- หน้าแรก
- ผู้อยู่รอดในสายตาโชคชะตา
- บทที่ 3 - เหตุใดจึงสาปแช่งข้าอีกแล้ว
บทที่ 3 - เหตุใดจึงสาปแช่งข้าอีกแล้ว
บทที่ 3 - เหตุใดจึงสาปแช่งข้าอีกแล้ว
หลายปีมานี้อวี๋ทิงหว่านกลัวว่าจะถูกขับไล่ออกจากบ้านจึงทำงานหนักโดยไม่ปริปากบ่น แม้จะได้รับความคับข้องใจก็เก็บกลืนไว้ในท้อง ไม่เคยโอหังเช่นนี้มาก่อน
นายหญิงหวังคุ้นเคยกับท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนของนาง บัดนี้โทสะก็พลุ่งพล่านขึ้นมา “ในปากไม่มีวาจาจริงแม้แต่คำเดียว ช่างเก่งกาจขึ้นเสียจริง หรือจะต้องให้ข้าปรนนิบัติเจ้ารึ”
อวี๋ทิงหว่านครุ่นคิด “ก็ดีเหมือนกันเจ้าค่ะ”
นายหญิงหวังโกรธจนตัวสั่นเทา หันไปปรับทุกข์กับป้าอู๋ที่อยู่ข้างๆ “คนข้างนอกร่ำลือกันว่าข้าทารุณหลานสาวคนนี้จนแทบตาย แต่ท่านป้าดูนางสิ ทำตัวกำเริบเสิบสาน แม้แต่งานที่เบาที่สุดก็ยังปัดทิ้งไม่ยอมทำ”
“ไม่รู้ว่าเป็นเดรัจฉานตัวไหนปล่อยข่าว ทำลายชื่อเสียงของข้า”
ป้าอู๋อยู่บ้านติดกัน ไฉนเลยจะไม่รู้เรื่องไร้สาระของตระกูลหู หากไม่ใช่เพราะหูต้าจู้คอยปกป้องหลานสาวคนนี้ อวี๋ทิงหว่านจะมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร
นายหญิงหวังผู้นี้ไม่เคยปรานีใคร
ยามที่หูต้าจู้ไม่อยู่บ้าน นางทารุณหลานสาวจนแทบเอาชีวิตไม่รอด
นางไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในครอบครัวของตระกูลหูจึงรีบพูดจาเลี่ยงๆ แล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
อวี๋ทิงหว่านกลัวหนาวจึงกระชับเสื้อนวมเก่าคร่ำคร่าที่ปะแล้วปะอีก “ตระกูลหูให้ที่พักพิงแก่ข้า ก็เหมือนดังที่ท่านป้าพูดไว้ ชาตินี้ข้าควรจะทำงานหนักดุจวัวดุจม้าเพื่อตอบแทนบุญคุณ”
นายหญิงน้อยสวีจัดการอารมณ์ของตนเองเรียบร้อยแล้วเพิ่งเดินออกมา พอสบสายตาอ่อนโยนของอวี๋ทิงหว่าน นางก็เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา
“แต่พี่สะใภ้สงสารข้า กลัวว่าร่างกายของข้าจะทนไม่ไหว ยืนกรานว่าจะทำงานแทนข้า”
นายหญิงน้อยสวีหา
นายหญิงหวังขมวดคิ้ว “เช่นนี้จะเป็นไปได้อย่างไร”
ในท้องของนายหญิงน้อยสวีคือหลานชายทองคำของนางนะ
อวี๋ทิงหว่าน “พี่สะใภ้อาศัยว่าตนเองตั้งครรภ์ก็หยิ่งผยองท้าทายข้าอยู่ทุกวัน นางยังบอกอีกว่าจะสำนึกผิด”
นายหญิงน้อยสวีหา หา หา
นางจะกล้าพูดหรือว่าอวี๋ทิงหว่านพูดจาเหลวไหล
ไม่ นางไม่กล้า
