- หน้าแรก
- ราชาฮวงจุ้ย
- ตอนที่ 43 พรวนดินขุดสุสาน
ตอนที่ 43 พรวนดินขุดสุสาน
ตอนที่ 43 พรวนดินขุดสุสาน
ตอนที่ 43 พรวนดินขุดสุสาน
พอได้ยินผมพูดแบบนั้น จางอวี้เฉิงก็ตกใจจนเหงื่อซึมที่หน้าผาก จางอวิ๋นเหยาเองก็ดูตื่นตระหนกไม่แพ้กัน
ครู่ต่อมา จางอวี้เฉิงจึงมองมาที่ผมกล่าวว่า “คุณชายอู๋ ผมเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่นักหรอก คุณชายว่าอย่างไร พวกเราก็จะทำตามนั้น ขอเพียงให้เรื่องนี้คลี่คลายได้ก็พอ ต้องการให้ผมทำอะไรก็บอกได้เลยครับ”
ผมตอบอย่างจริงจังว่า “อันดับแรก เอากล่องไม้ที่ขุดขึ้นมาและของที่อยู่ข้างในไปเผาทิ้งซะ อย่างที่สอง ต้องเลือกเวลาที่เหมาะสมเพื่อพรวนดินย้ายโลงศพทั้งหมดที่อยู่ในสุสานนี้ออกไปไว้ที่บ้านสามวัน แล้วค่อยเลือกที่ฝังใหม่จึงจะสามารถรับประกันได้ว่าคนตระกูลจางจะปลอดภัย”
“ถ้าอย่างนั้นควรเริ่มพรวนดินเมื่อไหร่ดีครับ?” จางอวี้เฉิงถาม
ผมลองคำนวณอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “คืนนี้ช่วงเที่ยงคืนดีที่สุด”
“ตกลงครับ ถ้าอย่างนั้นพวกเรากลับไปพักที่บ้านกันก่อน รอถึงเที่ยงคืนค่อยมาพรวนดินขุดสุสานกัน” จางอวี้เฉิงกล่าว
ผมพยักหน้า แล้วตามหู่จื่อขึ้นรถของจางอวี้เฉิงกลับไปยังบ้านของพวกเขาในเมืองหย่งเฟิงด้วยกัน ถึงจะเรียกว่าบ้านเก่า แต่จริง ๆ จาง อวี่เฉิงทำการปรับปรุงใหม่หมดแล้ว บ้านกว้างมากจนรถสามารถขับเข้าลานได้
ตอนที่พวกเราไปถึง จางอวิ๋นเลี่ยง ลูกชายของเขาก็กำลังนอนหลับอุตุอยู่ในห้อง
พอเห็นหน้าลูกชายคนนี้ จางอวี้เฉิงก็โมโหขึ้นมาทันที เขายังคงติดใจเรื่องที่วันนี้ลูกชายเขาได้มาล่วงเกินผม เรียกเด็กหนุ่มคนนั้นขึ้นมาทะเลาะกันใหญ่โตอีกรอบ สุดท้ายก็ทะเลาะแตกหักอีกตามเคย
เมื่อเห็นพ่อลูกที่เหมือนกับคู่แค้นคู่นี้ ผมจึงถามจางอวิ๋นเหยาไปว่า “พี่ชายเธอ เขาเป็นแบบนี้มาตลอดหรือเปล่า?”
