- หน้าแรก
- ราชาฮวงจุ้ย
- ตอนที่ 34 เข้าร่วมงานเลี้ยง
ตอนที่ 34 เข้าร่วมงานเลี้ยง
ตอนที่ 34 เข้าร่วมงานเลี้ยง
ตอนที่ 34 เข้าร่วมงานเลี้ยง
โรงแรมเยี่ยนเป่ย เป็นโรงแรมหรูที่ดีที่สุดของเมืองเยี่ยนเป่ย กินข้าวที่นั่นทีหนึ่งอย่างน้อยก็ต้องจ่ายแปดพันถึงหมื่นหยวน
พอเห็นแบบนี้ก็รู้เลยว่าบ้านของหวังเฉาหยางไม่ธรรมดา ตอนเรียน หวังเฉาหยางก็ใส่แต่ของแบรนด์เนม เป็นลูกคนรวยมาตั้วแต่ต้น
ผมไม่ลังเลแม้แต่น้อย พยักหน้ายอมกลับไปทันที “ได้ ฉันไปแน่นอน”
“ดี งั้นก็ตกลงกันตามนี้” หวังเฉาหยางยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะถามต่อ “ว่าแต่ นายสอบได้ที่ไหนล่ะ?”
“ฉันไม่ได้เข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรอก” หวังเฉาหยางรู้อยู่แล้วก็ยังถาม ผมไม่ได้เข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเรื่องนี้ทั้งห้องรู้กันหมด แต่เขายังแกล้งถามเพื่อซ้ำเติมผมอีก
“อ๋อ ใช่ ฉันลืมไป อันที่จริงผลการเรียนของนายสอบกับไม่สอบผลก็เหมือนกัน ไม่เรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอนาคต ยังไงก็ต้องหาข้าวกินอยู่ดี ได้ยินว่าตอนนี้คนเก็บขยะเดือนหนึ่งก็หาเงินได้ไม่น้อย นายยังหนุ่มยังแน่น ยังไงก็มีทางรอดแหละ” เขาพูดพลางตบไหล่ผมเหมือนกำลังปลอบใจ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยการเยาะเย้ย
ผมยิ้มเฉยๆ ไม่ได้ตอบอะไรกลับ แต่หู่จื่อที่อยู่ข้าง ๆ ทนฟังไม่ไหว วางตะเกียบลงบนโต๊ะ “พูดจาห่าอะไรวะ? แกพูดว่าใครเก็บขยะ?”
“อ้าว ๆ ฉันพูดกับเพื่อนร่วมชั้นของฉัน เกี่ยวอะไรกับแก?”
หวังเฉาหยางไม่พอใจ หู่จื่อก็พับแขนเสื้อขึ้นตั้งใจจะสั่งสอนหวังเฉาหยางสักที ตั้งแต่เจอกัน ปากของเด็กคนนี้ไม่มีคำพูดดี ๆ เลยสักคำ เอาแต่เยาะเย้ยถากถาง หู่จื่อทนเขามานาน ทว่าผมกลับห้ามหู่จื่อไว้ บอกให้เขาใจเย็น ๆ อันที่จริงอยู่กับหู่จื่อมาหลายปี ผมรู้ว่าเขามีความสามารถอย่างไร เกรงว่าหวังเฉาหยางคงไม่รอดกลับบ้านง่ายๆ
เรื่องของหู่จื่อ ผมก็รู้ไม่มาก รู้แค่ว่าอาจารย์เคยช่วยชีวิตเขาไว้ ตั้งแต่นั้นมา เขาก็อยู่ข้าง ๆ อาจารย์ คอยรับใช้ ขับไล่ก็ไม่ไปไหน
“เอาล่ะเพื่อนเก่า พรุ่งนี้ห้าโมงครึ่ง โรงแรมเยี่ยนเป่ย แล้วเจอกัน” พูดจบ เขาก็จูงมือหลี่น่าเดินออกไป พอเดินไปถึงประตู หลี่น่าหันกลับมามองผมสายตาเหมือนมีอะไรจะพูด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยออกมา
พอพวกเขาสองคนจากไปแล้ว ผมก็นั่งลงกินข้าวต่อ หู่จื่อโกรธจนหนวดกระดิก “เพื่อนร่วมชั้นแบบนี้ยังจะไปร่วมงานเลี้ยงของเขาอีกเหรอครับ? ตอนนั้นเพื่อนร่วมชั้นทุกคนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หมด มีคุณชายน้อยคนเดียวที่ไม่ได้เข้าร่วมการสอบเข้าเห็นได้ชัดว่าต้องการให้คุณชายน้อยอับอาย”
“ผมรู้น่า” ผมยิ้ม
“รู้แล้วยังจะไปอีกเหรอครับ? แล้วงานเลี้ยงนี้ก็ไม่ใช่กินฟรีนะ เขาชวนเราก็ต้องใส่ซอง หรือไม่ก็ต้องเตรียมของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปบ้าง? ด้วยสถานการณ์ของพวกเราตอนนี้แทบไม่มีจะกินอยู่แล้วนะครับ”
พูดจบ หู่จื่อเหมือนก็เหมือนนึกอะไรได้ สีหน้าทันทีมืดลง
“แล้วนี่…เราจะจ่ายค่าอาหารกันยังไง?”