นางยิ้มอย่างฝืดเฝื่อน “ใช่ ใช่ เป็นความผิดของข้าเอง”
ลูกสะใภ้คนนี้ของนางเป็นจอมเจ้าเล่ห์หลบเลี่ยงงาน นายหญิงหวังประหลาดใจ “นี่... ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ”
“ท่านป้ากล่าววาจาเช่นนี้ได้อย่างไร”
อวี๋ทิงหว่านยิ้มบางเบา “ก็ไม่ให้พี่สะใภ้รู้จักคิดขึ้นมาสักครั้งเลยหรือเจ้าคะ”
ผนังบ้านในชนบทล้วนก่อขึ้นจากหินและดินเหลือง เรือนที่นางอาศัยอยู่นั้นต่ำเตี้ยและคับแคบ แผ่นไม้ปิดหน้าต่างเก่าๆ ยังสั่นสะเทือนได้จากลมหนาวที่พัดกระหน่ำ
อวี๋ทิงหว่านกลับเข้าห้อง รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ เลือนหายไป
นางปวดศีรษะแทบระเบิด พอหลับตาก็เห็นฉากสุดท้ายของชีวิตอันน่าอนาถของตนเอง
นับตั้งแต่ตกน้ำเมื่อปีที่แล้ว หน้าผากถูกกระแทกจนได้รับบาดเจ็บ ในสมองของนางก็มักจะปรากฏภาพบางอย่างขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ
เป็นภาพที่กระจัดกระจายและไม่สมบูรณ์
แต่ล้วนเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และควรจะเป็นสิ่งที่เคยประสบมาในชาติก่อน
อวี๋ทิงหว่านค่อยๆ ลดเปลือกตาลง ร่างกายเย็นเฉียบไปทั้งตัว กระดูกสั่นเทา
ตระกูลหูอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว
แต่นางจะไปที่ใดได้เล่า
หมู่บ้านซีหลินถูกล้อมรอบด้วยภูเขาทั้งสี่ด้าน เส้นทางเดียวที่สามารถใช้สัญจรได้ก็ถูกปิดไปแล้ว
ต่อให้หนีออกจากหมู่บ้านได้ ข้างนอกนั่นเรื่องโจรผู้ร้ายลักพาตัวหญิงสาวมีน้อยเสียเมื่อใดกัน
เหตุใดกันหนอ นางเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าท่านป้าจะทำร้ายนางหลังจากที่ท่านลุงจากไปแล้ว
ความตื่นตระหนกไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ อวี๋ทิงหว่านพยายามสงบสติอารมณ์ แต่ในใจกลับเหลือเพียงความว่างเปล่าและความสับสนมืดมนที่ไม่มีที่สิ้นสุด
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด นางจัดการอารมณ์ของตนเองเรียบร้อยแล้วก็ไปยังมุมห้อง อุ้มเสื้อผ้าที่เปลี่ยนเมื่อคืนวานออกมาจากประตู
นายหญิงน้อยสวีที่ยังมีท่าทีไม่พอใจกำลังผสมอาหารไก่ นางเหลือบมองอย่างไม่ใส่ใจ ไม่ต้องการจะพูดคุยด้วย
แต่อวี๋ทิงหว่านกลับมายืนอยู่ตรงหน้านาง สายตาที่มองนายหญิงน้อยสวีก็มีความหมายบางอย่างที่ยากจะอธิบาย
นายหญิงน้อยสวีถูกนางจ้องจนขนลุก “มองอะไร”
