เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 54 หุ่นฟางแทนตัว

ตอนที่ 54 หุ่นฟางแทนตัว

ตอนที่ 54 หุ่นฟางแทนตัว


ตอนที่ 54 หุ่นฟางแทนตัว

อสูรวิญญาณที่เข้าสิงอยู่ในตัวหู่จื่อ แท้จริงแล้วไม่ได้หวาดกลัวเสียงไก่ขันจากโทรศัพท์ของผมเลยสักนิด แต่มันกลัวแสงอรุณ

ไม่ว่าอสูรวิญญาณจะฤทธิ์เดชมากมายแค่ไหน ก็ไม่กล้าออกมาเพ่นพ่านในเวลากลางวัน เพราะถ้าฟ้าสว่าง แสงอาทิตย์สาดส่องโดนร่าง มันก็จะสลายกลายเป็นควันในทันที

อสูรวิญญาณตัวนั้นหลงเชื่อว่าเสียงไก่ขันคือสัญญาณฟ้าสาง ถึงได้ทิ้งจางอวิ๋นเลี่ยงและรีบจากไป แต่หากมันพบว่าท้องฟ้ายังมืดสนิท ไม่ช้าไม่นานมันจะย้อนกลับมาอีกแน่ ถึงแม้ว่าผมจะไม่รู้ว่าอสูรวิญญาณที่เข้าสิงอยู่ในตัวหู่จื่อตัวนั้นทำไมถึงต้องการเอาชีวิตจางอวิ๋นเลี่ยง แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ หากมันกลับมาอีกครั้ง คราวนี้เขาคงหนีไม่พ้นเคราะห์ร้ายเป็นแน่

แต่เมื่อเห็นแสงสีแดงที่ลอยอยู่บนหัวของหู่จื่อ ผมกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก กลิ่นไอนี้เหมือนกับภูตผีที่เข้าสิงอยู่ในตัวจางอวี้เฉิงก่อนหน้านี้ไม่มีผิด

วิญญาณร้ายตนนี้เหมือนมีความแค้นฝังลึกกับตระกูลจาง จ้องแต่จะตามหลอกตามหลอนพวกเขาไม่เลิกรา

หลังจากแบกจางอวิ๋นเลี่ยงกลับมาวางพิงไว้ข้างโลง สมองผมก็เริ่มทำงานอย่างรวดเร็ว ว่าจะหาทางจัดการกับอสูรวิญญาณที่กลับมาได้อย่างไร

แวบหนึ่งในหัวก็ผุดความคิดขึ้นมาได้... หุ่นฟางแทนตัว

ก่อนหน้านี้ตอนที่ผมเห็นจางอวิ๋นเลี่ยงครั้งแรก ก็พบว่าเด็กคนนี้มีไอชั่วร้ายปกคลุมเหนือศีรษะ ใบหน้ามีลางร้าย จึงแอบถามจางอวิ๋นเหยาถึงวันเดือนปีเกิดของเขา แล้วลองคำนวณดู ผลออกมาคือเขากำลังจะเจอเคราะห์ใหญ่ถึงชีวิต

ข้อมูลนี้แหละคือกุญแจสำคัญ เพราะใครก็ตามที่ครอบครองชะตากำเนิดของอีกฝ่าย จะสามารถเอาไปใช้จัดการได้สารพัดวิธี จนถึงขั้นเอาชีวิตได้เลยหากตกอยู่ในมือคนคิดร้าย ดังนั้นอย่าเปิดเผยวันเดือนปีเกิดของตัวเองให้ใครรู้โดยง่าย นอกจากคุณจะเชื่อใจเขามาก ๆ

เมื่อมีวันเดือนปีเกิดของจางอวิ๋นเลี่ยงแล้วก็ง่ายแล้ว ผมรีบไปยังแนวพุ่มไม้รกทึบที่อยู่นอกเขตสุสาน ที่นั่นมีพืชพรรณอุดมสมบูรณ์ ไม่เหมือนกับบริเวณสุสานบรรพบุรุษของตระกูลจางที่แห้งโล้น ไม่มีแม้แต่หญ้าขึ้นเลยสักต้น

