- หน้าแรก
- ราชาฮวงจุ้ย
- ตอนที่ 32 ธุรกิจมาถึงประตู
ตอนที่ 32 ธุรกิจมาถึงประตู
ตอนที่ 32 ธุรกิจมาถึงประตู
ตอนที่ 32 ธุรกิจมาถึงประตู
พอหูจื่อเอ่ยขอเงินค่ากินอยู่ อาจารย์ก็เหมือนเพิ่งนึกอะไรออก เขาตบหน้าผากดังป้าบแล้วพูดว่า “โธ่เอ๊ย! ดูความจำฉันสิ เกือบลืมไปแล้วเชียว” ว่าแล้วก็ล้วงเอาถุงเงินเก่า ๆ จากอกเสื้อส่งให้หูจื่อพลางกล่าวว่า “เงินพวกนี้ไม่น้อยเลยนะ ใช้ประหยัด ๆ กันหน่อยล่ะ” พูดจบ ก็เดินอาด ๆ จากไปอย่างหยิ่งผยอง แต่พอถึงประตู กลับเร่งฝีเท้าวิ่งปรู๊ดหายไปเร็วยิ่งกว่าเจ้ากระต่ายเสียอีก ด้วยความเร็วขนาดนี้ ผมยิ่งมั่นใจว่าต้องมีแผนการอะไรแอบซ่อนอยู่แน่ ๆ
พอตาแก่นั่นไปแล้ว ผมก็เดินไปหาหู่จื่อทันที “อาจารย์ให้เงินพวกเราไว้เท่าไหร่?”
หู่จื่อนับเงินในถุงนั้นก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่ “คุณชายน้อย เงินแค่นี้ไม่พอให้เราสองคนอยู่ได้ทั้งปีหรอกครับ เกรงว่าต้องอดตายแน่ ๆ”
ผมเริ่มใจเสีย “ได้มาเท่าไหร่กันแน่?” ผมถามอีกครั้ง
“แปดร้อยหกสิบเจ็ดหยวนสามสิบห้าเฟินครับ” หู่จื่อตอบเสียงแผ่ว
“ทำไมมันมีเศษสตางค์หยุมหยิมแบบนี้ด้วย ตาแก่นี่ไปขอทานข้างถนนมาให้พวกเราหรือยังไง? เงินแค่นี้ยังบอกว่ามาก แล้วจะให้ฉันไปหาเงินสิบล้านหยวนมาจากไหน? นี่มันตั้งใจจะฆ่ากันชัด ๆ” ผมหงุดหงิดแทบตาย ตาแก่นี่ขี้เหนียวจริง ๆ จากไปหนึ่งปี กลับทิ้งเงินให้พวกเราสองคนแค่ไม่กี่ร้อยหยวน และยังห้ามไม่ให้ผมไปทำงานอื่นหาเงินอีก นี่มันอยากให้ผมอดตายชัด ๆ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนแห่กันมาที่บ้านสี่ลานแห่งนี้เพื่อร้องขอให้อาจารย์ช่วยแก้เรื่องนั้นเรื่องนี้มากมาย ส่วนใหญ่ก็เป็นคนเมืองเยี่ยนเป่ยเนี่ยแหละ เยี่ยนเป่ยเป็นเมืองใหญ่ชั้นหนึ่ง หลายคนรู้ว่าอาจารย์ของผมพักอยู่ที่นี่จึงมาหา แต่ส่วนใหญ่ล้วนถูกอาจารย์สั่งให้หูจื่อไล่กลับหมด ดังนั้นหลายปีมานี้ คนที่มาหาอาจารย์เพื่อไหว้วานทำธุระจึงน้อยลงเรื่อย ๆ จนปัจจุบัน สถานที่ที่เคยคึกคักก็กลับกลายเป็นร้างเงียบราวป่าช้า
แล้วอาจารย์ดันทิ้งโจทย์บ้า ๆ ปีหนึ่งกับการหาเงินสิบล้านหยวน มันไม่ต่างอะไรกับฝันกลางวัน แถมเป็นฝันที่ไม่มีทางเป็นจริงเสียอีก
แต่สิ่งที่ผมไม่คาดคิดก็คือ หลังอาจารย์จากไปเพียงสามวัน ก็มีแขกมาเคาะประตู...
