เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 53 แสงสีแดงลอยวนอยู่เหนือศีรษะ

ตอนที่ 53 แสงสีแดงลอยวนอยู่เหนือศีรษะ

ตอนที่ 53 แสงสีแดงลอยวนอยู่เหนือศีรษะ


ตอนที่ 53 แสงสีแดงลอยวนอยู่เหนือศีรษะ

วันนี้จางอวิ๋นเหยาแสดงความขอบคุณต่อผมไม่รู้กี่ครั้งแล้ว หญิงสาวคนนี้ช่างขี้เกรงใจเหลือเกิน

หลังจากวุ่นวายอยู่พักใหญ่ ตอนนี้ผมชักเริ่มจะเหนื่อยล้าเต็มที นั่งพิงโลงศพหอบหายใจพลางยิ้มอย่างอ่อนแรงให้จางอวิ๋นเหยา ก่อนจะพูดว่า “จางอวิ๋นเหยา ไม่ต้องเกรงใจกันขนาดนี้หรอก ฉันเคยพูดไปแล้วว่านี่เป็นสิ่งที่ฉันควรทำ เพราะถึงอย่างไรฉันก็รับเงินจากบ้านเธอมาแล้ว”

“ไม่เลยค่ะ คุณชายอู๋ไม่เหมือนกับซินแสคนอื่น ๆ ที่คุณพ่อเคยพามาเลย คุณเป็นคนที่มีความรับผิดชอบที่สุด ทุกคนที่เคยมาพอเห็นสถานการณ์ไม่ดีก็รีบจากไป หรือไม่ก็ความสามารถไม่ถึง รับทำงานนี้ให้ไม่ได้ มีเพียงคุณที่ยอมสู้ตายเพื่อเรื่องของบ้านเรา” จางอวิ๋นเหยากล่าวอย่างตื่นเต้น

ความจริงในใจกลับตรงกันข้ามทั้งหมด ผมไม่อยากเสี่ยงตายเลยสักนิด และผมก็ถูกบังคับเช่นกันเพราะความจนตรอก ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมออกมารับงานด้วยตัวเอง เพราะถ้าไม่รับ ผมกับหู่จื่อก็ไม่มีทางอยู่รอดได้แล้วจริง ๆ

แต่คิดไม่ถึงเลยว่าครั้งแรกที่ออกมารับงานก็จะเจอเรื่องยุ่งยากแบบนี้ซะได้ ชีวิตการทำงานของผมช่างน่าหดหู่ใจเหลือเกิน

แต่ในเมื่อรับปากคนอื่นไว้แล้วก็ต้องกัดฟันจัดการให้เรียบร้อย นี่ก็เป็นกฎที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้ผม จึงได้แต่กลืนความอึดอัดแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องทันที

“รีบกลับบ้านไปเอาของมาให้ไวที่สุดแล้วรีบกลับ พวกเขาคงทนกันได้อีกไม่นาน”

จางอวิ๋นเหยาพยักหน้าอย่างหนักแน่น ถึงได้เร่งความเร็ววิ่งไปยังรถคันนั้น

เมื่อมองเธอขับรถจากไป ในใจถึงได้รู้สึกสบายใจขึ้นมาก

ที่ให้เธอกลับบ้านไปเอาน้ำส้มสายชูกับผงเถ้าก้นเตาไฟมานั้น ส่วนใหญ่เป็นเพราะข้าวเหนียวที่ผมพกมาไม่พอใช้แล้ว อาจารย์เคยบอกไว้ว่า ใช้น้ำส้มสายชูผสมกับเถ้าก้นหม้อ ก็สามารถแก้พิษซากศพได้เช่นกัน

เถ้าก้นหม้อนั้นเกิดจากการถูกเผาด้วยไฟมานาน ย่อมแฝงไว้ด้วยพลังหยางอันรุนแรง สามารถควบคุมสิ่งที่เป็นหยินอย่างซอมบี้ได้

ถึงประสิทธิภาพจะด้อยกว่าข้าวเหนียว แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