อวี๋ทิงหว่านกะพริบตา เอ่ยถ้อยคำชัดเจน “พี่สะใภ้ดูมีเคราะห์นะเจ้าคะ”
นายหญิงน้อยสวีหา หา หา
เจ้าตั้งใจเดินมาเพื่อสาปแช่งข้าเลยรึ
เจ้าบ้าไปแล้วรึ
เหตุใดจึงต้องมาสาปแช่งข้าอีกแล้ว
นางรู้สึกขุ่นเคือง อยากจะข่วนใบหน้าของอวี๋ทิงหว่านให้เป็นรอย
แต่ในขณะนั้นเอง นายหญิงหวังที่สังเกตเห็นความผิดปกติก็วิ่งไล่ออกมาด้วยความโกรธ “ใครมันบังอาจทำถ้วยแตก”
อวี๋ทิงหว่านรีบตอบ “เป็นพี่สะใภ้เจ้าค่ะ”
ลมหายใจของนายหญิงน้อยสวีชะงักงัน
นางถึงกับเซถลา จนผู้ก่อเหตุต้องเข้ามาประคองไว้
อวี๋ทิงหว่าน “พี่สะใภ้ตัวสั่นทำไมเจ้าคะ”
นางยังไม่ลืมที่จะปลอบโยนผู้ที่กำลังหวาดกลัว “พี่สะใภ้ตอนนี้มีสองชีวิต ทำถ้วยแตกใบหนึ่งจะเป็นไรไป ขอเพียงท่านมีความสุข ต่อให้ทุบบ้านทั้งหลังท่านป้าก็ต้องยอม”
ใบหน้าของนายหญิงหวังดำคล้ำลง
นี่มันวาจาอะไรกัน
ถ้วยไม่ต้องใช้เงินซื้อรึ
นางจะต้องรีบไปเอาอกเอาใจนายหญิงน้อยสวีด้วยรึ
นายหญิงน้อยสวีกลัวว่านายหญิงหวังจะตำหนิ จึงรีบถืออาหารไก่หนีไปยังสวนหลังบ้านอย่างลนลาน
นางอดไม่ได้ที่จะสบถด่าอย่างโมโห “นังแพศยาน้อยนั่นไม่ได้มีเจตนาดีเลย อย่าให้ถึงทีข้าบ้างนะ”
“เมื่อก่อนยังพอใช้งานได้ง่ายอยู่ สองสามวันนี้ไม่รู้ไปกินยาผิดขนานอันใดมา”
แปะ เสียงกระพือปีกดังขึ้นบนศีรษะ นกตัวหนึ่งบินผ่านเหนือนางไป นายหญิงน้อยสวีเงยหน้าขึ้นมอง ก็มีบางอย่างตกลงมาโดนมุมปาก
นางยกมือขึ้นลูบ พบว่าเป็นขี้นก
นายหญิงหวังถือไม้ไผ่เส้นเล็กสำหรับเฆี่ยนคนเดินอาดๆ เข้ามาจะจัดการนาง
“เวรกรรมจริงๆ เจ้าคนโง่เง่า...”
นายหญิงน้อยสวีเช็ดของเหนียวเหนอะหนะที่มุมปาก ใบหน้าแสดงความขยะแขยง นางไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีกแล้ว ตัวสั่นงันงก “ท่านแม่ นังแพศยานั่นตั้งแต่ตกน้ำมาก็มีท่าทีแปลกประหลาด”
ทุกครั้งที่นางบอกว่าข้ามีเคราะห์ ข้าจะโชคร้ายจริงๆ
ครั้งที่แล้วนางบอกว่าข้ามีเคราะห์ บนตัวข้าก็มีตุ่มแดงขึ้นเต็มไปหมด คันอยู่ครึ่งเดือน
ครั้งก่อนหน้านั้นนางบอกว่าข้ามีเคราะห์ พี่ใหญ่ดื่มเหล้าเมาแล้วตบหน้าข้าไปฉาดหนึ่ง
นางฝังใจไปแล้ว
อวี๋ทิงหว่านผู้แปลกประหลาดเดินไปตามถนนในหมู่บ้าน ไม่ได้รีบร้อนไปยังริมแม่น้ำเพื่อซักผ้า
นางไม่สามารถจากไปได้ ทำได้เพียงคิดหาวิธีถ่วงเวลาแม่สื่อหลิวไว้ก่อน
นอกบ้านของแม่สื่อหลิวมีต้นหลิวอยู่สองต้น สังเกตได้ง่ายมาก นางมีวาจาเป็นเลิศ สามารถพูดให้เรื่องตายกลายเป็นเรื่องเป็นได้ คนในรัศมีสิบหลี่ล้วนยินดีที่จะให้นางเป็นแม่สื่อ
