- หน้าแรก
- ราชาฮวงจุ้ย
- ตอนที่ 33 เงินน้อยก็ฆ่าคนได้
ตอนที่ 33 เงินน้อยก็ฆ่าคนได้
ตอนที่ 33 เงินน้อยก็ฆ่าคนได้
ตอนที่ 33 เงินน้อยก็ฆ่าคนได้
พอผมพูดออกไปแบบนั้น หู่จื่อก็เหมือนจะทำท่านึกขึ้นได้มาทันที ก่อนจะบ่นอย่างหงุดหงิด “ไม่รู้ว่าท่านเจ้าบ้านจะตั้งกฎแปลก ๆ แบบนี้ทำไม เราอยู่ในเมืองเยี่ยนเป่ย แน่นอนว่าคนที่มาหาคุณชายน้อยมากที่สุดก็ต้องเป็นคนเมืองนี้อยู่แล้ว”
“รอดูกันไปก่อนเถอะ เดี๋ยวก็มีโอกาสเข้ามาเอง” ผมพูดอย่างใจเย็น
“แต่ถ้าครึ่งเดือนยังไม่มีงานเข้ามา เงินที่เหลืออยู่นี้ต่อให้ประหยัดสุด ๆ ก็คงไม่พอใช้ คุณชายน้อยต้องคิดหาวิธีแล้วนะครับ” หู่จื่อพูดอย่างกังวล
“ไม่ต้องห่วงหรอก ผมมีแผนในใจแล้ว”
หู่จื่อมองผมด้วยสายตาแปลก ๆ เหมือนกำลังพูดในใจว่า “เด็กนี่มันมั่วแน่ ๆ”
แต่ไม่ว่าจะลำบากยังไง ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป
เงินแปดร้อยกว่าหยวนนั้น ถ้าพวกเราสองคนกินดื่มประหยัด ๆ ครึ่งเดือนคงไม่มีปัญหา ในระหว่างนี้ก็หวังว่าจะมีคนมาที่บ้านเล็ก ๆ หลังนี้อีกก็พอ
แต่ไม่คาดคิดเลยว่า แค่เพียงสองสามวันต่อมา จะมีผู้คนมากมายมาหาพวกเราจริง ๆ แต่ล้วนเป็นคนท้องถิ่นของเมืองเยี่ยนเป่ยทั้งสิ้น เมื่อให้หู่จื่อถามไถ่สถานการณ์จนชัดเจนแล้ว ก็ต้องปฏิเสธไป
แม้แต่จางอวี้เฉิงก็ยังกลับมาอีกสองสามรอบ หน้าตาเป็นกังวลสุด ๆ แต่ก็ถูกหู่จื่อไล่กลับไป
พวกเราไม่มีทางเลือก กฎที่อาจารย์ทิ้งไว้ ผมต้องปฏิบัติตาม ห้ามฝ่าฝืน
เวลาผ่านไปครึ่งเดือน งานแรกก็ยังไม่โผล่มาได้ทำสักที และเรื่องที่กลัวที่สุดก็มาถึงจนได้...เงินที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้ใกล้จะหมดแล้ว เมื่อถึงวันที่สิบหก ผมกับหู่จื่อก็เหลือเงินเพียงแค่สิบหยวน
ตอนอาจารย์อยู่ ผมไม่เคยรู้จักคำว่าลำบากเรื่องการกินอยู่เลย แต่ตอนนี้ได้เข้าใจแล้วว่า เงินน้อยมันฆ่าคนได้ยังไง
ผมเรียนกับอาจารย์มาตั้งแปดปี มีความสามารถเต็มตัว แต่ไม่มีที่ให้แสดงฝีมือ ก่อนที่อาจารย์จะจากที่นี่ไป คงจะปล่อยข่าวออกไปแล้วว่าให้ผมเป็นคนรับช่วงต่อ แต่คนที่มาล้วนเป็นคนท้องถิ่นของเมืองเยี่ยนเป่ย ผมเลยได้แต่ยืนมองตาปริบ ๆ
คาดว่านี่คือการทดสอบของอาจารย์ที่มีต่อผม เมื่อผมได้ยินหู่จื่อบอกว่าเหลือเงินอีกแค่สิบหยวน ก็พูดกับเขาว่า “หู่จื่อ บอกความจริงมาเถอะ อาจารย์ยังให้เงินแยกไว้อีกต่างหากใช่ไหม คุณร่วมมือกันทดสอบผมใช่ไหม?”
