- หน้าแรก
- ราชาฮวงจุ้ย
- ตอนที่ 51 ความผิดปกติในโลงศพ
ตอนที่ 51 ความผิดปกติในโลงศพ
ตอนที่ 51 ความผิดปกติในโลงศพ
ตอนที่ 51 – ความผิดปกติในโลงศพ
เพื่อจัดการกับจางอวิ๋นเลี่ยงที่ถูกควบคุมก่อนหน้านี้ และซอมบี้ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของศพอย่างกะทันหัน ทำให้ผมเสียพลังกายไปมาก พอเห็นว่าซอมบี้ตัวนั้นนอนนิ่งอยู่บนพื้น ถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้น สองแขนพลันปวดร้าวจนแทบทนไม่ไหว เลือดสด ๆ ไหลรินออกมาไม่หยุด
ก่อนหน้านี้ผมถูกกรงเล็บของซอมบี้ตัวนั้นข่วนจนเป็นแผลฉกรรจ์ เลือดยังไหลซึมออกมาอย่างต่อเนื่อง แถมยังมีอาการบวมชาอีกด้วย
จางอวิ๋นเหยาเห็นบาดแผลของผมที่ถึงแม้จะพันแผลแล้วแต่เลือดก็ยังคงซึมออกมาไม่หยุด ชั่วขณะหนึ่งเธอทำอะไรไม่ถูก ได้แต่น้ำตาคลอเบ้า
เห็นเธอเป็นแบบนั้น ผมก็ได้แต่ยิ้มและกล่าวว่า “ไม่ต้องห่วง ฉันไม่เป็นอะไรหรอก”
พูดจบ ผมก็หันไปมองบาดแผลบนไหล่ สีหน้าก็เปลี่ยนไป เพราะเลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผลซึ่งเดิมทีควรจะเป็นเลือดสีแดงสด แต่ตอนนี้กลับดูดำคล้ำ
บนร่างกายของซอมบี้ล้วนมีพิษติดตัว ไม่ว่าจะถูกมันข่วนหรือกัด ก็มีโอกาสติดพิษศพได้ง่าย
โชคยังดีที่ศพของบรรพบุรุษตระกูลจางเพิ่งกลายเป็นซอมบี้ได้ไม่นาน พิษบนตัวศพจึงยังไม่รุนแรงนัก
ผมรีบค้นกระเป๋าที่พกติดตัว หยิบถุงข้าวเหนียวออกมาซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเตรียมไว้ก่อนหน้านี้
การย้ายสุสานย่อมต้องสัมผัสกับศพ และมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ดังนั้นก่อนออกเดินทาง ผมจึงเตรียมของไว้มากมายเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน อย่างไรเสีย ครั้งนี้ก็เป็นการรับงานครั้งแรกของผม ยังไร้ประสบการณ์นัก
ทันใดนั้น ผมก็นำข้าวเหนียวนั้นมาทาบนบาดแผล ความเจ็บปวดพลันแล่นขึ้นมาทันใด กลุ่มควันสีขาวพร้อมกลิ่นเหม็นเน่าลอยออกมาจากบาดแผล เพียงเท่านี้ก็ถือว่าพิษศพได้ถูกขจัดออกไปแล้ว
แต่ไม่ใช่ข้าวเหนียวทุกชนิดจะสามารถล้างพิษซากศพได้ ทั้งยังมีข้อควรระวังอย่างมากเช่นกัน
ข้าวเหนียวที่สามารถแก้พิษซากศพได้ ต้องผ่านกรรมวิธีพิเศษที่ซับซ้อนจึงจะมีคุณสมบัติเช่นนี้
เริ่มแรก ต้องนำข้าวเหนียวไปแช่ในปัสสาวะของเด็กชายบริสุทธิ์เป็นเวลาสี่สิบเก้าวัน จากนั้นนำไปตากแดดจัดอีกสี่สิบเก้าวัน
หากระหว่างนั้นมีวันใดที่ฟ้าครึ้มหรือฝนตก ข้าวเหนียวก็จะไร้ผลทันที หรือไม่ก็มีประสิทธิภาพลดลงอย่างมาก