ผมยิ้มแหะ ๆ กล่าวว่า “หู่จื่อ ค่าอาหารมื้อนี้คงต้องให้คุณช่วยจ่ายแทนแล้ว ไปล้างจานในครัวเถอะ อาจารย์เคยบอกไว้ว่าผมต้องเลี้ยงชีพด้วยวิชาที่เรียนมา อย่างอื่นทำอะไรไม่ได้เลย
“คุณชาย...ที่แท้ก็วางแผนจะให้ผมไปล้างจานแต่แรกน่ะสิ!” หู่จื่อหงุดหงิดแทบตาย แต่ผมไม่สนใจ หยิบถุงพลาสติกมาขอให้ร้านห่อกับข้าวที่เหลือทั้งหมดกลับไป อย่างน้อยก็พอประทังต่อได้อีกสองวัน
หวังเฉาหยางเล่นสั่งทีเดียวเจ็ดแปดอย่าง ไม่เก็บกลับก็คงเสียดายแย่
ขณะที่หู่จื่อกำลังตะลึงงัน ผมก็ถือถุงห่ออาหารวิ่งออกไปนอกประตู ทิ้งหู่จื่อไว้คนเดียวให้ยืนงงอยู่กลางสายลม จนเกือบเที่ยงคืนเขาถึงกลับบ้านมาพร้อมเสียงบ่นไม่หยุด บอกผมว่าเขาล้างจานทีเดียวแปดร้อยกว่าใบเจ้าของร้านอาหารถึงได้ยอมปล่อย แล้วเขาก็ต่อว่าผมว่าไปเรียนวิธีโกงมาจากอาจารย์ได้ครบถ้วนแล้ว เห็นแต่จะหาทางหลอกเขา
แม้จะบ่นไม่หยุด แต่ในใจหู่จื่อก็ยังคงเป็นห่วงเรื่องที่ผมจะไปร่วมงานเลี้ยงในวันพรุ่งนี้ หากคนอื่นให้ซองหรือให้ของขวัญ แต่ผมไม่มีอะไรให้เลย ดูแล้วไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คงจะเสียหน้าในหมู่เพื่อนร่วมชั้นแย่
แต่ผมไม่กังวลเลยสักนิด ได้แต่บอกให้หู่จื่อสบายใจ แล้วผมก็ยังบอกกับหู่จื่ออีกว่าพรุ่งนี้เราไม่มีอะไรกินแล้ว ก็พอดีได้ไปกินของดี ๆ ที่โรงแรมเยี่ยนเป่ยกัน
พอได้ยินว่าไปกินฟรี หู่จื่อคนนี้ก็มีกำลังใจขึ้นมาทันที เขาทำอะไรไม่เก่ง แต่กินเก่งเป็นที่หนึ่ง
วันรุ่งขึ้น ผมกับหู่จื่อนำอาหารที่ห่อมาจากเมื่อวานมาอุ่นกินประทังชีวิตไปได้สองมื้อ พอตกบ่าย ผมก็พาหู่จื่อไปที่โรงแรมเยี่ยนเป่ย
พอตรงเข้าไปผมถึงได้รู้ว่าบ้านหวังเฉาหยางรวยจริง ๆ ถึงขนาดเหมาห้องจัดเลี้ยงทั้งหมดสามชั้น
ที่ประตูห้องโถงชั้นหนึ่ง แขวนป้ายผ้าขนาดใหญ่ไว้ว่า “ขอแสดงความยินดีกับหวังเฉาหยาง ปีสามห้องสอง โรงเรียนมัธยมเยี่ยนเป่ยหนึ่ง สอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังสำเร็จ” ทำซะเด่นขนาดนี้ คงอยากให้ทั้งเมืองได้รับรู้