หู่จื่อตะลึงงันไปเล็กน้อย ก่อนตอบหนักแน่นว่า “คุณชายน้อย ไม่มีอีกแล้วจริง ๆ ครับ ตอนที่ท่านเจ้าบ้านให้เงิน คุณชายน้อยก็เห็นกับตาแล้ว ก็มีเท่านั้น”
“ไม่มีเก็บเงินส่วนตัวไว้บ้างเลยหรือไง?” ผมถามอย่างไม่ยอมแพ้
“สาบานได้ ถ้าผมเก็บเงินส่วนตัวไว้แม้แต่เฟินเดียว ก็...”
“หยุด อย่าพูดเลย” ผมขัดจังหวะ ก่อนถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ดูเหมือนว่าพวกเราสองคนจะถึงทางตันแล้วจริง ๆ
ผมพูดกับหู่จื่อโดยตรงว่า “ไปเถอะ เราไปกินข้าวที่ร้านอาหารกัน” หู่จื่อตกใจเมื่อได้ยิน “คุณชายน้อย แค่สิบหยวนจะไปกินร้านอาหารอะไรได้ครับ? อาจพอซื้อบะหมี่ผักได้ชามหนึ่ง แต่พวกเราสองคนจะกินกันยังไง?”
“ใจเย็น ๆ บะหมี่ผักชามหนึ่ง เราสองคนก็แบ่งกันคนละครึ่ง ที่บ้านไม่มีข้าว ไม่มีแป้ง ไม่มีน้ำมันแล้ว คุณเองก็ทำอาหารไม่ได้แล้ว เหลือแต่ต้องไปกินที่ร้านนั่นแหละ” ผมตอบ
“คุณชายน้อย สิบหยวนนี้หากเราซื้อหมั่นโถวไม่กินกับข้าว ก็พอจะอยู่ต่อได้อีกสองวัน...” หู่จื่อเสนอความคิด
“เหอะ คุณกินทีหนึ่งก็ฟาดไปละแปดลูก จะอยู่ได้กี่วันกันเชียว”
“อืม…ก็จริงแฮะ” หู่จื่อพยักหน้า สุดท้ายก็เดินตามผมไปที่ร้านอาหารเล็ก ๆ ข้างทาง
เราสองคนสั่งบะหมี่ผักมาชามเดียว พอบะหมี่ถูกยกมาเสิร์ฟแล้วมองดูหู่จื่อที่หิวจนตาลาย ผมเลยขอถ้วยเล็กมาแบ่ง เอาแค่ผักกับเส้นนิดหน่อย ที่เหลือยกให้หู่จื่อไปทั้งหมด เขาเป็นคนกินจุมาก กินข้าวทีหนึ่งมากกว่าผมกับอาจารย์รวมกันสองเท่า เงินค่าใช้จ่ายแปดร้อยกว่าหยวนนั้น หู่จื่อคนเดียวก็กินไปครึ่งหนึ่งแล้ว
หู่จื่อเห็นแล้วก็เกรงใจ ผลักชามใหญ่มาให้ผม กล่าวว่า “คุณชายน้อย ท่านกำลังโตควรกินเยอะ ๆ ผมไม่หิว”
“เอาเถอะ คุณกินเถอะ ผมกินน้อย กินไม่เยอะหรอก”
“ให้คุณชายน้อยกินเถอะ...”
ขณะที่ผมกับหู่จื่อกำลังเกี่ยงกันอยู่ ด้านหลังก็มีเสียงเยาะเย้ยดังขึ้น “อ้าว นี่มันพ่อหนุ่มรูปหล่ออู๋เจี๋ยไม่ใช่เหรอ? มากินบะหมี่ผักชามเดียวแต่แบ่งกันสองคนเนี่ยนะ? จะพอกินหรอ?”
