- หน้าแรก
- ราชาฮวงจุ้ย
- ตอนที่ 37 สุสานบรรพบุรุษมีโลหิตไหลซึม
ตอนที่ 37 สุสานบรรพบุรุษมีโลหิตไหลซึม
ตอนที่ 37 สุสานบรรพบุรุษมีโลหิตไหลซึม
ตอนที่ 37 สุสานบรรพบุรุษมีโลหิตไหลซึม
กว่าจะรับมือกับเพื่อนร่วมชั้นเหล่านั้นได้ งานเลี้ยงนี้ก็ใกล้จะจบลงเสียที
ผมเห็นหู่จื่อหยิบถุงพลาสติกออกมา แอบตักอาหารใส่ถุง ผมก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพราะไม่รู้ว่าอาหารเช้าของวันพรุ่งนี้จะมีอะไรให้กิน หู่จื่อเองก็คงจนปัญญาแล้วเหมือนกัน
ทันใดนั้นก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมา ผมบอกหู่จื่อสั้น ๆ ก่อนจะตรงไปที่ห้องน้ำ
ภายหลังทำธุระเสร็จและกำลังเดินกลับ ก็พลันได้ยินเสียงคนทะเลาะกันดังมาจากหน้าห้องหนึ่ง เสียงนั้นช่างฟังดูคุ้นหู แม้ปกติผมไม่ใช่คนชอบแอบฟัง แต่ตอนที่พวกเขาทะเลาะกันเหมือนจะเอ่ยชื่อผมออกมาด้วย เลยอดที่จะตั้งใจฟังไม่ได้
ภายในห้องคนที่ทะเลาะกันคือหวังเฉาหยางกับหลี่น่า ทั้งคู่กำลังเถียงกันอย่างรุนแรง
“ยัยบ้าเอ๊ย! คิดถึงไอ้อู๋เจี๋ยไม่เลิกเลยใช่ไหม? หา?! ฉันรู้ว่าเธอยังอยากจะคบกับมัน สายตาที่เธอมองมันผิดปกติชัด ๆ!”
“ฉันเปล่านะ...ฉันเปล่าจริง ๆ!” หลี่น่าพยายามแก้ตัวอย่างอ่อนแรง
“ยังจะบอกว่าเปล่าอีก วันนี้ตอนที่อู๋เจี๋ยมา เธอก็เอาแต่มองไปทางมันไม่ใช่หรือไง? คิดว่าฉันไม่เห็นห๊ะ?!” หวังเฉาหยางพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“หวังเฉาหยาง ต่อให้ฉันมองเขาจริงแล้วจะทำไม นายจะมายุ่งอะไรกับฉัน? นี่มันชักจะมากเกินไปแล้วนะ ในห้องมีคนตั้งมากมาย นายรู้ได้ยังไงว่าฉันมองใคร?” หลี่น่าตอบกลับ
‘เพียะ’ เสียงตบหน้าดังสนั่น จนผมเองยังรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งแก้มแทน
“หลี่น่า นี่เธอกล้าเถียงฉันงั้นหรอ? ฟังไว้ให้ดี ตอนที่เธอตามจีบอู๋เจี๋ย มันไม่เคยสนใจเธอสักนิด ตอนนี้ก็เช่นกัน ต่อให้เธอจะไปแก้ผ้านอนอยู่ตรงหน้ามันก็ไม่ชายตาแลด้วยซ้ำไป เพราะเธอมันอีตัวยังไงล่ะ!” หวังเฉาหยางสบถอย่างบ้าคลั่ง
“ฉันไม่เคยอยากคบกับคนแบบนายตั้งแต่แรก...เป็นนายที่บังคับฉันต่างหาก!” หลี่น่าร้องไห้สะอึกสะอื้น
“ดี วันนี้ฉันจะบังคับเธออีก ดูสิว่าจะทำอะไรได้!”
