เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 36 วัยเยาว์ผ่านพ้น

ตอนที่ 36 วัยเยาว์ผ่านพ้น

ตอนที่ 36 วัยเยาว์ผ่านพ้น  


ตอนที่ 36 วัยเยาว์ผ่านพ้น

จางอวิ๋นเหยาเลือกที่จะเมินคำพูดของหวังเฉาหยาง เธอเดินตรงมาที่ผมพลางพูดด้วยท่าทีสุภาพว่า “คุณชายอู๋ ยันต์คุ้มครองแผ่นนี้พอจะขายให้ฉันได้ไหมคะ?”

ผมเหลือบมองจางอวิ๋นเหยา คาดไม่ถึงว่าเธอจะพูดออกมาแบบนั้น

แม้คนอื่นไม่รู้จักตัวตนของผม แต่จางอวิ๋นเหยาย่อมรู้ดี เพราะเธอและพ่อของเธอเคยไปที่บ้านสี่ลานที่ผมอยู่มาก่อน

แต่อาจารย์เคยสั่งไว้ว่างานชิ้นแรกของผมห้ามรับลูกค้าในเมืองเยี่ยนเป่ย แม้จะเป็นเพียงยันต์คุ้มครองแผ่นเล็ก ๆ ผมก็ไม่อาจขายให้จางอวิ๋นเหยาได้

ในบรรดาเพื่อนร่วมชั้น ไม่มีใครเห็นคุณค่าของยันต์แผ่นนี้สักคน มีเพียงจางอวิ๋นเหยาเท่านั้นที่รู้ถึงความสำคัญของมัน ผมยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบกลับไปว่า “ในเมื่อหวังเฉาหยางไม่เห็นค่าของยันต์แผ่นนี้ งั้นฉันจะยกให้เธอแทน ไม่ต้องจ่ายเงินหรอก”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น จางอวิ๋นเหยาก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่รู้เพราะว่ากลัวผมจะเปลี่ยนใจหรือไม่จึงรีบรับยันต์คุ้มครองแผ่นนั้นจากมือไปทันทีพร้อมพูดขอบคุณไม่หยุด “คุณชายอู๋ ของล้ำค่าขนาดนี้ ไม่รับเงินเลยคงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นัก ตอนนี้ฉันมีบัตรธนาคารใบหนึ่งที่มีเงินอยู่แสนหยวน หากคุณชายคิดว่าน้อยเกินไป ฉันจะรีบติดต่อคุณพ่อให้นำเงินมาส่งท่านด้วยตัวเองค่ะ” จางอวิ๋นเหยาที่เกรงใจพยายามหาสิ่งมาชดเชย

“ไม่ต้องหรอก บอกว่ามอบให้ ก็คือให้จริง ๆ ไม่รับเงิน” ผมโบกมือปฏิเสธ

อาจารย์บอกว่างานแรกของผมห้ามรับของในเมืองเยี่ยนเป่ย แต่หากผมยกให้จางอวิ๋นเหยาโดยไม่คิดเงินก็คงไม่ถือว่าเป็นงาน นี่จึงไม่นับว่าผมละเมิดกฎของอาจารย์ที่ทิ้งไว้

หวังเฉาหยางและเพื่อนร่วมชั้นสองสามคนที่อยู่ข้าง ๆ ต่างทำหน้างุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมจางอวิ๋นเหยาถึงให้ความสำคัญกับยันต์คุ้มครองที่ผมวาดขึ้นมามากนัก

“เหยาเหยา นี่ก็แค่เศษกระดาษที่อู๋เจี๋ยวาดเล่น ๆ แผ่นหนึ่ง เธอจะถือเหมือนมันเป็นสมบัติล้ำค่าไปทำไม? ของแบบนี้มีอะไรดี?” หวังเฉาหยางอดที่จะถามถึงความสงสัยที่อยู่ในใจของทุกคนไม่ได้

“หวังเฉาหยาง นายมีเพื่อนร่วมชั้นที่เก่งขนาดนี้อยู่ข้างตัวแต่นายกลับไม่รู้เรื่องเลยหรอ?”