เธอทำหน้าเกรงใจแล้วรีบตอบด้วยสีหน้าขอโทษ “ขอโทษนะคะคุณชายอู๋ เรื่องก่อนหน้านี้เป็นความผิดของพี่ชายฉันเอง เขาไม่รู้ฐานะของคุณจึงพูดจาแบบนั้นออกไป คุณอย่าได้ถือสาเขาเลยนะคะ ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อมัวแต่ยุ่งกับการทำธุรกิจ ไม่ค่อยได้อบรมสั่งสอนเขาเท่าไหร่ เลยกลายเป็นคนอารมณ์ร้อนชอบล่วงเกินคน ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อคอยปกป้อง พี่เขาคงถูกคนตีขาหักไปนานแล้ว”
ผมแทบเกือบจะหัวเราะออกมาทันทีเมื่อได้ยินเธอพูดแบบนั้น เป็นครั้งแรกที่เห็นน้องสาวพูดถึงพี่ชายตัวเองแบบนี้
หลังจากนั้น ผมก็ถามอีกว่า “เขาเริ่มฝันร้ายตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ประมาณยี่สิบกว่าวันก่อนค่ะ ทุกคืนจะฝันว่าตัวเองกระโดดตึกตายอย่างน่าอนาถ พ่อพาเขาไปโรงพยาบาล ตรวจทุกอย่างก็ไม่พบปัญหาอะไร ไปหาจิตแพทย์ จิตแพทย์ก็บอกว่าอาจเป็นเพราะความเครียดมากเกินไป แต่จริง ๆ พี่ชายฉันก็เอาแต่เที่ยว กิน ดื่ม ควงผู้หญิง ไม่เห็นมีอะไรให้เครียดเลย” จางอวิ๋นเหยาเองก็งงกับเรื่องนี้มาก
เมื่อได้ฟังในใจของผมก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าเรื่องสุสานบรรพบุรุษของตระกูลจาง อาจจะมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับจางอวิ๋นเลี่ยง
เวลาที่จางอวิ๋นเลี่ยงเริ่มฝันร้าย กับเวลาที่สุสานบรรพบุรุษของตระกูลจางมีปัญหา ดูเหมือนจะห่างกันไม่นานเท่าไหร่นัก
ผมคิดว่า บางทีอาจไม่ใช่ว่าสุสานผิดปกติจนทำให้เขาฝันร้าย แต่เป็นเพราะเขาต่างหากที่มีปัญหาจนไปกระทบถึงสุสานตระกูลจาง
แต่เรื่องนี้ก็เป็นเพียงแค่การคาดเดาของผม แน่นอนว่าทำอะไรไม่ได้
หลังจากพักผ่อนที่บ้านของตระกูลจางอยู่พักหนึ่ง จางอวี้เฉิงก็เตรียมอาหารให้พวกเรากินเต็มที่
เพียงชั่วพริบตา ค่ำคืนก็มาเยือน จนเวลาเที่ยงคืนใกล้เข้ามาทุกที
ในตอนนั้น จางอวี้เฉิงก็เกิดอาการขึ้นมาเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูกลูกชายกตัญญูคนนั้นยั่วโมโหในตอนกลางวันหรือไม่ จึงทำให้ความดันขึ้นสูงตลอดเวลา เวียนศีรษะ ยืนไม่อยู่ จนไม่สามารถตามพวกเราไปพรวนดินที่สุสานได้
ผมให้จางอวี้เฉิงพักผ่อนที่บ้าน แค่ให้คนดูแลคนหนึ่งตามพวกเราไปก็พอ
จางอวี้เฉิงให้จางอวิ๋นเหยาตามผมไป และยังให้ลูกชายของเขา จางอวิ๋นเลี่ยงตามไปด้วย
ผมเดาว่าเขาคงเป็นห่วงลูกสาวที่ไปกับผม เลยต้องส่งลูกชายตามไปดูแลอีกแรง
อันที่จริง ในใจผมไม่ค่อยอยากให้เขาไปด้วยเท่าไหร่นัก กลัวว่าเขาจะตามมาสร้างความวุ่นวายมากกว่า เด็กคนนี้เป็นพวกทำอะไรไม่สำเร็จแต่ทำเรื่องเสียตลอด
แต่จางอวี้เฉิงก็กำชับจางอวิ๋นเลี่ยงเป็นพิเศษว่าต้องให้ความร่วมมือกับผมทุกเรื่อง หากเกิดข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย กลับมาจะตีขาให้หัก