ผมได้หญ้ามากลุ่มหนึ่ง รีบสานมันเป็นหุ่นฟางอย่างลวก ๆ เป็นรูปคน แม้จะหยาบกระด้าง แต่ก็เพียงพอสำหรับใช้หลอกผี

หลังจากสานหุ่นฟางนั้นเสร็จแล้ว ผมก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจ จึงมองหาหินมาอีกสองสามก้อน ยัดเข้าไปในท้องของหุ่นฟางให้มันหนักเหมือนร่างจริง

จากนั้น ผมก็หยิบยันต์กระดาษสีเหลืองเปล่าแผ่นหนึ่งออกมา แตะเลือดจากบาดแผลบนไหล่ แล้วเขียนวันเดือนปีเกิดของจางอวิ๋นเลี่ยงบนยันต์กระดาษสีเหลืองแผ่นนั้น ก่อนจะยัดเข้าไปในท้องของหุ่นฟางด้วย

สุดท้าย ผมก็หยิบยันต์แทนตัวออกมาแผ่นหนึ่ง ติดไว้ที่หน้าผากของหุ่นฟางนั่น สองมือประสานมุทราพร้อมกัน ในปากท่องคาถาว่า “แทนตัว แทนตัว กระดาษขาวทำหน้าเจ้า หญ้าแห้งทำร่างเจ้า ไม่ปลุกเสกก็คือหญ้า ปลุกเสกแล้วก็มีอิทธิฤทธิ์ เปิดหูซ้ายฟังนรก เปิดหูขวาฟังหยินหยาง เจ้าและจางอวิ๋นเลี่ยงชื่อเดียวกัน เกิดวันเดียวกัน เดือนเดียวกัน ปีเดียวกัน เปิดมือซ้ายถือเงินทอง เปิดมือขวารับเคราะห์กรรม จะลงโทษลงโทษภูเขาใหญ่ จะทำลายทำลายทะเลกว้าง ไม่ลงโทษไม่ทำลายรับเคราะห์ร้ายวิ่งหนีไป ทหารเทพไฟด่วนดั่งกฎอาญา!”

ทันใดนั้น หุ่นฟางสั่นสะท้าน ก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นนั่งเหมือนสิ่งมีชีวิต ขณะเดียวกัน ร่างของจางอวิ๋นเลี่ยงที่นอนพิงอยู่ข้างโลงศพก็กระตุกแรงหนึ่งที ราวกับถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน

เพียงพริบตาเดียว ทั้งคู่ก็กลับมานอนแน่นิ่งดังเดิม แต่บัดนี้ หุ่นฟางนั่นคือตัวแทนของจางอวิ๋นเลี่ยงแล้ว

อสูรวิญญาณที่เข้าสิงอยู่ในตัวหู่จื่อเมื่อครู่ ต้องกลับมาหาเรื่องจางอวิ๋นเลี่ยงแน่ ๆ

และด้วยวิธีนี้ของผมจึงเป็นการหลอกผีโดยเฉพาะ

หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ ผมก็ย้ายที่หุ่นฟางไปเล็กน้อย วางมันไว้ที่ขอบของสุสานบรรพบุรุษของตระกูลจาง ส่วนผมก็ซ่อนตัวอยู่ข้างโลงศพ กลั้นหายใจไม่ให้ทิ้งร่องรอย

เวลาผ่านไปไม่นานนัก เสียงฝีเท้าแปลก ๆ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง หูจื่อปรากฎตัวในเงามืด เหมือนกับตอนก่อนหน้า เขายังคงเดินเขย่งปลายเท้า ร่างกายเอนไปข้างหน้าเล็กน้อย ทว่าครั้งนี้สีหน้าของเขากลับไม่ได้เฉยเมยเหมือนครั้งก่อน แต่แปรเปลี่ยนเป็นแววโกรธเกรี้ยว

มันรู้แล้วว่าโดนผมหลอกจึงทำให้โกรธมาก

หลังจากมาถึงสุสานบรรพบุรุษของตระกูลจางแล้ว จมูกขยับเล็กน้อย เหมือนกับกำลังดมหาอะไรสักอย่าง

