบสอพลออย่างนับไม่ถ้วน และยังทำให้นายหญิงหวังอารมณ์ดีขึ้น นางเชิดคางอย่างหยิ่งผยอง แววตาดูถูกเหยียดหยามซ่อนไว้ไม่อยู่
อวี๋ทิงหว่านเข้ามาในลานบ้านในตอนนั้นเอง ผมดำของนางยุ่งเหยิง เสื้อผ้าก็ถูกเกี่ยวขาดไปหลายแห่ง
สายตาของทุกคนมองมาที่นาง ในหมู่พวกเขา ชายหนุ่มหน้าดำคล้ำดวงตาเป็นประกาย
“น้องอวี๋ เจ้าเป็นอะไรไป ต้องการให้ช่วยหรือไม่”
อวี๋ทิงหว่านขมวดคิ้ว หลบมือที่เขายื่นมา
นี่คือพี่ชายคนที่สองของนายหญิงสวี ปากหวานก้นเปรี้ยวที่สุด
บ้านสกุลสวีไม่มีเงินให้เขาแต่งภรรยา เขาก็เที่ยวไปลวนลามเด็กสาวไปทั่ว
ปีที่แล้ว เขายังมาสู่ขอ ถูกหูต้าจู้ใช้ไม้กวาดตีออกไป
อวี๋ทิงหว่านค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาสาดประกายความรังเกียจ
“หลีกไป”
สวีเฟิ่นยังคงยิ้ม “เพิ่งมาก็ไม่เห็นเจ้า ถามแล้วถึงรู้ว่าเจ้าไปเก็บฟืนมา ดูสิว่าเจ้าหนาวจนเป็นอะไรไปแล้ว มือก็ถูกรัดจนแดง ข้าเป็นห่วงนะ”
เด็กสาวงดงาม ผิวพรรณละเอียดอ่อนราวกับกระเบื้องเคลือบ ทั้งยังเติบโตขึ้นมาก สวีเฟิ่นมองจนตาค้าง
เขารู้ว่าคนบ้านสกุลหูดูถูกเขา แต่แล้วอย่างไรเล่า
ครั้งนี้สามารถเข้ามาอยู่ได้ แม้จะไม่ได้แต่งงานกับอวี๋ทิงหว่าน แค่ได้จับมือน้อยๆ จูบปากเล็กๆ ก็พอใจแล้ว
แต่อวี๋ทิงหว่านกลับหลีกเลี่ยงเขาราวกับงูพิษ
อวี๋ทิงหว่านยิ้มเย็น ความทรงจำในชาติที่แล้วแตกสลาย น้อยและไม่สมบูรณ์ นางไม่รู้ว่าจุดจบของสวีเฟิ่นเป็นอย่างไร
แต่คนอย่างสวีเฟิ่นเสเพลเหลือทน แม้แต่แม่ม่ายก็ยังไปเกาะแกะ ไม่ช้าก็เร็วคงจะประสบเคราะห์กรรม
อวี๋ทิงหว่านพูดช้าๆ “เจ้าดูมีราศีหม่นหมอง”
!!!
นายหญิงน้อยสวี !!!
