- หน้าแรก
- ราชาฮวงจุ้ย
- ตอนที่ 56 วิญญาณร้ายสลาย
ตอนที่ 56 วิญญาณร้ายสลาย
ตอนที่ 56 วิญญาณร้ายสลาย
ตอนที่ 56 วิญญาณร้ายสลาย
จางอวิ๋นเหยามองมาที่ผม ตะลึงไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยว่า “คุณชายอู๋ช่างเก่งจริง ๆ ที่รู้เรื่องพวกนี้เยอะมากเลยนะคะ”
ผมหัวเราะเบาก่อนตอบกลับไปว่า “ฉันไม่ได้เก่งกาจอะไรขนาดนั้นหรอก ก็แค่รู้ในสิ่งที่เธอไม่รู้เท่านั้น พวกเราต่างก็มีความถนัดกันคนละอย่าง อย่างเรื่องเรียนฉันคงสู้เธอไม่ได้ เพราะฉันสอบได้ที่โหล่ของห้องตลอด”
“จริงหรือคะ?” จางอวิ๋นเหยาเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อคำพูดผมเท่าไหร่
“ฉันจะหลอกเธอไปทำไม ไม่เชื่อก็ลองไปถามเพื่อนเก่าพวกนั้นดูได้เลย” ผมไม่ได้ขยายความอะไรต่อ เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่น่าภูมิใจอะไรนัก
จากนั้นผมก็ลุกขึ้น เดินไปหาคนงานที่ยังนอนกระจัดกระจายอยู่บนพื้น ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ทำไมพวกเขาถึงได้เข้าไปอยู่ในโลงศพกันหมด แถมยังปล่อยให้ศพในโลงดูดกลืนลมหายใจจนพลังหยางบนร่างกายหายไปไม่น้อย ทั้งไฟวิญญาณก็ดับไปเกือบหมด
คนเราล้วนมี “ไฟวิญญาณ” อยู่สามดวงอันเป็นสัญลักษณ์แห่ง วิญญาณสวรรค์ วิญญาณปฐพี และวิญญาณชีวิต หากทั้งสามดวงนี้ดับสิ้น คนผู้นั้นก็เหลือแต่ร่างไร้วิญญาณ ไม่ต่างอะไรกับศพเดินได้
ตอนนี้ไฟวิญญาณของคนงานแต่ละคนดับไปแล้วสองในสาม เหลือเพียงริบหรี่แค่ดวงเดียว ห่างความตายเพียงก้าวเดียวเท่านั้น
ผมเดินไปข้าง ๆ พวกคนงาน มือซ้ายประสานมุทรา ปากก็ท่องคาถาเบา ๆ พลางตบไปที่ไหล่ซ้ายขวาของพวกเขาอย่างละสองสามครั้งเพื่อจุดไฟวิญญาณบนร่างกายของพวกเขาให้ลุกโชนขึ้นมาหน่อย
จากนั้นก็ให้จางอวิ๋นเหยายื่นน้ำส้มสายชูสองขวดนั่นมา แล้วก็เทเถ้าก้นหม้อลงไปในขวดน้ำส้มสายชูเก่า ๆ เหล่านั้น เขย่าขวดสองสามครั้งให้เข้ากันอย่างทั่วถึง แล้วก็กรอกใส่ปากของคนงานทีละคน
ทุกคนถูกเทน้ำส้มสายชูเข้าปาก แต่พวกเขาไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย และเพราะพวกเขายังคงหมดสติ ส่งผลให้น้ำส้มสายชูไหลออกนอกปาก แต่ผมก็ยังคงพยายามบีบจมูกของพวกเขา เพื่อบังคับให้ดื่มน้ำส้มสายชูเก่า ๆ ที่ผสมกับเถ้าก้นหม้อลงไปบ้าง
น้ำส้มสายชูเก่า ๆ ที่ผสมกับเถ้าก้นหม้อนี้จะช่วยแก้พิษซากศพได้ และยังสามารถเพิ่มพลังหยางบนร่างกายของพวกเขาได้อีกด้วย หลักการที่แท้จริงคืออะไร ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจ แต่ในเมื่ออาจารย์สอนมาแบบนี้ ก็คงไม่มีอะไรผิดพลาด
เมื่อคนงานได้ดื่มมันเข้าไป ใบหน้าของพวกเขาก็ค่อย ๆ เริ่มมีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อย พร้อมสัมผัสได้ว่าพลังหยางบนร่างกายของพวกเขาก็ค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้น
แต่แค่นั้นยังไม่พอ ผมยังให้จางอวิ๋นเหยาช่วยผมนำยันต์สะกดซากศพที่ผมวาดด้วยเลือดไปแปะไว้ที่หน้าผากของศพเหล่านั้นเพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันลุกขึ้นมาเพ่นพ่านอีก
กว่าจะจัดการเสร็จสิ้น ก็ล่วงเลยไปแล้วสองชั่วโมง คืนนี้ ผมเหนื่อยล้าจนแทบทนไม่ไหว พอหยุดพักก็รู้สึกปวดไหล่อย่างรุนแรง จนแทบจะยกแขนขึ้นไม่ได้
เหลือบมองไปทางตะวันออก เมื่อเห็นท้องฟ้าเริ่มมีแสงสว่างรำไร อีกไม่นานฟ้าก็จะสว่าง
ผมหันมองไปทางหู่จื่อที่ถูกอสูรวิญญาณเข้าสิง เขายังคงติดอยู่ในค่ายกลกักวิญญาณ เอาแต่เดินวนไปมาไม่หยุดตลอดคืน พื้นที่ตรงนั้นแทบจะถูกหู่จื่อเหยียบจนราบเรียบ
ผมเลิกให้ความสนใจเขาไปชั่วขณะ เพราะนอกจากกักตัวเขาไว้แบบนั้นก็ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว จะให้สู้เองก็คงสู้ไม่ไหว
จางอวิ๋นเหยาเองก็เหนื่อยล้ามากเช่นกันเพราะไม่ได้นอนทั้งคืน เธอนั่งพิงโลงศพและเอาแต่หาวไม่หยุด แต่เห็นผมมีใบหน้าที่เหนื่อยล้า จางอวิ๋นเหยาก็ถามเบา ๆ ว่า “คุณชายอู๋ ต่อไปเราจะทำอะไรกันคะ?”
