- หน้าแรก
- หมอหิวเงิน ร่ำรวยล้นฟ้าด้วยการซื้อขายต่างยุค
- บทที่ 15 ฟื้นฟูสมุดปันส่วนเพื่อไปซื้อข้าว
บทที่ 15 ฟื้นฟูสมุดปันส่วนเพื่อไปซื้อข้าว
บทที่ 15 ฟื้นฟูสมุดปันส่วนเพื่อไปซื้อข้าว
ก่อนไปโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนถนนกวานเจีย จินไฉ่เฟิ่งพาลูกชายไปที่สำนักงานเขตเพื่อจัดการเรื่องทะเบียนบ้านให้เรียบร้อยก่อน
หลินซานชีคนเดิมมีทะเบียนบ้านอย่างถูกต้องในเมืองหลวง แม้ว่าจะหายตัวไปเมื่อ 10 ปีก่อน แต่ทะเบียนบ้านก็ยังไม่ถูกยกเลิกเพราะครอบครัวหลินยืนยันที่จะเก็บไว้
แต่เนื่องจากทะเบียนบ้านเกี่ยวข้องกับการจัดสรรอาหาร ในเมื่อหาตัวคนไม่เจอ ทางเขตก็ไม่อาจแจกปันส่วนอาหารตามหัวคนได้ สุดท้ายจึงต้องประนีประนอมกัน
ทะเบียนบ้านยังคงไว้ แต่ถือว่าเป็นประชากรที่สูญหาย การแจกตั๋วปันส่วนและสมุดปันส่วนจึงถูกระงับไว้ชั่วคราว
ตอนนี้หลินซานชีกลับมาแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำแน่นอนคือฟื้นฟูการจัดสรรอาหาร เรื่องกินอยู่หลับนอนนี่แหละคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต
แม่ลูกตระกูลหลินมาถึงสำนักงานเขตจิ่งซาน ซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียวเตี้ยๆ ห้องทำงานของหัวหน้าเขตก็อยู่ในนั้น ประชาชนที่ต้องการพบใครก็เคาะประตูเข้าไปได้เลย ไม่มีรปภ.ให้สแกนหน้าหรือลงทะเบียนบัตรประชาชนอะไรทั้งนั้น
หัวหน้าเขตเฉียนต้าหม่าเห็นจินไฉ่เฟิ่งก็ยิ้มแย้มทักทาย "คุณนายหลิน มาจัดการทะเบียนบ้านให้ลูกชายคนเล็กใช่ไหมคะ?"
จินไฉ่เฟิ่งก็ตอบอย่างสุภาพ "ใช่ค่ะ หัวหน้าเฉียน คุณก็รู้ว่าตอนนี้การจัดสรรอาหารขาดแคลนขนาดไหน ถ้าซานชีไม่มีปันส่วนอาหาร เดี๋ยวต้องอดข้าวกันพอดีเลยค่ะ อาชี รีบเรียกป้าเฉียนสิ"
"สวัสดีครับป้าเฉียน"
เฉียนต้าหม่ามองหลินซานชีแล้วหัวเราะ แซว "ด้วยฝีมือหมอของพ่อเธอ หมอหลินน่ะ มีคนแย่งกันเชิญให้ไปตรวจถึงบ้านเต็มไปหมด จะให้ลูกชายคนเก๊กของเขาอดข้าวได้ยังไง? วางใจเถอะ"
หลินซานชีฟังแล้วแอบตกใจ คิดในใจว่าเรื่องที่พ่อตัวเองรับงานนอกดูเหมือนจะรู้กันทั่วแล้วนี่นา? มิน่าบ้านถึงมีเงินสดถึง 4,000 หยวน
ทองคำแท่งนั้นยังพออธิบายได้ว่าขายทรัพย์สินที่ฮวาตู แต่เงินสดมากขนาดนี้ ก็คงได้มาจากเงินเดือนบวกรายได้พิเศษในช่วง 10 ปีนี้เท่านั้น
ไม่กลัวรัฐบาลเชิญไปดื่มชาเลยหรือ?