เป็นพ่อลูกคู่หนึ่ง หูจื่อรีบมากระซิบว่าพวกเขามากับรถโรลส์รอยซ์หรูหราวับวาว ดูยังไงก็ต้องเป็นพวกกระเป๋าหนักแน่นอน พอได้ยินแบบนี้ ผมก็มีกำลังใจขึ้นมาทันที ไม่คาดคิดว่าหลังจากอาจารย์จากไปแค่ไม่กี่วัน ก็จะมีงานใหญ่โผล่มาให้รับถึงที่ ผมจึงรีบบอกให้หู่จื่อเชิญพวกเขาเข้ามา
ทันทีที่พวกเขาก้าวเข้ามา ผมถึงได้พบว่าพ่อลูกคู่นี้มีปัญหาจริง ๆ โดยเฉพาะผู้เป็นพ่อ บนหัวมีกลุ่มควันดำปกคลุม หน้าผากหมองคล้ำ แถมตำแหน่ง “วังบิดามารดา” ยังมีเค้าลางอัปมงคล นี่มันบอกชัดว่ากำลังเจอเคราะห์ร้าย
หลังจากฝึกฝนกับอาจารย์มาแปดปี เพียงแค่พบหน้ากัน โดยพื้นฐานแล้วก็พอจะดูออกได้
ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องนั่งเล่นแสร้งทำท่าทางสงบ พอเห็นหู่จื่อพาคนเข้ามา ผมก็ยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง เรียนรู้ท่าทางของอาจารย์เพื่อวางมาด อีกฝ่ายมาหาถึงที่ย่อมต้องมีเรื่องขอร้อง และถึงแม้อีกฝ่ายจะมาส่งเงินให้ ก็จะตามใจพวกเขาไม่ได้ นี่คือสิ่งที่อาจารย์บอกผม
หู่จื่อพาคนเข้ามา กล่าวอย่างเคารพว่า “คุณชายน้อย ท่านผู้นี้มาหาท่านครับ” ฉันพยักหน้าเล็กน้อย สายตาเหลือบไปที่พ่อลูกคู่นั้น แล้วก็ต้องชะงัก เพราะใบหน้าลูกสาวเขาดูคุ้น ๆ เหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน แต่นึกเท่าไหร่กลับนึกไม่ออก
เด็กสาวคนนี้ทำเอาผมตาเป็นประกาย ดูแล้วน่าจะอายุไล่เลี่ยกัน ใบหน้าสวยหวาน ผิวขาวเนียนราวหิมะ ผมถูกรวบหางม้าเรียบร้อย สวมชุดเดรสเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้านยืนอยู่ข้างผู้เป็นพ่ออย่างเรียบร้อย
ชายผู้นั้นมองมาที่ผมพลางกล่าวอย่างสุภาพว่า “สวัสดีครับ ผมชื่อจางอวี้เฉิง ประธานบริษัทจวี้หลงกรุ๊ปแห่งเยี่ยนเป่ย ครั้งนี้มาตามคำแนะนำของเพื่อน มาหาเจ้าสำนักหลี่ ไม่ทราบว่าท่านอยู่หรือเปล่าครับ?”
ผมส่ายหน้าพลางตอบกลับ “เสียใจด้วยครับ อาจารย์ผมออกเดินทางไกล ต้องรออีกหนึ่งปีกว่าจะกลับมา”
“ท่านผู้นี้คือคุณชายน้อยอู๋เจี๋ย เป็นศิษย์เอกคนเดียวของเจ้าบ้าน ก่อนที่เจ้าบ้านจะจากไปได้บอกไว้ว่า ต่อไปเรื่องต่าง ๆ สามารถให้คุณชายน้อยของเราช่วยได้” หู่จื่อพูดอยู่ข้าง ๆ
เดิมทีพอได้ยินว่าอาจารย์ของผมไม่อยู่บ้าน จางอวี้เฉิงก็มีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย แต่พอได้ยินว่าผมก็สามารถจัดการได้ บนใบหน้าก็กลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง
ก่อนกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ดีเลยครับ ว่ากันว่าอาจารย์เก่ง ศิษย์ย่อมต้องเก่งกว่า ในเมื่อเป็นศิษย์ของเจ้าสำนักหลี่ ย่อมฝีมือไม่ธรรมดา ผมมีปัญหาเล็กน้อย ขอให้คุณชายน้อยอู๋ช่วยหน่อยครับ” พอเขาพูดจบ ผมก็ถามต่อว่า “คุณจางเป็นคนเมืองเยี่ยนเป่ยหรอครับ? ธุรกิจทั้งหมดอยู่ในเยี่ยนเป่ยเลยหรือเปล่า?” จางอวี้เฉิงยิ้ม กล่าวว่า “ใช่ครับ อยู่ในเยี่ยนเป่ยทั้งหมด ผมเป็นคนเยี่ยนเป่ยตั้งแต่เกิด หลายปีมานี้ทำธุรกิจสะสมทรัพย์สินมาบ้าง ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร...”