เมื่อจางอวิ๋นเหยาจากไป สุสานบรรพบุรุษตระกูลจาง ก็เหลือเพียงผมคนเดียวที่ลืมตาอยู่ รอบ ๆ เงียบสงัดอย่างน่ากลัว

ในใจก็เริ่มเป็นห่วงหู่จื่อขึ้นมา ไม่รู้ว่าเขาไปไหน คนงานทั้งหมดหาเจอแล้ว แม้แต่จางอวิ๋นเลี่ยงที่เกเรก็ยังหาเจอแล้ว มีแต่หู่จื่อที่ไร้ร่องรอย หากเขาเป็นอะไรขึ้นมา ผมคงไม่รู้จะไปอธิบายต่อหน้าอาจารย์ได้อย่างไร

ขณะกำลังคิดไม่ตก ผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังมาจากไม่ไกล

เมื่อลองชะโงกศีรษะมองไปแวบหนึ่ง พลันหัวใจก็เต้นแรง อดที่จะดีใจไม่ได้ เพราะหู่จื่อกำลังเดินมา

แต่พอจะร้องเรียก ปากกลับชะงักลง เพราะท่าทางของเขาช่างไม่ปกติเอาเสียเลย!

เขาเดินเขย่งปลายเท้า ร่างกายเอนไปข้างหน้าเล็กน้อย ภายใต้แสงจันทร์ที่สลัว ผมพบว่าสีหน้าของหู่จื่อเรียบนิ่งกว่าปกติ ดวงหน้าไร้แวว ดวงตาแข็งทื่อ ปากแง้มอ้าเล็กน้อย ราวกับมีเงาใครบางคนบงการอยู่ด้านหลัง คอยควบคุมให้เขาเดินไปข้างหน้าแทน

เมื่อตั้งใจมองอย่างละเอียด ก็พบว่าบนหัวของหู่จื่อมีแสงสีแดงกลุ่มหนึ่งลอยวนอยู่ เปล่งกลิ่นอายอาฆาตแรงกล้าออกมา!

ไม่ผิดแน่…ร่างเขาถูกวิญญาณร้ายสิงแล้ว!

ทว่าหู่จื่อไม่ได้เดินมาทางผม แต่เดินกลับเข้าป่าที่อยู่ไม่ไกล ซึ่งในป่าแห่งนั้นยังมีจางอวิ๋นเลี่ยงที่สลบไปแล้วอยู่

‘หู่จื่อจะไปที่ป่านั่นทำไม?’

ทันใดนั้น ผมก็รีบกลั้นหายใจ พลิกตัวลุกขึ้น แอบย่องตามไปอย่างระมัดระวัง

หู่จื่อเดินด้วยท่าทางที่แปลกประหลาด ในไม่ช้าก็เดินไปข้าง ๆ จางอวิ๋นเลี่ยง ก่อนจะก้มตัว มือเหยียดตรง ยกร่างของจางอวิ๋งเลี่ยงขึ้นมาด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย และลากเขาเดินไปลึกเข้าไปยังอีกด้านหนึ่งของป่า

ตอนนี้ ขาของหู่จื่อเหมือนจะงอไม่ได้ แถมแรงก็ดูจะเยอะมาก เพราะอย่างน้อย ๆ จางอวิ๋นเลี่ยงก็น่าจะหนักสักหนึ่งร้อยสามสิบกิโลกรัมได้

ใจผมหล่นวูบ คิดว่า ตอนนี้หู่จื่อคงต้องทำร้ายจางอวิ๋นเลี่ยงแน่ ๆ

ผมต้องไปห้ามเขาให้ได้

แต่สภาพผมตอนนี้บอบช้ำอย่างมาก แขนทั้งสองยังเจ็บจากการปะทะซอมบี้ตัวก่อนหน้าอยู่เลย ทั้งภูตผีที่เข้าสิงอยู่ในตัวหู่จื่อ ตอนนี้ก็สามารถตัดสินได้อย่างสมบูรณ์ว่า ต้องเป็น “อสูรวิญญาณ” อย่างแน่นอน เพราะมีเพียงอสูรวิญญาณเท่านั้น ถึงจะทำให้บนหัวของหู่จื่อมีแสงสีแดงกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้น