เฉียนต้าหม่ารับสมุดทะเบียนบ้านจากมือแม่หลิน ดึงบัตรลงทะเบียนประชากรของหลินซานชีออกมา ประทับตราคำว่า "ยกเลิก" ทับคำว่า "สูญหาย"
จากนั้นก็เขียนข้อความในช่องย้ายเข้าว่า "ฟื้นฟูการจัดสรรอาหารตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 1959" แล้วประทับตราของสำนักงานเขต
"เรียบร้อย เอาสมุดทะเบียนบ้านนี้ไปเปลี่ยนเป็นสมุดปันส่วนที่สถานีข้าวได้เลย"
ออกมาจากสำนักงานเขต หลินซานชีเห็นไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ จึงถามเบาๆ "แม่ครับ พ่อตอนนี้เงินเดือนเดือนละเท่าไหร่? ยังรับงานนอกอยู่ไหมครับ?"
จินไฉ่เฟิ่งเดินไปพลางอธิบายอย่างไม่ใส่ใจนัก "พ่อเธอเป็นบุคลากรพิเศษที่มาสนับสนุนเมืองหลวง ตอนนี้ยังเป็นหัวหน้าแผนกผู้ป่วยนอกด้วย เลยไม่ได้จัดอยู่ในตำแหน่งเทคนิค แต่ได้เงินเดือนระดับบริหาร 13 เดือนละ 159 หยวน นอกจากนี้..."
จินไฉ่เฟิ่งลดเสียงลง "นอกจากนี้ยังมีพวกที่ไม่สะดวกมาโรงพยาบาล คนที่บ้านมีเงินมีอำนาจ ต้องการให้พ่อเธอไปตรวจถึงบ้าน ไปตรวจครั้งหนึ่งปกติได้ 10 หยวน หรือไม่ก็ให้ตั๋วปันส่วนข้าว ตั๋วเนื้อ ตั๋วน้ำมันอะไรพวกนี้เป็นค่าตรวจ พ่อเธอเลยไม่ขาดเงินหรอก
แต่น่าเสียดายที่พ่อเธอถือตัว ไม่ค่อยไปตรวจนอกบ่อยนัก ไม่งั้นด้วยฝีมือพ่อเธอ รายได้พิเศษนี่มากกว่าเงินเดือนอีก
แต่พ่อเธอก็บอกว่า เงินมากก็ไม่ใช่เรื่องดี ถูกคนจับตามอง ง่ายที่จะนำภัยมาสู่บ้าน ตอนนี้เขานิยมความเท่าเทียมกัน ยิ่งจนยิ่งน่าภูมิใจ"
หลินซานชีไม่เข้าใจวิธีคิดของคนยุคนี้เลย
เงินแน่นอนว่ายิ่งมากยิ่งดีสิ
ไม่เห็นหรือว่าในอนาคต ในโรงพยาบาล หมอพวกนั้นเพื่อจะได้เงินใต้โต๊ะมากๆ ก็สั่งยาเยอะๆ ใช้เครื่องมือแพทย์มากเกินจำเป็น ขอแค่ให้ค่ามีดบิน จะให้ไปผ่าตัดที่แดนไกลโพ้นทะเลก็ยินดีส่งหมอถึงที่
แต่พอมาถึงยุคนี้ ตรวจคนไข้มากขึ้น ช่วยคนมากขึ้น หาเงินมากขึ้น กลับกลายเป็นความผิด?
หลินซานชีรู้ว่ายุคสมัยต่างกัน ตรรกะก็ต่างกัน แม้ตัวเองจะไม่เข้าใจ แต่ก่อนอื่นต้องยอมรับเรื่องนี้ และต้องผสมผสานเข้ากับวิธีคิดของยุคนี้ ไม่งั้นคงไม่มีอะไรดีแน่
สถานีข้าวอยู่ไม่ไกลจากสำนักงานเขต เดินผ่านตรอกไปสองตรอก ก็มาถึงลานเล็กๆ แห่งหนึ่ง
ทางทิศใต้มีหน้าร้าน ในร้านคนเบียดเสียดกัน ข้าวปันส่วนของคนหลายหมื่นคนในชุมชนแถวนี้ต้องมาซื้อที่นี่ทั้งหมด แน่นอนว่าต้องคึกคักมาก
จินไฉ่เฟิ่งมองดูแล้วสั่ง "ข้างในคนเยอะเกินไป ลูกผู้ชายโตแล้วเข้าไปเบียดไม่สะดวกหรอก แม่จะไปทำตั๋วปันส่วน ลูกรออยู่ตรงนี้นะ"
หลินซานชีพยักหน้า "ครับแม่"
หลังจากแม่หลินเดินไปแล้ว หลินซานชีรู้สึกเบื่อ อยากจะดูว่าสถานีข้าวที่โด่งดังนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร จึงยืนเขย่งเท้ามองเข้าไปในร้าน
เห็นข้างในมีกระสอบใส่ข้าวเต็มวางซ้อนกันอยู่
พนักงานพอได้รับตั๋วปันส่วนและเงิน ก็ชั่งข้าวให้ชาวบ้าน ถุงพลาสติกไม่มี แต่ละคนต้องเตรียมถุงมาเอง ใส่แล้วก็เดินกลับ
อย่าหวังว่าพนักงานจะบริการดี แต่ก็ไม่ได้ดุร้ายเหมือนจูคนขายหมู
ในยุค 50-60 อาชีพที่เป็นที่ต้องการมาก 8 อาชีพ หรือที่เรียกว่า "แปดสมาชิก" ได้แก่ พนักงานขาย คนขับรถ บุรุษไปรษณีย์ พี่เลี้ยงเด็ก ช่างตัดผม พนักงานฉายหนัง พ่อครัว และนักแสดงคณะศิลป์
พนักงานขายในร้านข้าวนี้ก็เป็นหนึ่งในตำแหน่งที่น่าอิจฉาที่สุด
ข้าวหลายสิบหลายร้อยตันวางอยู่ตรงนั้น ฉกฉวยนิดหน่อยใครจะรู้?