นางแต่งหน้าทาปากจัดจ้าน ไม่เหมือนกับหญิงชาวบ้านที่ผอมแห้ง แต่กลับมีรูปร่างอวบอิ่มหาได้ยาก ใต้ตาและหางคิ้วเต็มไปด้วยความยินดีและบรรยากาศแห่งวสันตฤดู
นางกำลังกลุ้มใจว่าจะไปอธิบายกับท่านผู้ดีต่งอย่างไรดี นายหญิงหวังก็มาหาถึงที่
ท่านผู้ดีต่งอายุมากแล้ว แต่กลับขึ้นชื่อเรื่องตัณหาราคะ หลังจากภรรยาเอกตายจากไป เขาก็หันมาหาคนใหม่ ระบุว่าต้องการหญิงสาวที่หน้าตาสะสวย และต้องบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่เคยแต่งงานมาก่อน
เช่นนี้ก็ยากแล้ว
หญิงสาวที่หน้าตางดงาม ครอบครัวย่อมไม่ยอมให้บุตรสาวแต่งงานกับชายแก่คราวปู่ไปทนทุกข์ทรมาน ส่วนพวกที่ยินดีจะเกี่ยวดองกับตระกูลต่ง ท่านผู้ดีต่งก็ช่างเลือกติเตียนว่าหญิงสาวหน้าตาไม่สะสวยพอ
หากไม่ใช่เพราะเงินค่าสื่อที่ตระกูลต่งให้มาสูง นางคงจะอาละวาดไปนานแล้ว
บัดนี้ไม่ต้องลำบากใจอีกแล้ว
ใบหน้าของอวี๋ทิงหว่านท่านผู้ดีต้องชอบเป็นแน่
แม่สื่อหลิวเดินเหินราวกับลมพัด อยากจะให้การแต่งงานครั้งนี้สำเร็จโดยเร็ว
บนเส้นทางที่ต้องผ่านเพื่อไปยังบ้านตระกูลต่ง มีคนรอคอยอยู่เป็นเวลานานแล้ว
ภายใต้แสงสว่าง ขนตาที่ยาวงอนของหญิงสาว ริมฝีปากแดงระเรื่อ ผิวพรรณขาวราวกับกระเบื้องเคลือบที่เนียนละเอียด...
รูปโฉมเช่นนี้ แม่สื่อหลิวตาเป็นประกาย รีบเดินเข้าไปพิจารณาใกล้ๆ
“โอ๊ย นี่มันหว่านเหนียงมิใช่รึ ช่างงดงามขึ้นทุกวันจริงๆ”
อวี๋ทิงหว่านจ้องมองนางนิ่ง ทันใดนั้นก็ยิ้มออกมา
“ท่านป้ามาแล้ว”
“ช่างทำให้ข้ารอนานเสียจริง”
แม่สื่อหลิวชะงักไปเล็กน้อย “เจ้าตามหาข้ารึ”
นางไม่ได้คิดลึก “หรือว่าเป็นป้าของเจ้าให้เจ้ามาส่งข่าว”
“ท่านป้ายังจะไปบ้านตระกูลต่งอีกรึไม่”
“แน่นอน ข้า...”
แม่สื่อหลิวหยุดชะงัก ประหลาดใจ “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าจะไปบ้านตระกูลต่ง”
นางลองหยั่งเชิงถาม “ป้าของเจ้าบอกเจ้ารึ”
ในแววตาของอวี๋ทิงหว่านไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ
“บอกว่ากระไรหรือ”
“บอกว่านางกำชับนักหนา มีเงื่อนไขเพียงข้อเดียว ขอเพียงมีคนยินดีจ่ายสินสอดยี่สิบตำลึง ไม่ว่าจะเป็นคนหรือผีก็สามารถรับตัวข้าไปได้กระนั้นรึ”
นางพูดจาอย่างไม่ไว้หน้า “หรือจะบอกว่านางกับท่านสมรู้ร่วมคิดกัน เป็นคนประเภทเดียวกัน”
[จบแล้ว]