ด้วยสภาพของผมตอนนี้ ขืนปะทะตรง ๆ มีหวังถูกฆ่าตายแน่

จากความเข้าใจของผมที่มีเกี่ยวกับหู่จื่อ เขามีวิชากังฟูที่แข็งแกร่ง แต่ตอนปกติต่อสู้กัน ผมไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้เลย และยิ่งตอนนี้ถูกอสูรวิญญาณเข้าสิงอีก ขืนปะทะตรง ๆ อสูรวิญญาณนั่นอาจจะบีบคั้นพลังกายของเขาออกมาจนถึงขีดสุด ถึงตอนนั้นผมคงถูกเขาตีจนตาย

ไม่ได้ ไม่ต้องใจร้อน ค่อย ๆ คิดหาว่าจะสู้กับหู่จื่อได้อย่างไร แต่ผมไม่แน่ใจว่าหู่จื่อจะทำอะไรกับจางอวิ๋นเลี่ยงกันแน่ เลยไม่กล้าที่จะชักช้า

และผมก็ไม่สามารถออกจากสุสานบรรพบุรุษของตระกูลจางไปไกลเกินกว่านี้ได้ เพราะถ้าจางอวิ๋นเหยากลับมาแล้วหาผมไม่เจอ ทั้งที่สุสานก็ยังมีศพที่พร้อมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่ออีกมากมาย แค่นี้ก็ยุ่งยากมากพอแล้ว

เมื่อเห็นหู่จื่อกำลังลากจางอวิ๋นเลี่ยงออกจากป่าไป จู่ ๆ ไฟสว่างก็ผุดขึ้นในหัว ก่อนจะรีบควักโทรศัพท์มือถือออกมา ยืนหาริงโทนโทรศัพท์มือถืออันหนึ่งที่เป็นเสียงไก่ขันซึ่งเป็นเสียงที่ผมดาวน์โหลดไว้เล่น ๆ เพราะรู้สึกว่าตลกดี

และตอนนี้ถือว่ามีประโยชน์อย่างมาก!

ผมเดินเร็วขึ้นอีกสองสามก้าว พยายามเข้าใกล้หู่จื่อให้ได้มากที่สุด ซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้า จากนั้นก็เริ่มกดเล่นริงโทนเสียงไก่ขัน

เสียงขันก้องกังวานดังขึ้นในความเงียบ หู่จื่อที่กำลังลากจางอวิ๋นเลี่ยงเดินไปข้างหน้าพลันชะงัก ทันใดนั้นร่างก็สั่นสะท้าน หยุดฝีเท้า แววตาที่เคยว่างเปล่าฉายความหวาดหวั่นขึ้นมาฉับพลัน รีบหันมองไปรอบๆ อย่างตื่นตระหนก พร้อมกับวางจางอวิ๋นเลี่ยงลง

ผมเห็นว่าวิธีนี้ได้ผล จึงรีบเล่นริงโทนเสียงไก่ขันนั้นอีกครั้ง เพียงครู่เดียว หู่จื่อถึงกับหายใจถี่กระสับกระส่าย ร้อนรนจนทนไม่ไหว ทิ้งทุกอย่างแล้วพุ่งหายเข้าไปในในป่าทันที

ผมถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก เมื่อเห็นหู่จื่อวิ่งไปไกลแล้ว ผมก็เดินไปข้าง ๆ จางอวิ๋นเลี่ยงค่อย ๆ แบกเขากลับไปยังสุสานบรรพบุรุษของตระกูลจางอย่างรวดเร็ว เพราะรู้ดีว่าในไม่ช้า อสูรวิญญาณที่เข้าสิงอยู่ในตัวหู่จื่อก็จะพบว่าตัวเองถูกหลอก และต้องวกกลับมาอีกแน่นอน

[จบแล้ว]

จบบทที่ ตอนที่ 53 แสงสีแดงลอยวนอยู่เหนือศีรษะ

คัดลอกลิงก์แล้ว