เสียงร้องไห้อันขมขื่นของหลี่นาดังแทรกออกมา ตามมาด้วยเสียงเสื้อผ้าถูกฉีกกระชาก เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ผมก็ไม่ได้อยู่ฟังต่อ เพียงแค่ยิ้มขื่น ๆ ส่ายหน้าแล้วเดินจากไป
ไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็เป็นแฟนกัน คนทั้งชั้นต่างรู้ดี ถ้าจู่ ๆ ผมบุกเข้าไปแล้วจะกลายเป็นตัวอะไรล่ะ? บางทีอาจโดนหาว่าเสือกเรื่องคนอื่นก็ได้
ตอนเรียน ผมเคยพูดกับหวังเฉาหยางเพียงไม่กี่ครั้ง กับหลี่น่าก็เช่นกัน คิดไม่ถึงว่าพวกเขาสองคนอยู่ด้วยกันแต่กลับไม่มีความสุขเอาเสียเลย ทว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผมแม้แต่น้อย
ผมเดินออกมาที่หน้าโรงแรมเพื่อรวมตัวกับหู่จื่อที่ถือถุงอาหารรออยู่ หู่จื่อก็ยิ้มให้ผมอย่างเจ้าเล่ห์พลางกล่าวว่า “คุณชายน้อย พรุ่งนี้ไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารแล้วล่ะครับ!”
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะตอบอะไรกลับ ก็ก็มีเสียงเรียกดังมาจากไม่ไกล “เพื่อนร่วมชั้นอู๋เจี๋ย...”
ผมหันไปมองตามที่มาของเสียง เห็นเป็นจางอวิ๋นเหยากำลังโบกมือให้ผมอยู่ไม่ไกลจากประตูโรงแรม ข้าง ๆ เธอมีรถหรูคันหนึ่งจอดอยู่ ถึงแม้จะไม่เคยนั่ง แต่ผมก็รู้ว่านี่คือรถโรลส์-รอยซ์ในตำนานที่แพงระยับ
ผมที่กำลังจะเดินไปก็ถูกหู่จื่อดึงตัวห้ามไว้เสียก่อน “คุณชายน้อย ห้ามเด็ดขาดนะครับ! เห็นว่าสวยหน่อยแล้วจะไปทำผิดกฎที่อาจารย์ทิ้งไว้ไม่ได้นะครับ จำไว้ว่างานแรกของคุณชายน้อย ต้องห้ามเกี่ยวข้องกับเมืองเยี่ยนเป่ย”
“ฉันรู้น่า ก็แค่จะไปคุยกับเธอสักหน่อย เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว” พูดจบ ผมก็เดินตรงไปยังจางอวิ๋นเหยาทันที
จางอวิ๋นเหยายิ้มอย่างประหม่าเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูรถ เชื้อเชิญว่า “อู๋เจี๋ย ขึ้นรถมาคุยกันเถอะคะ?”
“เธอขับรถมาเองเลยเหรอ?” ผมถามอย่างสงสัย
“เปล่าค่ะ คนขับรถพาฉันมา แต่เขามีธุระเลยไปก่อนแล้วค่ะ” จางอวิ๋นเหยากล่าว
“เราสองคนคุยกันบนรถคงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ ถ้าถูกเพื่อนร่วมชั้นเห็นเข้า...” ผมกล่าวอย่างลำบากใจ
“พอดีมีเรื่องบางอย่างที่ไม่สะดวกให้คนอื่นได้ยินจริง ๆ...” จางอวิ๋นเหยาอธิบาย ผมพยักหน้า จำต้องยอมขึ้นรถไป
ไม่นาน เราสองคนก็นั่งกันอยู่ที่เบาะหลัง รถหรูนั้นมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ภายในก็ช่างกว้างขวาง พอปิดประตูลง ความวุ่นวายภายนอกก็ถูกตัดขาด ไม่ต่างจากอยู่อีกโลกหนึ่ง ไม่เสียแรงที่เป็นรถล้ำค่า ที่ราคาสูงย่อมมีเหตุผลของมัน
เมื่อชื่นชมรถหรูนี่เสร็จ เป็นผมเองที่เอ่ยขึ้นก่อน “จางอวิ๋นเหยา ขอบคุณที่วันนี้ช่วยแก้สถานการณ์ให้ฉัน ถ้าไม่อย่างนั้นคงจะอึดอัดน่าดู”
“ไม่เป็นไรเลยค่ะ ฉันพูดความจริงทั้งหมดอยู่แล้ว คุณคือศิษย์ของราชาฮวงจุ้ยหลี่เสวียนทง เพียงแต่พวกเขาไม่รู้เท่านั้นเอง” จางอวิ๋นเหยากล่าว