ส่วนผมในตอนนี้ พยายามเก็บกลิ่นอายคนเป็นแล้วย่อตัวอยู่หลังโลงศพไม่ขยับเขยื้อนไปไหน

เขาเดินวนหากลิ่นร่องรอยอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตรงปรี่ไปที่หุ่นฟางทันที คว้ามันขึ้นบ่าแล้วรีบหายเข้าไปในแนวป่าทึบด้วยท่าทางร้อนรน

เมื่อเห็นหู่จื่อพาหุ่นฟางนั้นไป ผมก็แอบถอนหายใจยาวอีกครั้ง คืนนี้ ช่างวุ่นวายเสียจริง แม้จะถ่วงเวลาไปได้อีกหนึ่งแต่ผมรู้ว่า เรื่องนี้ยังไม่จบ

อสูรวิญญาณที่เข้าสิงอยู่ในตัวหู่จื่อ ต้องกลับมาอีกแน่ ๆ และเบื้องหลังทั้งหมดมันโยงไปถึงเงาดำประหลาดที่ผมเคยเห็นในป่าลึกก่อนหน้านี้ที่อาจจะควบคุมอสูรวิญญาณตัวนั้นให้ทำทุกอย่าง

อสูรวิญญาณตัวนั้นกลับไปที่บ้านเก่าของตระกูลจาง ทรมานจางอวี้เฉิง และตอนนี้กลับมาเริ่มทรมานจางอวิ๋นเลี่ยง

ด้วยสภาพของผมในตอนนี้ หากต้องเผชิญหน้ากับหู่จื่อที่ถูกเข้าสิง ความหวังที่จะชนะเขาได้มีน้อยมาก แม้จะรู้หนทางแต่ผมก็บาดเจ็บไม่เบา ไม่ต้องพูดถึงการจัดการกับอสูรวิญญาณที่เข้าสิงอยู่ในตัวหู่จื่อเลย

ถ้ามันกลับมาอีกครั้ง ไม่เพียงแต่จางอวิ๋นเลี่ยง แต่เกรงว่าแม้แต่ผมเองก็คงต้องตายด้วยเช่นกัน

ต้องคิดหาวิธีอีก...

ผมนั่งอยู่ข้างโลงศพ สมองค้นหาวิธีที่ผมเคยเรียนกับอาจารย์ แปดปีนี้ ผมไม่ได้เรียนไปเสียเปล่าเลยจริง ๆ ในไม่ช้าก็มีแผนอีก

ผมหยิบธงสามเหลี่ยมขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากกระเป๋าที่พกมาด้วยหลายผืน ทิศใต้เป็นธาตุไฟ ไฟเป็นหยาง เหมาะจะเป็นทางเข้าค่ายกลที่ยอดเยี่ยม

อีกสักพักผมสามารถตั้งค่ายกลกักวิญญาณทางทิศใต้ของสุสานบรรพบุรุษของตระกูลจางได้

ถ้าค่ายกลกักวิญญาณนี้ตั้งเสร็จแล้ว หากภูตผีที่เข้าสิงอยู่ในตัวหู่จื่อกลับมาอีกครั้ง ก็ต้องถูกกักอยู่ในค่ายกลนี้จนเดินออกมาไม่ได้ ถึงตอนนั้นผมกับจางอวิ๋นเลี่ยงก็จะปลอดภัย

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ผมก็รีบเดินไปทางทิศใต้ ตามตำแหน่งห้าธาตุ ก้าวเท้าตามดาวเหนือ ในปากท่องคาถา ปักธงลงตามตำแหน่งตาค่ายกลที่แตกต่างกันไป

ในไม่ช้า ค่ายกลกักวิญญาณง่าย ๆ ก็เสร็จ หมอกขาวบางเบาลอยอ้อยอิ่งเหนือพื้นดิน เหมือนมีม่านพลังบางอย่างกำลังแผ่คลุม

แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ยิ้มโล่งใจ แสงไฟสายหนึ่งก็ส่องมาที่ตัวผม

[จบแล้ว]

จบบทที่ ตอนที่ 54 หุ่นฟางแทนตัว

คัดลอกลิงก์แล้ว