“เขาเนี่ยหรอเก่ง? ผลการเรียนของเขาอยู่อันดับสุดท้ายของห้อง เป็นคนเดียวที่สอบเข้ามหาลัยไม่ได้ มันเก่งตรงไหนกัน?” เพื่อนร่วมชั้นอีกคนรีบพูดแทรก

จางอวิ๋นเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ดูเหมือนว่าพวกนายจะไม่รู้ตัวตนของคุณชายอู๋จริง ๆ สินะ อาจารย์ของเขาคือราชาฮวงจุ้ยหลี่เสวียนทง ฉันกับคุณพ่อเคยไปหาท่านที่บ้านมาหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้พบท่านผู้เฒ่าเลยสักหน พวกนายรู้ไหมว่ายันต์แผ่นนี้มีค่าขนาดไหน? ต่อให้มีเงินมหาศาลแค่ไหนก็ยังหาซื้อไม่ได้ด้วยซ้ำ! แล้วอีกอย่าง...พวกนายคิดว่าศิษย์ของราชาฮวงจุ้ยต้องสอบเข้ามหาลัยอีกหรอ?” จางอวิ๋นเหยาเล่าชีวิประวัติผมรวดเดียวจบ

ในฐานะลูกสาวของจางอวี้เฉิง ประธานบริษัทจวี้หลงกรุ๊ป ไม่มีใครไม่เชื่อคำพูดของเธอ ทันใดนั้นเพื่อนร่วมชั้นทั้งโต๊ะก็ตะลึงงัน มองมาที่ผมอย่างไม่เชื่อสายตา

พวกเขากำลังคิดไม่ถึงว่าไอ้หนุ่มธรรมดา ๆ ที่เอาแต่เงียบในห้อง ไม่โดดเด่นอะไรจนแทบจะกลายเป็นคนจืดจางคนนี้จะเป็นศิษย์ของราชาฮวงจุ้ยหลี่เสวียนทง และถึงแม้พวกเขาจะไม่รู้ว่าราชาฮวงจุ้ยหลี่เสวียนทงคือใคร แต่คนที่สามารถถูกเรียกว่า “ราชา” ได้ ความสามารถย่อมต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

ความวุ่นวายที่โต๊ะของเราดึงดูดความสนใจของผู้คนมากมายให้มามุงดู ในตอนนั้นเอง พ่อของหวังเฉาหยางก็เดินเข้ามา

“เฉาหยาง เหยาเหยา เกิดอะไรขึ้น?” พ่อของหวังเฉาหยางเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“คุณลุงหวัง ขอแนะนำให้ได้รู้จักนะคะ นี่คือคุณชายอู๋ เพื่อนร่วมชั้นของหวังเฉาหยาง เขาเป็นศิษย์ของราชาฮวงจุ้ย หลี่เสวียนทงค่ะ” จางอวิ๋นเหยาพูดแนะนำแทนตัวผม

พ่อของหวังเฉาหยางเมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาก็พลันเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น เห็นได้ชัดว่าเขาเคยได้ยินชื่อเสียงของอาจารย์ผมมาก่อน คนรวยที่มีฐานะในเมืองเยี่ยนเป่ยทั้งหมด โดยพื้นฐานแล้วย่อมเคยได้ยินชื่อเสียงอาจารย์ผมแทบทุกคน แต่เพราะอาจารย์ปฏิเสธงานดูฮวงจุ้ยเกือบทั้งหมด จึงยิ่งทำให้ชื่อเสียงของท่านลึกลับและสูงส่ง

“แก ไอ้ลูกเวร มีเพื่อนร่วมชั้นที่เก่งกาจขนาดนี้ทำไมไม่บอกตั้งแต่เนิ่น ๆ นี่แขกผู้มีเกียรติเชียวนะ จะปล่อยให้เขานั่งตรงนี้ได้อย่างไร?” พ่อของหวังเฉาหยางหันไปดุเสียงดัง

“พ่อ ผม...ผมก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นศิษย์ของราชาฮวงจุ้ยนี่นา เขาไม่เคยบอกสักคำ” หวังเฉาหยางพูดตะกุกตะกัก

“คุณลุงหวัง คุณชายอู๋เพิ่งมอบยันต์คุ้มครองให้หวังเฉาหยาง แต่เขากลับดูถูกว่าของขวัญนี้เป็นของไร้ค่า ทั้งยังเยาะเย้ยเขาอีก ยันต์คุ้มครองแผ่นนี้ ฉันจึงขอรับไว้แทน” จางอวิ๋นเหยากล่าวต่อ

ทันทีที่ได้ยิน พ่อของหวังเฉาหยางก็เดือดดาล เตะลูกชายเต็มแรงไปหนึ่งที “แก ไอ้ลูกไม่เอาไหน! แกก็รู้ว่ายันต์คุ้มครองของราชาฮวงจุ้ยหลี่เสวียนทงมีค่าขนาดไหน? แกไม่อยากได้ก็แล้วไป แต่ทำไมต้องไปล่วงเกินคุณชายอู๋ด้วย! สมควรถูกสั่งสอนจริง ๆ!” หวังเฉาหยางมีสีหน้าเจ็บปวด น้ำตาคลอเบ้า