ผมพยักหน้า พูดเข้าประเด็นโดยตรง “แต่ถึงแม้ว่าวันนี้เธอจะช่วยฉันไว้ แต่ฉันไม่อาจช่วยเธอได้ อาจารย์ของฉันพูดไว้ก่อนไปว่า ครั้งแรกที่ฉันรับงาน ต้องห้ามรับงานที่เกี่ยวข้องกับเมืองเยี่ยนเป่ย” ผมหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อว่า “แต่เธอบอกสถานการณ์ที่บ้านของเธอให้ฉันฟังได้นะ ฉันจะช่วยวิเคราะห์ให้โดยไม่คิดเงิน”
แววผิดหวังแวบผ่านดวงตาของจางอวิ๋นเหยา แต่เพียงครู่เดียวเธอก็สงบดังเดิม แล้วเอ่ยอย่างหนักแน่นว่า “คุณชายอู๋ เรื่องนี้ดูเหมือนว่าจะมีแต่ท่านเท่านั้นที่ช่วยฉันได้”
“ไม่ต้องเรียกให้เกียรติกันขนาดนั้นก็ได้ เราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันนี่ เรียกฉันว่าอู๋เจี๋ยก็พอ” ผมกล่าว
“ก็ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นอู๋เจี๋ย ฉันจะเล่าเรื่องที่บ้านให้ฟัง ช่วยดูให้หน่อยนะ” จางอวิ๋นเหยาพูดอย่างระมัดระวัง
“อืม ว่ามา”
“เรื่องเป็นอย่างนี้ค่ะ ดูเหมือนสุสานบรรพบุรุษของพวกเราจะเกิดปัญหา เมื่อยี่สิบวันก่อน ต้นสนและต้นไซเปรสที่ปลูกไว้รอบ ๆ สุสาน จู่ ๆ ก็เหี่ยวตายหมดสิ้นในชั่วข้ามคืน ทุกเช้าจะมีไอสีดำพวยพุ่งออกมาจากหลุมศพ พอถอนต้นที่ตายแล้วไปปลูกใหม่ วันรุ่งขึ้นก็เหี่ยวตายอีกทั้งหมด และตั้งแต่สุสานบรรพบุรุษเกิดปัญหา พี่ชายของฉันก็เริ่มฝันร้ายทุกคืน บางครั้งก็ละเมอเดิน กลางดึกก็แอบขึ้นไปบนดาดฟ้าคนเดียว ถ้าไม่ใช่เพราะคุณพ่อตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกแล้วตามไปดู ไม่อย่างนั้นคงตกตึกตายไปแล้ว เรื่องนี้ทำเอาคนในบ้านแทบหัวใจวาย ทุกคืนเราจึงต้องล๊อกประตูขังเขาไว้ในห้อง อาการถึงจะทุเลาลงบ้าง แต่ตอนนี้พี่ชายของฉันไม่กล้าที่จะนอนอีกแล้วเพราะกลัวที่จะฝันร้าย” จางอวิ๋นเหยากล่าวรวดเดียวจบ
“ฝันร้าย? ฝันร้ายแบบไหน?” ผมถามอย่างสงสัย
“ฝันว่าตัวเองกระโดดตึกค่ะ ทุกๆ คืนเขาจะฝันว่าตัวเองได้กระโดดลงมาจากที่สูง พอตกถึงพื้นก็รู้สึกเจ็บปวดเหมือนกับได้โดดลงมาจริง ๆ เขาบอกว่ามันสมจริงเหมือนมากและทรมานสุด ๆ เราหาซินแสให้มาช่วยดูหลายคนแล้ว แต่ทุกคนบอกว่าสุสานบรรพบุรุษของบ้านเราเกิดปัญหา ลองแก้ฮวงจุ้ยใหม่แต่ก็ไม่ดีขึ้น กลับแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ แม้แต่คุณพ่อก็เริ่มได้รับผลกระทบแล้วเช่นกัน ช่วงนี้คุณพ่อเหม่อลอยบ่อย ๆ เมื่อวานเดินข้ามถนนก็เกือบโดนรถชนตาย” จางอวิ๋นเหยากล่าวอย่างหวาดผวา
ผมครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า “ในเมื่อสุสานบรรพบุรุษเกิดปัญหา แล้วพวกเธอได้ลองย้ายสุสาน หาที่ดินฮวงจุ้ยดี ๆ ใหม่ให้พวกเขาแล้วหรือยัง?”
“เราลองแล้วค่ะ...แต่ตอนที่คนงานไปขุดสุสาน ขุดไปได้ไม่ถึงเมตร ก็มีน้ำราวกับเลือดซึมออกมาจากในดิน ทำเอาพวกเขาตกใจจนไม่กล้าขุดต่อ”
[จบแล้ว]