- หน้าแรก
- ราชาฮวงจุ้ย
- ตอนที่ 58 คิดจะฉวยโอกาส
ตอนที่ 58 คิดจะฉวยโอกาส
ตอนที่ 58 คิดจะฉวยโอกาส
ตอนที่ 58 คิดจะฉวยโอกาส
เมื่อได้ยินผมพูดเช่นนี้ ร่างของจางอวิ๋นเลี่ยงก็สั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด แต่ในไม่ช้า เขาก็รีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ขึ้นรถสปอร์ตหรูของตัวเองพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์คำรามดังสนั่น ก่อนที่เงาของรถจะหายลับไปในพริบตา
เห็นได้ชัดว่าแม้แต่จางอวิ๋นเหยาก็ไม่สามารถทำอะไรกับพี่ชายเจ้าปัญหาคนนี้ได้เลย
หลังจากที่จางอวิ๋นเลี่ยงจากไปแล้ว จางอวิ๋นเหยาก็กล่าวกับผมอีกครั้งว่า “คุณชายอู๋ อย่าได้เก็บไปใส่ใจกับคำพูดของพี่ชายฉันเลยนะคะ เขาถูกคุณพ่อตามใจจนเสียคน เลยเป็นคนนิสัยไม่ดีแบบนี้มาตลอด...”
ผมโบกมือเบา ๆ เป็นสัญญาณว่าไม่ต้องพูดอะไรอีก
พี่ชายคอยแต่จะทำผิด และทุกครั้งก็เป็นน้องสาวที่ต้องมาคอยตามเช็ดตามล้างให้ ช่างเป็นพี่ชายที่หาได้ยากจริง ๆ
เกิดจากแม่คนเดียวกันแท้ ๆ ทำไมจางอวิ๋นเหยาถึงได้อ่อนโยน มีเหตุผล และรู้จักกาลเทศะขนาดนี้ ในขณะที่จางอวิ๋นเลี่ยงกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ทั้งเอาแต่ใจและออกไปทางสติไม่ค่อยดีด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นสีหน้าผมไม่ค่อยดี จางอวิ๋นเหยาก็รีบเปลี่ยนเรื่อง “คุณชายอู๋ แล้วตอนนี้พวกเราควรทำอะไรกันต่อดีคะ?”
ผมหันไปมองโลงศพที่ตั้งเรียงอยู่ในสุสานตระกูลจางและคนงานที่ท่าทางอ่อนเพลีย จึงตอบกลับไปว่า “ตอนกลางวันคงย้ายสุสานไม่ได้ มีแต่ต้องรอจนกว่าจะถึงตอนกลางคืน ไปบอกให้คนงานย้ายโลงศพทั้งหมดไปไว้ที่ป่าข้าง ๆ ที่อยู่ไม่ไกล ให้เหลือสองคนเฝ้าเอาไว้ ส่วนคนอื่นก็กลับไปพักผ่อนซะ รอจนถึงตอนกลางคืน ค่อยกลับมาย้ายสุสานกันอีกครั้ง”
จางอวิ๋นเหยารับคำ แล้วกลับไปคุยกับคนงานเหล่านั้น
แต่ด้วยเหตุการณ์ประหลาดเมื่อคืน แม้คนงานจะไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด แต่ก็พอจะตระหนักได้แล้วว่าสุสานตระกูลจางแห่งนี้ไม่ธรรมดา แลไม่แน่ว่าอาจจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่
พวกเขานอนหลับอยู่ในสุสานกันทั้งคืน โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองหมดสติไปได้อย่างไร ถ้าพวกเขารู้ว่าตัวเองถูกผมกับจางอวิ๋นเหยาลากออกมาจากโลงศพ คงได้ขวัญกระเจิงจนเสียสติไปแล้วแน่ ๆ
ดังนั้น คนงานเหล่านั้นจึงพากันวางมือขอไม่ทำต่อ ไม่ว่าจะให้เงินมากแค่ไหนก็ไม่เอา เพราะชีวิตมีค่าเกินกว่าจะเอามาเสี่ยง
จางอวิ๋นเหยาเกลี้ยกล่อมอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่เป็นผล คนงานเหล่านั้นแตกฮือแยกกันไปคนละทิศคนละทาง