หู่จื่อเห็นสถานการณ์แบบนี้ ก็เบ้ปากพูด “ก็แค่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ จะต้องโอ้อวดกันขนาดนี้เลยเหรอ? ถ้าได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ เด็กคนนี้คงเลี้ยงข้าวคนทั้งเมือง”
“หู่จื่อ อย่าอิจฉาไปเลย ถ้าไม่ใช่เพราะอาจารย์บังคับให้ผมฝึกฝนวิชา ก็คงสอบเข้าชิงหัวเป่ยต้าให้ท่านดูแล้ว” ผมกล่าวติดตลก
“พูดไปเถอะครับ ตั้งแต่เด็ก ๆ ก็สอบได้ที่โหล่มาตลอดไม่ใช่หรืออย่างไร”
“เฮ้ย! อย่าพูดเรื่องเก่า ๆ สิ นั่นมันเมื่อไหร่แล้ว ตอนเรียนมัธยมฉันเป็นรองบ๊วยแล้วเหอะ” พูดจบ ผมก็พาหู่จื่อเดินเข้าไป
ห้องจัดเลี้ยงใหญ่โตโอ่อ่าเต็มไปด้วยโต๊ะอาหารนับไม่ถ้วน บรรยากาศหรูหราสุด ๆ ผมในฐานะเพื่อนร่วมชั้นของหวังเฉาหยาง ถูกจัดให้นั่งโต๊ะที่มุมหนึ่ง การปรากฏตัวของผมไม่ได้ดึงดูดความสนใจของใครเลย อย่างไรเสียตอนเรียน ผมก็เป็นคนเงียบ ๆ มาตลอด เข้าเรียนก็งีบหลับ เลิกเรียนก็กลับบ้านฝึกฝนกับอาจารย์ ในโรงเรียนก็ไม่มีเพื่อนสนิท ครั้งนี้ที่มาก็เพราะเห็นแก่ความเป็นเพื่อนร่วมชั้น อย่างไรเสียก็อยู่ห้องเดียวกันมาหลายปี คาดว่าหลังจากเจอกันครั้งนี้แล้ว ต่อไปกับเพื่อนร่วมชั้นเหล่านี้ ก็คงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก หลังกินข้าวมื้อนี้เสร็จ จากนี้ไปผมกับเพื่อนร่วมชั้นเหล่านี้ก็คือทางใครทางงมัน คงไม่มีใครสนใจเพื่อนร่วมชั้นที่เรียนไม่เก่ง ไม่เข้าร่วมการสอบเข้าอย่างผม
พอนั่งลง พ่อของหวังเฉาหยางก็พูดในห้องจัดเลี้ยงสองสามคำ สร้างบรรยากาศครึกครื้น จากนั้นก็เริ่มเสิร์ฟอาหาร
ต้องยอมรับว่าอาหารที่นี่สุดยอดจริง ๆ เนื้อสัตว์หายาก อาหารหรู ๆ วางเต็มโต๊ะ
ครึ่งเดือนมานี้ ผมกับหู่จื่อกินแต่อาหารจืด ๆ พอเห็นอาหารแบบนี้ก็อดที่จะน้ำลายสอไม่ได้โดยเฉพาะหู่จื่อที่กินดื่มอย่างตะกละตะกลาม เหมือนไม่ได้กินข้าวมาครึ่งปี ปริมาณการกินของเขาทำเอาคนทั้งโต๊ะถึงกับอึ้งไปตาม ๆ กัน
[จบแล้ว]