“รอ...” ผมตอบสั้น ๆ
“รออะไรคะ?” จางอวิ๋นเหยาถามอย่างสงสัย
“รอให้ฟ้าสาง พอฟ้าสว่าง ผีที่เข้าสิงอยู่ในร่างของหู่จื่อก็จะจากไป พลังหยางจะเพิ่มขึ้น พลังหยินจะลดลง วิกฤตที่นี่ก็จะคลี่คลาย ศพเหล่านี้ก็จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง” ผมอธิบาย
“แล้วคุณหู่จื่อจะเป็นอะไรไหมคะ พี่ชายของฉันจะฟื้นขึ้นมาไหม?” จางอวิ๋นเหยากระพริบตาคู่สวยของเธอมองมาที่ผม
“หู่จื่อไม่เป็นอะไรมากหรอก แล้วเดี๋ยวพี่ชายของเธอก็จะฟื้นขึ้นมาเหมือนกัน” ผมกล่าว
ได้ยินผมพูดแบบนี้ จางอวิ๋นเหยาก็วางใจ คืนนี้เธอเหนื่อยมามากจริง ๆ เพราะต้องเผชิญกับเรื่องน่าตื่นเต้นไปพร้อมกับผม
รอบข้างเงียบสงบ ผมได้ยินเสียงหายใจสม่ำเสมอของจางอวิ๋นเหยา ไม่นาน ผมก็รู้สึกว่ามีศีรษะเล็ก ๆ ของเธอพิงอยู่บนไหล่ของผม เผลอหลับไปไม่รู้ตัว
ทางทิศตะวันออกเริ่มสว่างขึ้นเรื่อย ๆ สายตาของผมจ้องมองไปยังหู่จื่ออยู่ตลอด
เมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณสาดมา หู่จื่อที่กำลังเดินวนไปมาก็พลันแข็งทื่อ ก่อนล้มพับลงไปทั้งร่าง
ผมรีบเปิดตาทิพย์มองดู เห็นแสงสีแดงพุ่งออกมาจากกระหม่อมของหู่จื่อ ลอยขึ้นฟ้าก่อนจะหายวับไปในพริบตา
ใช่แล้ว...วิญญาณร้ายออกจากร่างเขาแล้ว แต่ผมรู้ดีว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ
คนที่ตามรังควานตระกูลจางยังคงซ่อนอยู่เบื้องหลัง และผีที่เกาะติดตระกูลจางเองก็คงไม่ยอมปล่อยตระกูลจางไปง่าย ๆ เช่นกัน
ผีสาวตนนั้นต้องมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลจางอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นหู่จื่อล้มลงไป ผมพยายามจะลุกขึ้นเพื่อไปดูอาการของหู่จื่อ ร่างของจางอวิ๋นเหยาที่พิงอยู่เกิดสั่นเล็กน้อย ผมรีบยื่นมือไปประคองหัวของเธอไว้
จางอวิ๋นเหยาตื่นขึ้นมา พูดอย่างอาย ๆ ว่า “ขอโทษค่ะคุณชายอู๋ เมื่อครู่ฉันเผลอลับไป คงไม่ได้เผลอไปทำตัวถ่วงอะไรคุณหรอกนะคะ?”
“ไม่เป็นไร ผีร้ายที่สิงร่างหู่จื่อจากไปแล้ว รีบไปดูเขากันเถอะ” ผมกล่าว
จางอวิ๋นเหยาพยักหน้า ลุกขึ้นเดินตามผมมาข้าง ๆ
ผมไล่เดินเก็บธงที่ตั้งค่ายกลกลับคืนระหว่างทาง พอเข้าใกล้หู่จื่อ ก็พบว่าเจ้าตัวยังนอนกรนสนั่นอย่างไม่รู้เรื่องอะไรเลย
คาดว่าเขาเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อครู่เขาเกือบจะไม่มีชีวิตรอด แต่ดวงชะตาของหู่จื่อเป็นดวงหยางบริสุทธิ์ มีพลังสะท้อนสิ่งอัปมงคล วิญญาณจึงทำร้ายได้ยาก
ผมเขย่าไหล่ของหู่จื่อพลางเรียกเบา ๆ สองสามครั้ง “หู่จื่อ ตื่นได้แล้ว ฟ้าสว่างแล้ว”
เขาลืมตาด้วยความเหนื่อยล้า พลางบ่นเสียงงัวเงีย “คุณชาย...ผมเหนื่อยมากเลย รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเดินไปมาทั้งคืนเป็นร้อยกิโล ปล่อยให้ผมนอนต่ออีกหน่อยได้ไหม...?”
[จบแล้ว]