คราวนี้จางอวิ๋นเหยาก็หมดหนทาง กลับมาถามผมว่าจะทำอย่างไรกันดี
ผมเองก็จนปัญญาเช่นกัน จึงได้แต่บอกจางอวิ๋นเหยาให้โทรศัพท์หาพ่อบ้าน แล้วให้เขาหาคนงานใหม่มาแทน และควรจะไม่ใช่คนในหมู่บ้านใกล้เคียงนี้ ต้องหาให้ได้ก่อนเที่ยงวันเพื่อนำโลงศพที่ขุดออกมาไปไว้ในป่าข้าง ๆ พยายามอย่าให้แสงแดดส่องโดนโลงศพโดยตรง
เมื่อได้ยินคำสั่งของผม จางอวิ๋นเหยาก็รีบโทรศัพท์หาพ่อบ้านหวัง เล่าสถานการณ์ที่นี่ให้ฟัง
พ่อบ้านหวังตอบรับและจะรีบดำเนินการทันที
ส่วนผมกับจางอวิ๋นเหยาถึงแม้จะเหนื่อยล้ามาก แต่ก็ต้องอยู่ที่สุสานเพื่อเฝ้าโลงศพเหล่านี้ต่อไปก่อน
โลงศพคงไม่มีใครมาขโมยแน่ ๆ ยิ่งไปกว่านั้นข้างในยังมีคนตายอยู่ด้วย แต่ที่ผมเฝ้าโลงศพอยู่ที่นี่ เป็นเพราะกลัวว่าคนลึกลับในป่าเมื่อคืนจะกลับมาทำอะไรกับศพอีก
ต้องยอมรับในความสามารถในการจัดการของพ่อบ้านหวังจริง ๆ พวกเราเฝ้ารออยู่ที่สุสานได้ประมาณสองชั่วโมงกว่า พ่อบ้านหวังก็ใช้รถตู้พาชายหนุ่มห้าหกคนมาด้วย แต่ละคนร่างกายกำยำแข็งแรง ช่วยกันย้ายโลงศพที่ขุดออกมาทั้งหมดไปไว้ที่ป่า และยังให้คนสองคนเฝ้าไว้อีกด้วย ผมจึงค่อยวางใจขึ้นมาหน่อยและได้กลับบ้านเก่าของตระกูลจางไปพร้อมกับหู่จื่อและจางอวิ๋นเหยา
ตลอดทั้งคืนผมแทบไม่ได้พัก อีกทั้งบาดแผลบนร่างกายก็ยังเจ็บปวด ทันทีที่ขึ้นรถ ผมก็เผลอหลับไปอย่างไม่รู้สึกตัว
เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียง รู้สึกเย็น ๆ ที่แขน หันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นจางอวิ๋นเหยาที่กำลังช่วยผมทาเบตาดีนบนบาดแผล และเปลี่ยนผ้าพันแผลให้
แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบร่างของเธอ ดูเลือนรางราวกับมีออร่าล้อมรอบ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเพิ่งจะตื่นนอนหรือเปล่า
ผมจ้องมองเธออยู่นาน แต่เธอกลับจดจ่ออยู่กับการทำความสะอาดบาดแผล ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้รู้ตัวว่าผมจ้องมองเธออยู่ ใบหน้าก็แดงระเรื่อขึ้นทันที ก่อนจะเอ่ยอย่างเขินอาย “คุณชายอู๋ คุณตื่นแล้วหรือคะ”
“จางอวิ๋นเหยา ขอบคุณนะ” ผมกล่าวอย่างจริงใจ
“คุณไม่ต้องเกรงใจขนาดนี้หรอกค่ะ อันที่จริงควรจะเป็นฉันที่ต้องขอบคุณมากกว่า คุณช่วยบ้านฉันมาตั้งเยอะ แถมยังเกือบจะเสียชีวิตอีกด้วย เรื่องแค่นี้ถือว่ายังไม่พอด้วยซ้ำ” เธอตอบ
ผมลองขยับร่างกาย ตั้งใจจะลุกขึ้นนั่ง ไม่คิดว่าการขยับครั้งนี้จะไปโดนบาดแผลเข้า ทันใดนั้นก็เจ็บจนต้องสูดหายใจเข้าลึก
เมื่อคืนถูกซอมบี้ข่วน ถึงแม้จะไม่ได้บาดเจ็บถึงกระดูก แต่เล็บนั้นก็แทงลึกเข้าไปในเนื้อหนัง ตอนนี้แผลเริ่มบวมขึ้นกว่าเดิมแล้ว แค่ขยับนิดหน่อยก็เจ็บจนแทบขาดใจ
