- หน้าแรก
- ราชาฮวงจุ้ย
- ตอนที่ 52 กลืนกินพลังหยาง
ตอนที่ 52 กลืนกินพลังหยาง
ตอนที่ 52 กลืนกินพลังหยาง
ตอนที่ 52 กลืนกินพลังหยาง
จางอวิ๋นเหยามองมาที่ผมก่อนกล่าวว่า “คุณชายอู๋ แต่คุณได้รับบาดเจ็บอยู่นะคะ ถ้าฉันอยู่ด้วย อาจจะช่วยอะไรได้บ้าง...?”
“เธอจะช่วยอะไรฉันได้?” ผมพูดอย่างหงุดหงิด
“ให้ฉันทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นค่ะ...” จางอวิ๋นเหยากล่าวอย่างจริงจัง
“ช่างเถอะ เธอกลับไปดีกว่า ถ้าภายในหนึ่งชั่วโมงฉันยังไม่ไปหาที่รถ ก็ขับรถกลับบ้านไปได้เลย” ผมตัดบทเสียงแข็ง
ขอบตาของจางอวิ๋นเหยาแดงก่ำ เธอพูดอย่างหนักแน่นว่า “คุณชายอู๋ เป็นเพราะฉันคุณถึงยอมช่วยตระกูลจางของเราย้ายสุสาน ตอนนี้ยังต้องมาเจอเรื่องอันตรายแบบนี้อีก ฉันจะปล่อยให้คุณอยู่ในอันตรายคนเดียวได้ยังไงกัน คุณให้ยันต์ฉันไว้อีกสองสามใบแล้วอยู่ให้ฉันอยู่ด้วยได้ไหมคะ ฉันรับรองว่าจะไม่เป็นตัวถ่วงแข้งถ่วงขาคุณแน่นอน”
เมื่อเห็นแววตาที่แน่วแน่นั้นก็รู้ได้ทันทีว่าเธอไม่ยอมไปแน่ และถ้ายอมปล่อยให้เธออยู่คนเดียวมันก็คงไม่ค่อยปลอดภัย ผมยังเห็นเงาดำแวบอยู่ในป่า เป็นภัยคุกคามที่ซ่อนอยู่ จึงได้แต่ยอมให้เธออยู่ที่นี่ด้วย แต่ในใจกลับคิดว่าแม่สาวคนนี้สมองมีปัญหาหรือเปล่า หรือเรียนเก่งจนโง่ไปแล้ว? ไม่แปลกใจเลยที่เป็นนักเรียนดีเด่น สมองถึงได้ทื่อแบบนี้
โชคดีที่ผมเป็นเด็กเรียนไม่เก่ง สมองเลยไวกว่าหน่อย
ผมค่อย ๆ เดินไปข้างโลงศพที่ยังคงส่งเสียงดังออกมาไม่หยุด เดินวนอ้อมวนสำรวจก่อนรอบหนึ่ง
นี่คือหนึ่งในโลงที่จางอวิ๋นเลี่ยงให้คนงานขุดออกมาหลังจากที่ผมออกไปแล้ว
ในไม่ช้า ผมก็สังเกตเจอความผิดปกติ โลงศพนี้เหมือนจะถูกเปิดมาก่อนเพราะตะปูโลงศพรอบ ๆ หายเกลี้ยง
ผมเดินไปข้าง ๆ โลงศพอีกด้านหนึ่ง กล่าวกับจางอวิ๋นเหยาว่า “มาช่วยกันหน่อย เปิดฝาโลงออก”
จางอวิ๋นเหยารีบก้าวเข้ามา พยายามดันแผ่นโลงศพด้วยกัน ไม่นาน โลงศพก็ส่งเสียงที่แขยงหูชวนขนลุกก่อนจะแง้มออกเป็นช่องเล็ก ๆ กลิ่นเน่าคร่ำครึโชยทะลักออกมาจากโลงศพทันใด
ผมรีบสั่งให้จางอวิ๋นเหยากลั้นหายใจ อย่าสูดเข้าไปเด็ดขาดจนกว่าโลงศพจะเปิดออกจนหมด
เราสองคนออกแรงกันต่ออีกพักใหญ่ ฝาโลงแสนหนักอึ้งก็เปิดออกได้ครึ่งหนึ่ง
ตระกูลจางร่ำรวยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ไม้โลงศพที่เลือกก็เป็นไม้ชั้นดี โลงศพนี้ดูแล้วน่าจะประมาณร้อยปีเศษ ๆ แต่กลับไม่ผุพังเสียเลย
แต่เมื่อมองเข้าไปด้านในโลงศพก็อดที่จะอึ้งจนชะงักไปไม่ได้
จางอวิ๋นเหยาที่กล้า ๆ กลัว ๆ รวบรวมความกล้าก้มลงไปมองตามก่อนร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
เพราะเราสองคนต่างก็พบว่า ในโลงศพนี้กลับมีขาสี่ข้าง!