ทำไมถึงเป็นประโยคนี้อีกแล้ว
นางมีปมในใจแล้ว
เมื่อเห็นว่าสวีเฟิ่นยังคงไม่รู้เรื่องรู้ราวเดินเข้ามาใกล้อวี๋ทิงหว่าน นางกลัวว่าพี่ชายคนที่สองจะเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นอีก จึงรีบดึงตัวเขาไว้
“หว่านเหนียงคงจะเหนื่อยแล้ว รีบกลับห้องไปพักผ่อนเถิด พี่รองมีอะไรจะพูดก็ไว้พูดทีหลัง”
นางรู้จักจำแล้ว
อวี๋ทิงหว่านกวาดสายตามองคนในลานบ้านทีละคน สุดท้ายหยุดอยู่ที่เด็กชายบ้านสกุลสวีที่กำลังซุกซนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกลับเข้าห้องไป
ทันทีที่ปิดประตู นางก็ได้ยินเสียงบ่นของมารดาสกุลสวี
“อารมณ์ของหว่านเหนียงนี่ช่างร้ายกาจขึ้นทุกวัน ลูกชายคนที่สองของข้าก็แค่หวังดี”
นายหญิงหวังจะเชื่อเรื่องพวกนี้รึ แต่นางขี้เกียจที่จะเปิดโปง
อวี๋ทิงหว่านก็ไม่สนใจ เมื่อประตูปิดลง นางก็ปัดหิมะออกจากตัว แล้วซ่อนเงินหกอีแปะที่เหลือไว้
จากนั้นจึงไปทำแผล
ไม่ร้ายแรงนัก แค่ถลอกเลือดออกเล็กน้อย
สองสามวันนี้มานี้นางยุ่งวุ่นวาย แต่ในฐานะผู้หญิงเรี่ยวแรงก็มีจำกัด บัดนี้เป็นเช่นนี้เกรงว่าจะออกไปข้างนอกไม่ได้แล้ว ฟืนต้องใช้อย่างประหยัด
ในห้องชื้นและหนาว นางไม่ยอมใช้ฟืน สองมือแข็งจนชาไปนานแล้ว ถอดเสื้อนวมฝ้ายที่ไม่สามารถกันหนาวได้ออกแล้วปีนขึ้นเตียง ห่มผ้าห่มผืนบาง
แต่ก็ยังหนาวอยู่
นางจึงเอาเสื้อผ้าสะอาดๆ มาห่มทับอีกหลายชั้น แล้วจึงควักยามาทาบนมืออย่างสม่ำเสมอ
ความรู้สึกเย็นสบายช่วยบรรเทาอาการคัน
นางเหนื่อยล้ามาก เปลือกตาก็หนักขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่กำลังจะหลับใหล ความทรงจำที่ขาดๆ หายๆ ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
ได้ยินเพียงเสียงฆ้องกลองดังสนั่น เสียงประทัดไม่ขาดสาย
คนที่เดินผ่านบ้านสกุลต่งในอำเภอต่างก็หยุดยืนดู
กลุ่มคนยืนล้อมวงพูดคุยกัน
“ท่านผู้ดีต่งนี่ช่างแก่แต่ใจไม่แก่ ภรรยาเอกกระดูกยังไม่ทันเย็น ก็แต่งงานใหม่เสียแล้ว”
“เป็นแม่สื่อหลิวเป็นคนจัดการให้ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเด็กสาวบ้านไหน บ้านสกุลต่งกับบ้านสกุลหลิวทำตัวลับๆ ล่อๆ ปากแข็งมาก ไม่ยอมเปิดเผยแม้แต่น้อย”
“เอ๊ะ พวกเจ้าได้ยินข่าวหรือไม่ หลานสาวบ้านสกุลหูหายตัวไป”
มีคนสอบถาม
“บ้านสกุลหูไหน”
“ลูกชายคนเล็กเรียนหนังสืออยู่ในเมืองของเรา ทุกครั้งสอบได้ที่หนึ่ง ได้ยินว่าเขาไม่ได้กลับบ้านไปฉลองปีใหม่ อาจารย์ฉู่ยังเชิญเขาไปกินข้าวเย็นวันส่งท้ายปีเก่าที่บ้านด้วย”
มีคนถอนหายใจ
“ข้าอยู่หมู่บ้านข้างๆ ก็ได้ยินข่าวมาเหมือนกัน หลังจากปีใหม่ถนนที่กลับจากเมืองไปอำเภอก็เปิดแล้ว หูต้าจู้หอบของพะรุงพะรังกลับบ้าน แต่กลับรู้ว่าหลานสาวหายตัวไป เขารักหลานสาวยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจเสียอีก ด้วยเหตุนี้จึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ”
“บัดนี้คนทั้งหมู่บ้านซีหลินต่างก็ช่วยกันตามหา แต่ก็ไม่มีเบาะแสแม้แต่น้อย ต่างก็แอบพูดกันว่าน่าจะขึ้นไปบนเขาแล้วถูกสัตว์ป่ากินไปแล้ว”
มีคนกลอกตา
“ไม่ถูก ข้ารู้สึกว่ามีเงื่อนงำ พวกเจ้าว่ามันจะบังเอิญเกินไปหรือไม่ เจ้าสาวคนใหม่ของบ้านสกุลต่งก็คือ...”