ข้าวเหนียวที่ได้ดูดซับพิษซากศพกลายเป็นสีดำทันที จากนั้นอาการบวมชาก็ลดลงอย่างมาก แต่ความเจ็บยังคงรุนแรงจนเหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก
จางอวิ๋นเหยาทำได้เพียงย่อตัวลงข้าง ๆ มองผมจัดการตัวเองอย่างให้วุ่น สีหน้ากระวนกระวาย ไม่รู้จะช่วยอะไรได้
“ไม่เป็นไรแล้ว ช่วยพยุงฉันลุกขึ้นหน่อย” ผมมองไปที่เธอแล้วกล่าว
จางอวิ๋นเหยารีบเข้ามาประคอง วางมือของผมไว้บนไหล่ของเธอ ก่อนจะช่วยพยุงผมลุกขึ้นจากพื้น
หลังจัดการเรื่องเมื่อครู่ ร่างกายผมก็อ่อนเพลียไปไม่น้อย แต่พักสักครู่ก็คงดีขึ้น
“คุณชายอู๋ พี่ชายของฉันยังนอนอยู่ที่นั่น เขาจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” จางอวิ๋นเหยาถามอย่างระมัดระวัง
“ไม่ต้องสนใจเขา ตอนนี้เขายังไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต” ผมกล่าวอย่างไม่พอใจ
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเพราะไอ้เด็กนั่น หากเพียงแค่เขายอมเชื่อฟัง รอให้ผมกลับมาแล้วค่อยพรวนดินย้ายสุสานต่อ ปัญหาก็คงไม่เกิด เขาไม่เพียงทำให้คนอื่นเดือดร้อน แต่ยังเกือบจะเอาชีวิตตัวเองไปทิ้งด้วย
จางอวิ๋นเหยากัดริมฝีปาก เอ่ยเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดว่า “คุณชายอู๋ ต้องขอโทษด้วยนะคะ ทั้งหมดเป็นความผิดของพี่ชายฉันเอง หลังจากเรื่องนี้จบลงแล้ว ฉันจะให้คุณพ่อเพิ่มค่าตอบแทนให้คุณอย่างแน่นอน”
“นี่เป็นความผิดของพี่ชายเธอ ไม่เกี่ยวกับเธอ ไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอก วางใจเถอะ ในเมื่อรับงานบ้านเธอแล้ว ฉันจะไม่ทิ้งเขาแน่นอน” ผมกล่าวเสียงทุ้ม
จางอวิ๋นเหยาถึงได้วางใจลง แม้ยังคงขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า
พักหายใจเพียงครู่ก็รู้สึกแรงกายฟื้นคืนบ้างแล้ว จึงให้จางอวิ๋นเหยายืนอยู่รอที่นี่ห้ามขยับไปไหน ส่วนตัวผมรีบวิ่งกลับเข้าไปในป่าที่อยู่ไม่ไกล
ก่อนหน้านี้ตอนที่จัดการกับซอมบี้ตัวนั้น ผมแอบเห็นเงาดำลึกลับซ่อนตัวอยู่ เงาดำนั่นจะต้องเป็นคนที่ควบคุมจางอวิ๋นเลี่ยงก่อนหน้านี้ และแน่นอนว่าต้องเป็นคนที่ลงมือทำอะไรบางอย่างกับสุสานบรรพบุรุษของตระกูลจางด้วย
ผมอยากจะหาเขาให้เจอ แล้วถามเขาว่าทำไมต้องทำแบบนี้
แต่เมื่อกลับเข้าไปยังป่าแห่งนั้น เงาดำนั่นได้จากไปนานแล้ว หรืออาจจะซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง แต่ไม่พบร่องรอยใด ๆ
ขณะกำลังจะหันกลับอยู่นั่นเอง จู่ ๆ ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องด้วยความตกใจดังขึ้น ทำเอาผมสะดุ้งเฮือก
เพราะมันเป็นเสียงของจางอวิ๋นเหยา
ผมรีบเร่งฝีเท้าวิ่งตรงกลับไปทางสุสานบรรพบุรุษของตระกูลจางทันที