เมื่อได้ยินเสียงครางของผม จางอวิ๋นเหยาก็รีบเข้ามาใกล้ รีบเข้ามาประคองแขนไว้ทันที “คุณชายอู๋ แผลคุณยังไม่หายดี อย่าขยับเลยจะดีกว่าค่ะ”
“พยุงฉันลุกขึ้นหน่อย ฉันยังมีเรื่องที่ต้องทำ” ผมกล่าว
จางอวิ๋นเหยาเอาแขนผมพาดบ่า ประคองจนผมลุกขึ้นนั่ง ตั้งแต่เกิดมา จางอวิ๋นเหยาเป็นผู้หญิงคนแรกที่ผมได้สัมผัสร่างกายใกล้ชิดถึงขนาดนี้ ได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ลอยออกมาจากตัวเธอ อดที่จะรู้สึกเขินตามไม่ได้ ในทางกลับกัน จางอวิ๋นเหยากลับไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ
ทันทีที่จางอวิ๋นเหยาเพิ่งจะพยุงผมลุกขึ้นจากเตียง ทันใดนั้นก็มีคนปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูห้องนอน
“ไอ้อู๋ เอามือสกปรกของแกออกไปซะ!” เสียงตะคอกดังขึ้น
ผมเงยหน้ามองก็เห็นจางอวิ๋นเลี่ยงยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ ไม่รู้ว่าจางอวิ๋นเลี่ยงปรากฏตัวขึ้นที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ช่างมาได้จังหวะจริง ๆ
ผมเองที่รู้สึกเขินอายอยู่แล้ว จึงรีบเอามือออกจากไหล่ของจางอวิ๋นเหยาโดยไม่รู้ตัว แต่ทำแบบนี้กลับทำให้จางอวิ๋นเลี่ยงยิ่งได้ใจ ชี้หน้าผมกล่าวว่า “ไอ้อู๋ ฉันรู้อยู่แล้วว่าแกน่ะมันคิดไม่ซื่อ คิดจะมาจีบน้องสาวฉันอยู่ตลอดเวลา ฟังไว้นะ ไอ้กบอย่าหวังจะกินเนื้อหงส์ คนอย่างแกน่ะ ไม่คู่ควรหรอก!”
“พี่! พูดบ้าอะไรเนี่ย เพื่อช่วยชีวิตพี่ คุณชายอู๋ถึงได้ถูกซอมบี้ตัวนั้นข่วนจนบาดเจ็บ เมื่อกี๊ฉันแค่พยุงเขาขึ้นมาเท่านั้นเอง” จางอวิ๋นเหยาอธิบาย
“ฉันว่าไอ้เด็กคนนี่ก็ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย มันแค่คิดจะฉวยโอกาสเธอ ดูท่าทางมันคงอยากจะโดนดี!” พูดจบ จางอวิ๋นเลี่ยงก็กำหมัดพุ่งเข้ามาทางผม
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพุ่งเข้ามาถึงตัวผม ทันใดนั้นก็มีคนปรากฏตัวขึ้นด้านหลังจางอวิ๋นเลี่ยง คว้าแขนของเขาไว้ เหวี่ยงแรง ๆ ครั้งหนึ่ง ก็โยนจางอวิ๋นเลี่ยงกระเด็นไปไกลหลายเมตร
“กล้าแตะต้องคุณชายน้อยของฉัน ดูท่าแกคงจะเบื่อชีวิตแล้วสินะ!” หู่จื่อจ้องเขม็งกล่าว
“เป็นอะไรกันไปหมด...” ความวุ่นวายในห้องนี้ ในไม่ช้าก็ไปถึงหูของจางอวี้เฉิงที่อยู่ห้องข้าง ๆ เขาก้าวเข้ามาที่หน้าประตูห้องนอนด้วยใบหน้าบึ้งตึง มองจางอวิ๋นเลี่ยงที่ล้มอยู่บนพื้น
“พ่อครับ ไอ้อู๋นั่นมันฉวยโอกาสน้อง เมื่อกี๊ผมเห็นมันกอดน้องอยู่พอดี” จางอวิ๋นเลี่ยงรีบร้อนฟ้องก่อน
“คุณพ่ออย่าไปฟังเลยค่ะ พี่น่ะพูดจาเหลวไหล เป็นเพราะคุณชายอู๋ได้รับบาดเจ็บ หนูแค่จะช่วยพยุงเขาขึ้นจากเตียงเท่านั้นเอง” จางอวิ๋นเหยาร้องแก้ต่างด้วยความร้อนรน
[จบแล้ว]