จางอวิ๋นเลี่ยงที่ถึงแม้จะรับปาก แต่ดูจากสีหน้าของเขาแล้วก็เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยจะพอใจ
ผมได้ยินมาว่า ช่วงนี้เขาพยายามไม่นอนตอนกลางคืน เพื่อไม่ให้ฝันร้าย แล้วไปนอนเอาตอนกลางวันแทน วิธีนี้ก็พอช่วยได้บ้างเหมือนกัน ดังนั้น ตอนกลางคืนเขาจึงกระปรี้กระเปร่าคึกคะนองสุด ๆ
พวกเราพร้อมด้วยคนงานแปดคนรีบกลับไปยังสุสานบรรพบุรุษของตระกูลจางกันอีกครั้ง
สำหรับการย้ายสุสาน คนงานทั้งแปดคนนั้นไม่ค่อยเต็มใจทำเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนกลางวัน พวกเขาที่ได้เห็นกับตาตัวเองว่าจางอวี้เฉิงเกือบจะเสียชีวิต ดังนั้น จางอวี้เฉิงจึงให้ค่าจ้างพวกเขาเป็นสองเท่า คนงานเหล่านี้ถึงได้ยอมตามมา
หลังจากเข้าสู่ช่วงกลางคืน สุสานบรรพบุรุษของตระกูลจางก็ดูน่าขนลุกขึ้นมาทันที รอบ ๆ สุสานมีหมอกสีขาวลอยอยู่อ้อยอิ่ง ทำเอารู้สึกขนลุกไปทั้งตัว
จางอวิ๋นเลี่ยงพอมาถึงก็ไม่สนใจอะไร หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเล่นอย่างสนุกสนาน ไม่คิดมีใจช่วยเหลืออะไรเลย
ไอ้ลูกเศรษฐีคนนี้ มันน่าโดนตีสักทีจริง ๆ
เมื่อริไปได้ไม่นาน เมื่อคาดว่าใกล้ถึงเวลาสมควร ผมก็เริ่มเลือกตำแหน่ง ก่อนออกคำสั่งให้คนงานเหล่านั้นเริ่มลงมือขุดดิน
คนงานเหล่านี้ ล้วนเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียง ปกติก็ทำเกษตรกรรมจึงมีแรงเหลือเฟือ ใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียว ก็ขุดโลงศพออกมาได้สองโลง
เพียงแต่ตอนที่ขุดดิน ยังคงมีเลือดซึมออกมาจากในสุสาน แต่คนงานเริ่มคุ้นเคยกันแล้วจึงไม่ได้กลัวเหมือนเมื่อก่อน
อาจจะเป็นเพราะเวลาผ่านมาเนิ่นนานโลงศพจึงผุพังไปหมด พอถูกยกขึ้นมาบนดิน ฝาโลงก็แตกจนมองเห็นศพข้างใน เมื่อคนงานเหล่านั้นเห็นศพที่อยู่ข้างในโลงศพ ก็ตกใจไปตาม ๆ กัน
อย่างที่ผมเคยพูดไว้ ที่นี่คือที่ดินศพซ่อนเร้น ศพที่ฝังอยู่ที่นี่ถึงแม้จะผ่านไปพันปีก็จะไม่เน่าเปื่อย
เนื้อไม้ของโลงศพนี้ผุพังจนไม่เป็นรูปเป็นร่าง แต่ศพที่อยู่ข้างในกลับถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ราวกับคนที่เพิ่งนอนหลับไปเฉย ๆ
ครั้งแรกที่ขุดออกมาเป็นโลงศพสองโลง ข้างในเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง อายุมากทั้งคู่ น่าจะเป็นต้นบรรพบุรุษของตระกูลจาง
เนื่องจากก่อนหน้านี้จางอวี้เฉิงรู้ว่าอาจจะต้องย้ายสุสาน จึงได้เตรียมโลงศพใหม่ไว้หลายโลงวางทิ้งที่สุสานอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นเมื่อยกทั้งสองโลงนี้ออกมา ผมก็เรียกให้คนงานเหล่านั้น ย้ายศพไปวางไว้ในโลงอันใหม่ทันที
แต่ยังไม่ทันเสร็จดี อยู่ๆ จางอวิ๋นเหยาก็ได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง สีหน้าของเธอพลันเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันที...
[จบแล้ว]