ในไม่ช้า ผมก็เห็นจางอวิ๋นเหยายืนอยู่กลางโลงศพหลายใบ สองมือปิดปาก หยดน้ำตาไหลอาบแก้ม ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวา
เมื่อแน่ใจว่าเธอไม่ได้รับอันตรายผมก็วางใจลงบ้าง
“เกิดอะไรขึ้น?” ผมเดินเข้าไปถาม
จางอวิ๋นเหยาหันมามองผมด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “ฉัน...ฉันได้ยินเสียงจากโลงศพ มันมีเสียงดังออกมาค่ะ”
เมื่อเห็นท่าทางหวาดกลัวของเธอผมก็นึกสงสัยไม่น้อย เมื่อครู่เห็นซอมบี้ยังไม่กลัว แต่โลงศพที่มีเสียงเคลื่อนไหว ทำไมถึงตกใจขนาดนี้...ผู้หญิงนี่เข้าใจยากจริง ๆ
“อย่ากลัว มีฉันอยู่” ผมตบหลังจางอวิ๋นเหยาเบา ๆ แล้วค่อย ๆ ดันเธอออกไปด้านข้าง
สายตาจ้องมองไปยังโลงศพหลายใบที่อยู่ข้าง ๆ
ทันใดนั้น ผมก็นึกถึงเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งได้ขึ้นมา
คนงานที่ตระกูลจางจ้างมาทั้งหลาย รวมทั้งหู่จื่อหายตัวไปไหนกันหมด? ทำไมเหลือแต่จางอวิ๋นเลี่ยงที่ถูกควบคุมสติอยู่ที่นี่?
เมื่อผมทำสมาธิเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ก็มีเสียงเบา ๆ ดังลอดออกมาจากโลงศพใบหนึ่งจริง ๆ
ยามดึกสงัด กลางทุ่งร้างไร้ผู้คน แล้วมีเสียงดังออกมาจากโลงศพ มันชวนให้เสียวสันหลังอย่างยิ่ง
และเมื่อผมฟังอย่างละเอียด ก็อดที่จะขนหัวลุกไม่ได้
เพราะเสียงเคลื่อนไหวที่ดังออกมาจากโลงศพใบนั้น เหมือนกับเล็บที่กำลังขูดถูไปมาบนไม้โลงศพ
“กึก ๆ...” เสียงมันเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ
เพียงครู่ต่อมา โลงศพเก่าที่ถูกขุดขึ้นมาไม่ไกลนักก็สั่นไหวเบา ๆ
เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ สีหน้าของผมก็เปลี่ยนไป
หรือว่าโลงศพที่ถูกขุดขึ้นมา จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของศพจนกลายเป็นซอมบี้ไปกันหมดแล้ว?
ก่อนหน้านี้ซอมบี้ตัวเดียวก็เกือบเอาตัวไม่รอด ถ้ามีกันมากมายขนาดนี้ ผมคงต้องตายแน่ ๆ
คิดได้ดังนั้น ความรู้สึกอยากหันหลังหนีพลันถาโถม และในที่สุดก็รู้แล้วว่าทำไมจิ้งจอกแปดหางตัวนั้นถึงพยายามห้ามไม่ให้ผมมาที่สุสานบรรพบุรุษของตระกูลจาง ที่แท้มันอันตรายถึงเพียงนี้นี่เอง
แต่ผมหนีไม่ได้ ถ้าหนีไปแล้วศพที่กลายเป็นซอมบี้เหล่านี้ออกอาละวาดวิ่งไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง คนตายย่อมไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสองคน
ผมสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามบังคับตัวเองให้สงบ
จากนั้น ผมก็มองไปที่จางอวิ๋นเหยาพร้อมกล่าวเสียงเข้มว่า “เธอกลับไปอยู่ในรถ แล้วอย่าออกมาเด็ดขาด”
[จบแล้ว]