ยังไม่ทันพูดจบ ก็ถูกขัดจังหวะ
“เป็นไปไม่ได้ นายหญิงหวังไม่กล้าทำเช่นนั้น”
“ถ้าหูต้าจู้รู้เข้า จะไม่ตีเขาให้ตายรึ”
“ยิ่งกว่านั้น ที่บ้านยังมีบัณฑิตอยู่คนหนึ่ง ถ้านางทำเรื่องเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้ชื่อเสียงของลูกชายเสียหาย แต่ยังจะทำลายอนาคตของเขาอีกด้วย”
“นางคงจะไม่โง่เขลาถึงเพียงนั้น”
ข้างนอกพูดคุยกันอย่างเผ็ดร้อน แต่ในบ้านสกุลต่งกลับวุ่นวายไปหมด
เจ้าสาวหนีไปแล้ว
อวี๋ทิงหว่านไม่เคยมาในอำเภอ ทุกอย่างรอบตัวล้วนแปลกหน้า ได้แต่ก้มหน้าก้มตาวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต
นางตกใจมาก
ทำอะไรไม่ถูกและหวาดกลัว
แต่ไม่มีใครช่วยนาง
ต่างจากบ้านสกุลต่งที่ประดับประดาด้วยโคมไฟและผ้าแดง ถนนอีกสายหนึ่งกลับแขวนผ้าขาวไว้ทุกบ้าน
นี่คือเส้นทางที่โลงศพของแม่ทัพเว่ยเจาจะถูกส่งกลับเมืองหลวง
ถนนถูกเคลียร์พื้นที่ ท่ามกลางความโศกเศร้าอย่างรุนแรง ชาวบ้านสองข้างทางต่างก็ปิดหน้าร้องไห้
ชาวบ้านเหล่านี้ตามขบวนแห่ศพมาจากชายแดน พวกเขาส่งแล้วส่งอีก จนพื้นรองเท้าสึกไปหมดแล้ว
ใต้หล้ากว้างใหญ่ ล้วนเป็นแผ่นดินของฮ่องเต้
ปวงประชาราษฎร์ต่างก็เคารพนับถือฮ่องเต้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรในเมืองหลวง
แต่ชายแดนที่รบกันตลอดทั้งปี ในสายตาของชาวบ้านมีเพียงกองทัพสกุลเว่ยที่คอยปกป้องพวกเขา
ชีวิตของพวกเขาล้วนแลกมาด้วยชีวิตของเว่ยเจาที่บุกตะลุยในสนามรบ
ทหารของกองทัพสกุลเว่ยทุกคนสวมชุดไว้ทุกข์ เอวคาดผ้าขาว แบกโลงศพด้วยความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง เดินไปข้างหน้าอย่างชาชิน
“หยุดนะ อย่าวิ่ง”
“ขอนายหญิงใหม่ อย่าทำให้นายท่านโกรธเลย สุดท้ายคนที่เดือดร้อนก็คือท่านเอง”
“มาจากบ้านนอกก็ไม่มีกฎเกณฑ์”
คนที่ไล่ตามอวี๋ทิงหว่านล้วนเป็นบ่าวรับใช้ของบ้านสกุลต่ง
หางตาของนางมีน้ำตาคลอ พยายามอย่างสุดชีวิตที่จะวิ่งไปยังที่ที่มีคนเยอะ ไม่กล้าหยุด มองคนที่อยู่ข้างหลังราวกับอุทกภัยและสัตว์ร้าย
ในอากาศมีกระดาษเงินกระดาษทองปลิวว่อน ถนนสายนี้ทุกหนทุกแห่งติดป้ายงานศพ แขวนธงงานศพ
ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอาลัย
จนกระทั่ง...สีแดงสดใสสายหนึ่ง วิ่งโซซัดโซเซเข้ามาในท่ามกลางความสิ้นหวัง
“ช่วยด้วย”
[จบแล้ว]