ผมหันกลับไปมอง พบว่าเป็นคนรู้จัก เป็นเพื่อนร่วมชั้นของผม หวังเฉาหยาง ข้าง ๆ เขามีเด็กสาวสวยคนหนึ่ง เป็นเพื่อนร่วมชั้นของเราเหมือนกัน ชื่อหลี่น่า หากพูดถึงหลี่น่าคนนี้ เธอเคยตามจีบผมอยู่ช่วงหนึ่งและถูกผมปฏิเสธไป ไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบหลี่น่า เธอเป็นคนสวยจริง ๆ เพียงแต่อาจารย์เข้มงวดกับผมมาก ในช่วงที่ผมฝึกฝนกับอาจารย์ ท่านห้ามไม่ให้ผมมีความรักเด็ดขาด หากท่านรู้เข้า ผมคงไม่รอดแน่
ตอนที่หลี่น่าตามจีบผม หวังเฉาหยางก็กำลังตามจีบเธออยู่ หลังจากถูกผมปฏิเสธ พวกเขาสองคนก็คบกัน ดังนั้น หวังเฉาหยางจึงมีใจแค้นผม พอเห็นผมทีไรก็เลยมีท่าทีแบบนี้
ตอนที่ผมเกิดมา ก็มีหน้าตาเหมือนจิ้งจอก บนตัวยังมีขนขาว ๆ เพียงแต่พอโตขึ้น ก็ยิ่งหล่อขึ้นเรื่อย ๆ หน้าตาออกไปทางผู้หญิง เหมือนกับไอดอลหนุ่มที่เขาฮิต ๆ กัน ใครเห็นก็ว้าวกันทั้งนั้น
อันที่จริงตอนเรียนมัธยมปลาย คนที่ตามจีบผมไม่ได้มีแค่หลี่น่าคนเดียว ยังมีเพื่อนร่วมชั้นผู้หญิงคนอื่น ๆ อีก ทั้งในห้องนอกห้อง แต่ทั้งหมดถูกผมปฏิเสธ ไม่ใช่ว่าผมหยิ่งแต่เป็นเพราะผมกลัวโดนตีต่างหาก ตาแก่นั่นไม้มือหนักจริง ๆ
“หวังเฉาหยาง หลี่น่า ไม่เจอกันนาน” ผมรักษามารยาท ยิ้มทักทายพวกเขาสองคน
“เป็นเพื่อนร่วมชั้นกันนี่หว่า นายนี่มันน่าสงสารจริง ๆ ฉันทนดูไม่ได้เลย สั่งกับข้าวเพิ่มอีกสองสามอย่างสิ เดี๋ยวฉันจ่ายให้” หวังเฉาหยางยิ้มเยาะ เรียกเจ้าของร้านมา โดยไม่พูดพร่ำทำเพลงก็สั่งอาหารที่แพงที่สุดของร้านนี้ให้โต๊ะเราเจ็ดแปดอย่าง
หู่จื่อมองดูอาหารเต็มโต๊ะแล้วหน้าแทบเขียว เงินนี้หวังเฉาหยางคงไม่จ่ายให้ผมแน่ นี่มันจงใจแกล้งผมชัด ๆ ผมส่งสายตาให้หู่จื่อ บอกให้เขาใจเย็น ๆ หลังจากสั่งอาหารให้พวกเราแล้ว หวังเฉาหยางกับหลี่น่าก็นั่งโต๊ะข้าง ๆ สั่งอาหารสองสามอย่างมากิน
หลี่น่ามีสีหน้าอึดอัดเล็กน้อย ตอนกินข้าวก็แอบมองมาทางผมอยู่เรื่อย ๆ ผมก็แกล้งทำเป็นไม่เห็น หู่จื่อกินข้าวไม่อร่อยเลย สาเหตุหลักคือเป็นห่วงเรื่องค่าอาหาร แต่ผมมีแผนอยู่แล้ว กินดื่มให้อิ่มท้องก่อนค่อยว่ากัน
พวกเขาสองคนกินเสร็จเร็วมาก หวังเฉาหยางเดินมาข้าง ๆ ผม แกล้งทำเป็นพูดว่า “เอาเถอะเพื่อนเก่า ค่าอาหารนี้ฉันจ่ายให้เอง เห็นนายคงลำบากน่าดู”
“ไม่ต้องหรอก นายไปเถอะ ฉันจ่ายเองได้” ผมตอบทันที แพ้อะไรก็แพ้ได้ แต่ห้ามแพ้ศักดิ์ศรี
และเป็นไปตามคาด หวังเฉาหยางก็แค่พูดเป็นมารยาท พอผมปฏิเสธ เขาก็หัวเราะแล้วบอกว่า “งั้นก็ตามใจนะ พวกฉันไปก่อนละ” พูดจบ หวังเฉาหยางก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ หันกลับมามองผมว่า “อ้อ ลืมบอกไปเลย พรุ่งนี้ที่โรงแรมเยี่ยนเป่ย ฉันเลี้ยงข้าวเพื่อนร่วมชั้นทุกคน คะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยของฉันออกมาแล้ว ติดมหาวิทยาลัยชื่อดังเชียว อย่าลืมมาล่ะ!”
[จบแล้ว]