พ่อของหวังเฉาหยางเดินเข้ามาข้าง ๆ ผมด้วยท่าทียกย่องก่อนกล่าวอย่างสุภาพว่า “คุณชายอู๋ เชิญไปนั่งโต๊ะประธานกับผมเถอะครับ? คิดไม่ถึงเลยว่าคนที่มีฐานะอย่างท่านจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับเฉาหยาง หากรู้เร็วกว่านี้ ไม่แน่ว่าผมอาจจะได้พบหน้ากับราชาฮวงจุ้ยก็ได้”

ผมยิ้มบาง ๆ พลางส่ายหน้า “ไม่เป็นไรครับคุณอา ผมอิ่มแล้ว ไม่จำเป็นต้องย้ายโต๊ะครับ”

“ว่าแต่...ยันต์คุ้มครองยังมีอีกไหมครับ? ให้ผมอีกแผ่นหนึ่งได้ไหมครับ?” พ่อของหวังเฉาหยางถามต่อ

“ขอโทษด้วยครับคุณอา ตอนมาผมรีบไปหน่อย ก็เลยเตรียมมาแค่แผ่นเดียว หวังเฉาหยางไม่ต้องการ ผมก็เลยต้องให้จางอวิ๋นเหยาไป” ผมกล่าวพร้อมรอยยิ้ม คำตอบนี้ทำเขาถอนหายใจเสียดาย ไม่วายหันไปจ้องลูกชายตาเขม็งอีกครั้ง

หลังจากนั้น ผมก็แกล้งไม่สนใจใครอีก แสร้งทำเป็นกินข้าวต่อเพื่อไม่ให้ดูแปลกตา ทุกคนยังไม่ยอมขยับไปไหน ผมเองก็ไม่กล้าลุกหนี

เมื่อพ่อของหวังเฉาหยางเห็นว่าผมไม่มียันต์ให้ ก็ยอมจากไปอย่างจนปัญญา ในตอนนั้นเอง จางอวิ๋นเหยาก็เดินเข้ามา นั่งลงข้าง ๆ ผม พร้อมกล่าวอย่างสุภาพว่า “คุณชายอู๋ หาที่คุยกันสักหน่อยจะได้ไหมคะ?”

ผมพยักหน้า “ที่นี่เสียงดังเกินไป ไว้รอหลังเลิกงานเลี้ยง เธอไปคุยกับฉันข้างนอกก็แล้วกัน” ผมกล่าว

จางอวิ๋นเหยาพลันพยักหน้าไม่หยุด “ดีเลยค่ะ ตกลงตามนี้นะคะ ฉันจะรออยู่ข้างนอก”

ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำธุรกิจกับตระกูลจางอวิ๋นเหยา ถึงแม้ว่าครั้งนี้เธอจะช่วยผม แต่ผมก็ไม่อาจทำผิดกฎที่อาจารย์กำหนดไว้ได้

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะทำธุรกิจกันไม่ได้ แต่ผมก็อยากจะฟังว่าที่บ้านของจางอวิ๋นเหยาเกิดเรื่องอะไรขึ้น การชี้แนะเธอสักหน่อยอาจพอเป็นไปได้

หลังจากที่ทุกคนแยกย้าย ผมยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเดิม ครั้งนี้ ไม่มีใครหัวเราะเยาะผมอีกต่อไป และไม่มีใครพูดว่ายันต์คุ้มครองที่ผมวาดเป็นแค่กระดาษวาดเล่น แม้แต่สายตาที่พวกเขามองมาที่ผมก็เปลี่ยนไป แต่ในใจของผมกลับรู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก และเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อย

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมกับเพื่อนร่วมชั้นกลุ่มนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับคนจากสองโลกที่แตกต่างกัน

แต่หลังจากนั้นกลับมีคนเข้ามาทักทายผมไม่ขาดสาย เพื่อนร่วมชั้นที่ไม่เคยพูดคุยกันเลยสักคำก็ยังเข้ามาทักอย่างอบอุ่น ราวกับว่าเรารู้จักกันมานาน แถมยังเรียกผมด้วยคำว่า “เพื่อนเก่า” อย่างสนิทสนม

ท่ามกลางรอยยิ้มและการถูกผู้คนมากมายล้อมรอบ ในใจของผมกลับรู้สึกโดดเดี่ยวและเศร้าสร้อยอย่างน่าประหลาด

วัยเยาว์ผ่านพ้น เพื่อนร่วมชั้นกลุ่มนี้ของผมก็ไม่เหลือความไร้เดียงสาเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป ผมคิดถึงช่วงเวลาที่พวกเขาไม่เคยสนใจผม อย่างน้อยก็จริงใจและไม่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเงินตราและความเห็นแก่ตัวเช่นนี้

[จบแล้ว]

จบบทที่ ตอนที่ 36 วัยเยาว์ผ่านพ้น

คัดลอกลิงก์แล้ว