ผมนึกสงสัยในใจ เพราะไม่เคยเจอใครใช้โลงร่วมกันมาก่อน
แม้จะเป็นสุสานผัวเมียก็จะใช้โลงศพสองใบเพื่อฝังอยู่ในหลุมเดียวกัน ไม่ใช่การยัดศพสองร่างลงโลงใบเดียว แบบนี้มันผิดธรรมเนียมสิ้นเชิง
แต่พอสังเกตดี ๆ ในไม่ช้าก็พบจุดผิดปกติ
กางเกงของศพในนั้นดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นชุดลายพราง ... ใช่แล้ว นั่นมันเครื่องแบบของหนึ่งในคนงานที่ตระกูลจ้างมา!
แล้วเขาเข้าไปอยู่ในโลงศพได้อย่างไร?
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ผมก็ไม่กล้าลังเลอีกต่อไป กวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วก็พบตะขอเหล็กที่คนงานใช้ก่อนหน้านี้อยู่ข้าง ๆ งัดฝาโลงศพออกอย่างแรง เกิดเสียงดัง “โครม!”
ฝาโลงทั้งแผ่นร่วงกระแทกพื้น และในที่สุดพวกเราก็เห็นสภาพในโลงศพได้อย่างชัดเจน
คนงานที่สวมชุดลายพรางคนหนึ่ง ตอนนี้กำลังนอนคว่ำอยู่ในโลงศพ หรือจะให้พูดให้ถูกคือ นอนคว่ำอยู่บนตัวศพแถมยังปากชนปากอีกด้วย
ใบหน้าคนงานซีดเขียว ร่างกายยังสั่นกระตุกเล็กน้อย ส่วนศพของบรรพบุรุษตระกูลจางที่อยู่ใต้ร่างเขานั้น ใบหน้ากลับมีสีแดงระเรื่ออย่างน่าประหลาดราวกับมีชีวิต
คนเป็นดูเหมือนคนตาย คนตายกลับดูเหมือนคนเป็น
เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ผมก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น!
“จางอวิ๋นเหยา รีบช่วยกันดึงคนงานออกมาเร็วเข้า ถ้าช้ากว่านี้เขาต้องตายแน่” ผมกล่าวอย่างร้อนรน
จางอวิ๋นเหยาหยิบเชือกเส้นหนึ่งจากพื้นส่งมาให้ มันเป็นเชือกที่คนงานใช้ตอนเอาโลงศพออกจากหลุมสุสาน อุปกรณ์เปิดโลงที่นี่มีพร้อม ถือว่าช่วยประหยัดแรงไปได้มาก
ผมรีบพันเชือกรอบข้อมือทั้คนงานงสองข้างอย่างละสองรอบจนแน่น
จากนั้นผมกับจางอวิ๋นเหยาก็ช่วยกันดึงร่างเขาขึ้นมา ในที่สุดก็แยกคนงานกับศพและดึงออกจากโลงได้สำเร็จ
ผมวางคนงานให้นอนราบไปกับพื้น แม้จะยังหายใจแต่สภาพของเขาตอนนี้ย่ำแย่อย่างมาก ใบหน้าเป็นสีเขียวคล้ำ ร่างกายแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้างเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ร่างกายกลับไร้อุณหภูมิเช่นคนปกติแต่เย็นยะเยือกอย่างน่ากลัว
จางอวิ๋นเหยาเมื่อเห็นชายคนนี้ก็รีบถามด้วยความตกใจ “คุณชายอู๋ เขาเข้าไปอยู่ในโลงศพได้อย่างไรกันคะ?”