ถึงแม้จะซื่อสัตย์บริสุทธิ์ใจ ไม่คดโกง แต่พอข้าวมา รู้ว่าข้าวแป้งชุดไหนคุณภาพดีที่สุด หรือข้าวที่ขาดตลาดมาถึง แอบซื้อไปก่อนภายใน ชาวบ้านใครจะรู้?
เหมือนในละคร "รักเต็มสี่ประสาน" ซาจู๋เป็นคนดี คนซื่อใช่ไหม?
แต่เขาก็ยังเอาอาหารเหลือจากโรงอาหารห่อกลับบ้าน นี่ก็คือการฉกฉวย
เขาไปทำอาหารงานเลี้ยงส่วนตัว ก็ยังแอบยักยอกวัตถุดิบบางส่วน นี่คือความสะดวกของพ่อครัว และเป็นกฎไม่ได้เขียนของสังคม
คนขายข้าวทุกคนหน้าแดงเป็นมัน คนซื้อข้าวแต่ละคนหน้าเศร้าหมอง ไม่เห็นความสุขจากการซื้อของเลย
หลินซานชีเหมือนเด็กขี้สงสัย ดักถามป้าคนหนึ่ง "ป้าครับ ผมเห็นป้าคุยกับคนสถานีข้าวอยู่นาน ขอถามหน่อยครับป้าซื้อข้าวอะไร?"
"ข้าว? ข้าวสาร? ฮึ ตอนนี้ข้าวสารที่ไหนกัน?"
ป้าคนนี้เห็นหลินซานชีเป็นหนุ่มหล่อก็เลยพูดเพิ่ม ดึงถุงให้หลินซานชีดูเอง "ดูสิ ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงข้าวสาร แป้งสาลียังซื้อไม่ได้เลย บ้านเราไม่พอกิน ฉันเลยถามว่าธัญพืชละเอียด 1 จินแลกธัญพืชหยาบได้กี่จิน? เดือนที่แล้วธัญพืชละเอียด 1 จินยังแลกธัญพืชหยาบได้ 5 จิน เดือนนี้ได้แค่ 4 จินเอง ฮ้าา"
บ้านตระกูลหลิน ซานชีอย่างน้อยก็เปิดร้านขายข้าว พอจำธัญพืชได้บ้าง แต่ตอนนี้เห็นผงสีน้ำตาลนี้รู้สึกแปลก "ป้าครับ นี่แป้งอะไร? ผมไม่เคยเห็น?"
"นี่เหรอ? แป้งข้าวโพด"
"แป้งข้าวโพด?"
หลินซานชีทำหน้าสงสัย คิดในใจว่าฉันอ่านหนังสือไม่น้อย ป้าหลอกฉันไม่ได้หรอก "แป้งข้าวโพดไม่ใช่เมล็ดข้าวโพดบดเป็นแป้งเหรอครับ? น่าจะเป็นสีเหลืองนะ แต่ของป้าสีน้ำตาล แถมดูหยาบขนาดนี้ ไม่เหมือนแป้งข้าวโพดเลย"
คำพูดของหลินซานชีทำให้ปู่ย่าตายายรอบข้างหัวเราะ ปู่คนหนึ่งอธิบาย "หนุ่มน้อย เธอเป็นคนใต้สินะ? มิน่าถึงไม่รู้จักแป้งข้าวโพด นี่ของดีนะ"