ผมพยักหน้าแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “เช่นนั้นผมขออภัย แต่คุณจาง เรื่องของคุณผมช่วยไม่ได้ หู่จื่อ ส่งแขก” หู่จื่อและจางอวี้เฉิงได้ยินคำพูดของผมต่างก็ตะลึงงัน ลูกสาวคนสวยของจางอวี้เฉิงก็อดที่จะเงยหน้าขึ้นมองผมไม่ได้ พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
หู่จื่อยังคงขยิบตาให้ผมไม่หยุด เหมือนจะบอกว่า ‘เฮ้ย! พวกเราไม่มีเงินกินข้าวแล้วนะ แกจะไล่เม็ดเงินที่ลอยเข้ามาเองออกไปทำไม?’
“เดี๋ยวสิครับ...คุณชายน้อยอู๋ ทำไมล่ะครับ? ขอแค่เรื่องสำเร็จ เงินเท่าไหร่ก็บอกมาได้เลย ขอแค่ช่วยผมทีเถอะ” จางอวี้เฉิงเริ่มร้อนใจ รีบอ้อน
“ไม่ใช่เรื่องเงินมากหรือน้อยหรอกครับ แต่เรื่องของคุณผมช่วยไม่ได้จริง ๆ เชิญกลับไปเถอะครับ” พูดจบ ผมก็มองไปที่หูจื่ออีกครั้ง หู่จื่อส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ทำได้เพียงทำท่าส่งแขก เชิญพ่อลูกคู่นั้นออกจากที่นี่ไป
ในตอนนั้นจางอวี้เฉิงก็ร้อนใจขึ้นมา รีบกล่าวว่า “คุณชายน้อยอู๋ ลูกสาวของผมเหยาเหยาเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับท่าน อยู่โรงเรียนมัธยมเยี่ยนเป่ยหนึ่งเหมือนกัน เห็นแก่ความเป็นเพื่อนร่วมชั้น ได้โปรดช่วยหน่อยเถอะครับ?” พอคำพูดนี้หลุดออกมา ผมหันไปมองเด็กสาวคนนั้นอีกที…ถึงได้ร้องอ๋อ ที่แท้คุ้นหน้าเพราะเป็นเพื่อนโรงเรียนนี่เอง คงเคยเห็นที่ไหนมาก่อน เด็กสาวคนนี้สวยจริง ๆ น่าจะเป็นดาวโรงเรียน แต่หลายปีมานี้ ผมถูกอาจารย์จับตามองอย่างใกล้ชิด ทุกวันต้องฝึกฝนกับท่าน ไม่ได้สนใจเรื่องไร้สาระพวกนั้น ไม่รู้จักก็เป็นเรื่องปกติ
“เพื่อนร่วมชั้นคนนี้ เธออยู่ห้องไหน?” ผมถามอย่างสงสัย “ฉัน...อยู่ห้องหก” เด็กสาวคนนั้นมองมาที่ผม หน้าแดงขึ้นเล็กน้อย
โรงเรียนมัธยมเยี่ยนเป่ยหนึ่งของเราเป็นโรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดของเมืองเยี่ยนเป่ยทั้งหมด และห้องหกก็เป็นห้องหัวกะทิสุดของโรงเรียน นักเรียนที่ถูกจัดให้อยู่ในห้องนี้ โดยพื้นฐานแล้วสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังได้ ไม่เหมือนกับผมที่เป็นคนเกเร โรงเรียนไม่ไล่ออกก็ดีแล้ว
จางอวี้เฉิงใช้ลูกสาวของเขามาสร้างความสัมพันธ์ เดิมทีคิดว่าผมจะต้องยอมรับแน่นอน ทว่าผมเพียงแค่ถามคำเดียวแล้วโบกมือใหญ่ กล่าวว่า “ส่งแขก” หูจื่อได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะเชิญพ่อลูกออกไปอย่างสุภาพ
จางอวี้เฉิงพ่นลมหายใจอย่างผิดหวัง เหลือบมองผมอย่างขมขื่น ก่อนพาลูกสาวเดินออกไป
พอพวกเขาไปแล้ว หู่จื่อก็กลับมาบ่นเสียงเครียด “คุณชายน้อย เราจนขนาดนี้แล้วยังจะไล่พวกเขาไปอีกหรอครับ แล้วแบบนี้จะอยู่กันยังไง?”
“หูจื่อ อาจารย์สั่งไว้ชัดเจนว่างานแรกห้ามรับของคนเมืองเยี่ยนเป่ย ลืมแล้วหรือ?”
[จบแล้ว]