“ฉันก็ไม่รู้ว่าหลังจากที่เราจากไปพี่ชายของเธอทำอะไรลงไปบ้าง แต่สภาพของเขาตอนนี้อันตรายมาก สุสานบรรพบุรุษของบ้านเธอคือที่ดินซ่อนศพ หลังจากถูกคนทำลาย ศพทั้งหมดก็มีโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นซอมบี้ได้ พอคนงานคนนี้เข้าไปในโลง ก็ถูกศพในโลงดูดกลืนพลังหยางบนร่างกาย หากไม่รีบช่วยเหลือ เขาอยู่ไม่รอดถึงเช้าแน่” ผมกล่าวเสียงทุ้ม
“งั้นพวกเราควรทำอย่างไรดีคะ?” จางอวิ๋นเหยาถามเสียงสั่น
“คนงานทั้งหมดคงถูกจับยัดอยู่ในโลงพวกนี้ มีแต่ต้องเอาพวกเขาออกมาให้ได้ ถ้ามีศพใดศพหนึ่งดูดกลืนพลังหยางของคนเป็นได้มากพอ ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของศพ ถึงตอนนั้นไม่เพียงแต่คนงานจะตาย กระทั่งพวกเราเองก็จะไม่มีทางรอดออกไปจากที่นี่ได้เช่นกัน” ผมกล่าว
“ถ้างั้นก็รีบเปิดโลงศพกันเถอะค่ะ ช่วยคนสำคัญที่สุด” เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ จางอวิ๋นเหยาก็ยิ่งร้อนรน
ทว่าผมกลับไม่รีบร้อนที่จะเปิดโลงศพ กลับหยิบข้าวเหนียวออกมาจากตัวก่อนจะยัดเข้าไปในปากของคนงานคนนั้น
เขาถูกศพดูดกลืนพลังหยาง มีโอกาสติดพิษจากซากศพได้ เพื่อป้องกันไว้ก่อน ผมจึงต้องทำแบบนี้
จากนั้น ผมก็หันกลับไปมองศพในโลงอีกครั้ง เห็นว่าเป็นชายชราร่างหนึ่ง ใบหน้าเริ่มมีสีแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย พอมองไปที่เล็บก็เหมือนกำลังงอกยาวออกมาราวสามถึงสี่เซนติเมตร แต่ยังไม่ถึงขั้นแปรสภาพเต็มตัว
สถานการณ์แบบนี้…ยังพอช่วยได้!
ผมรีบหยิบยันต์ปราบศพที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมาแปะลงตรงหน้าผากศพนั่นทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดการแปรสภาพอย่างกะทันหัน
จากนั้นผมกับจางอวิ๋นเหยาก็ขยับไปยังโลงถัดไป แล้วช่วยกันงัดฝาเปิดออก
ไม่ผิดจากที่คาด...ในโลงนี้ก็มีสองร่างเหมือนกัน และแน่นอนว่าสภาพแทบไม่ต่างจากโลงก่อนหน้า
เราสองคนใช้วิธีเดิม คือค่อย ๆ ดึงร่างออกมาจากโลง
สูดหายใจแรง ๆ และในที่สุดก็สามารถเปิดโลงศพทั้งหมดที่ขุดขึ้นมาได้สำเร็จ คนงานทุกคนถูกจับยัดไว้ในโลง และถูกเราลากออกมาหมดสิ้น
แต่สิ่งที่ทำให้ผมยิ่งสงสัยคือในบรรดาคนเหล่านี้ กลับไม่มีเงาของงหู่จื่อเลย
จางอวิ๋นเลี่ยงกับบรรดาคนงานหาเจอหมดแล้ว แต่มีเพียงหู่จื่อเท่านั้นที่หายไป
เขาหายไปไหนกันแน่?
ใจผมพลันหนักอึ้ง ความกังวลตีขึ้นมา ถ้าเกิดหู่จื่อเป็นอะไรไปจริง ๆ ผมคงไม่รู้จะเอาหน้าไปพบอาจารย์ได้อย่างไร
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามัวคิดฟุ้งซ่าน รีบหันไปสั่งจางอวิ๋นเหยา “เธอกลับบ้านไปเอาของมาให้ฉันหน่อย”
“จะให้ไปเอาอะไรมาคะ?”
“ไปครัว ตักน้ำส้มสายชูมา แล้วก็ขูดเอาผงเถ้าจากก้นเตาไฟด้วย รีบเอามาให้เร็วที่สุด” ก่อนหน้านี้ผมเห็นว่าครัวเก่าที่เรือนใหญ่ยังใช้เตาฟืนแบบสมัยก่อนอยู่ ยังไงก็ต้องมีเขม่าดำก้นเตาแน่นอน
จางอวิ๋นเหยาพยักหน้ารับรู้พร้อมสีหน้าเคร่งเครียด เข้าใจได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ จึงรีบก้าวออกไปทันที
พอเดินได้ไม่กี่ก้าว เธอก็หันกลับมาอีกครั้ง ดวงตาเต็มไปด้วยความจริงใจ
“คุณชายอู๋…ต้องระวังตัวด้วยนะคะ”
[จบแล้ว]