- หน้าแรก
- ราชาฮวงจุ้ย
- ตอนที่ 31 สามเงื่อนไข
ตอนที่ 31 สามเงื่อนไข
ตอนที่ 31 สามเงื่อนไข
ตอนที่ 31 สามเงื่อนไข
เมื่ออาจารย์ดื่มชาที่ผมยกให้ไป ก็ถือว่าผมได้เป็นศิษย์เอกของท่านโดยสมบูรณ์ ทว่าอาจารย์กลับไม่รีบร้อนที่จะสอนวิชาใด ๆ ให้ผมเลยแม้แต่น้อย แต่กลับให้หู่จื่อพาผมไปสมัครเรียนที่โรงเรียนประถมใกล้ ๆ นี้เพื่อให้ผมยังได้เรียนหนังสือต่อ แถมยังเป็น “โรงเรียนประถมชื่อดัง” อีกต่างหาก ไม่รู้ว่าอาจารย์มีเส้นสายหรืออิทธิฤทธิ์อะไร ถึงดันผมเข้าไปได้
เดิมทีผมก็เรียนไม่เก่งอยู่แล้ว พอเจอโรงเรียนระดับท็อปเข้าไป ยิ่งกลายเป็นตัวถ่วงชั้นเรียนเต็ม ๆ แน่นอนว่าผลการเรียนยังคงที่เสมอ ไม่เคยขยับจากอันดับโหล่เลย หรืออย่างมากก็ไม่เคยสูงกว่ารองโหล่
ผมเคยคิดว่าการได้มาเป็นศิษย์อาจารย์คงไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสืออีกต่อไป แต่ดูเหมือนว่าผมจะคิดมากไปเอง นอกจากไม่เพียงแต่ต้องเรียนหนังสือต่อเท่านั้น อาจารย์ยังช่วงชิงเวลาว่างของผมไปอีก ช่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรมเสียเหลือเกิน
กลางวันเรียนหนังสือ พอกลับมาตอนเย็นอาจารย์ก็จะเริ่มสอนวิชาเกี่ยวกับฮวงจุ้ยและศาสตร์เร้นลับ
ให้ผมพูดเองก็ออกจะแปลก ๆ ไปหน่อย แต่ถึงแม้ผมจะเรียนไม่เก่ง แต่กลับสนใจในสิ่งที่อาจารย์สอนเป็นอย่างยิ่ง เกือบจะเข้าใจได้ทันทีที่สอน นี่อาจจะเป็นสิ่งที่หู่จื่อเรียกว่าพรสวรรค์
ถึงแม้อาจารย์จะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการเรียนของผม ไม่เคยถามไถ่เลยแม้แต่น้อย แต่พอเป็นเรื่องวิชาฮวงจุ้ยและศาสตร์เร้นลับที่กลับเข้มงวดสุด ๆ หากมีข้อผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยก็จะถูกลงโทษด้วยการตีจนก้นลายทุกที …แล้วเชื่อเถอะว่าเขาตีจริง ไม่มีออมแรงเลยแม้แต่น้อย
พอโตขึ้นหน่อย วิชาที่สอนก็มากขึ้นเรื่อย ๆ ผมจึงไม่กล้าละเลยสิ่งที่อาจารย์สอนเลยแม้แต่น้อย เริ่มจากง่ายไปยาก และก็ยากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งอี้จิง, โป๊ยข่วย, ฉีเหมินตุ้นเจี่ย, เหมยฮวาอี้ซู่, เหอถูลั่วซู, ธาตุทั้งห้า ฯลฯ
นอกจากนี้ อาจารย์ยังสอนวิชามวยให้ผมอีกด้วย บางครั้งก็จะสอนวิชาการแพทย์แผนจีนให้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรักษาโรคช่วยชีวิตคน เรียกได้ว่าเรียนครบทั้งห้าศาสตร์แห่งเต๋า ได้แก่ ขุนเขา(เส้นทางแห่งการพัฒนาตน), แพทย์, ชะตา, โหงวเฮ้ง, และการทำนาย
ผมไม่ละเลยแม้แต่ศาสตร์เดียวและชีวิตก็วนลูปอยู่แค่นี้ กลางวันไปเรียน กลางคืนซ้อมวิชา ช่วงแรก ๆ ผมไม่คุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย แต่พอผ่านไปนานเข้าผมก็เริ่มชิน
แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมจำได้ดี ตั้งแต่ที่ผมย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านสี่ลานของอาจารย์ เกือบทุกวันจะมีคนมาเยี่ยมเยือนมากมาย เพื่อมาขอให้อาจารย์ช่วยเหลือ แต่ส่วนใหญ่จะโดนหูจื่อไล่ตะเพิดออกไป มีเพียงบางครั้งที่อาจารย์หายไปข้างนอกสองสามวัน ผมไม่รู้ว่าท่านไปทำอะไร แต่สองสามวันที่ท่านออกไปนั้น เป็นช่วงเวลาที่ผมผ่อนคลายที่สุด มีเพียงเวลานี้เท่านั้นที่ผมจะสามารถแอบขี้เกียจและได้พักผ่อนบ้าง
ผมเกิดมาพร้อมชะตาที่ถูกกำหนดว่าจะมี “เคราะห์ใหญ่ทุกสามปี” แต่หลังจากที่ผมได้เป็นศิษย์ของอาจารย์ ก็ไม่เคยประสบกับเคราะห์กรรมใหญ่อีกเลย เคราะห์กรรมทุกสามปีที่เหมือนคำสาปนั้น ราวกับหายไป
จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมเริ่มสังเกตได้ว่าทุกสามปี หรือก็คือช่วงที่ผมจะต้องประสบเคราะห์กรรมใหญ่ อาจารย์จะออกไปข้างนอกสองสามวัน และทุกครั้งที่กลับมาจะดูอ่อนแรง ใบหน้าซีดเผือด เอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้องหลายวันกว่าจะฟื้นกลับมาแข็งแรงดังเดิม ผมรู้สึกได้ว่าทุกครั้งที่รอดเคราะห์ อาจเป็นเพราะอาจารย์คือคนที่ “แบกรับ” มันแทน
เพียงชั่วพริบตาเวลาก็เลยผ่านไปถึงแปดปี ผมเรียนจบจากโรงเรียนประถมชั้นนำ และได้เรียนต่อในโรงเรียนมัธยมชั้นนำ แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะผมเรียนเก่งแล้วสอบเข้าได้เอง ไม่รู้ว่าอาจารย์ไปใช้วิธีอะไรแต่เขาดันผทให้เข้าโรงเรียนดัง ๆ ได้หมด ทั้งประถม มัธยมต้น และมัธยมปลายที่พ่อแม่คนอื่นพยายามกันแทบตายก็ยังส่งลูกเข้าไม่ได้
โรงเรียนประถมยังพอไหว แต่มัธยมต้นและมัธยมปลายเป็นเรื่องที่ยากจริง ๆผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าในเมื่อผมเรียนไม่เก่งขนาดนี้ ทำไมอาจารย์ถึงยังส่งผมไปเรียนในโรงเรียนดี ๆ แบบนั้นอีก ช่างเป็นการสิ้นเปลืองเสียจริง แต่ถึงแม้ว่าหลังจากเข้าเรียนมัธยมแล้ว ผลการเรียนของผมจะดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ก็ยังธรรมดากว่าคนอื่นมาก โอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยแทบไม่มีเลย
ปีที่ผมเรียนจบมัธยมปลาย ผมไม่ได้เข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพราะอาจารย์บอกให้ “เลิกคิดไปได้เลย” เพราะถึงสอบไปก็คงไม่มีหวังใน ในตอนนั้นเอง อาจารย์ได้ก็บอกกับผมอย่างเป็นทางการว่าท่านจะออกเดินทางไกล อาจจะกลับมาในอีกหนึ่งปีข้างหน้า ในระหว่างนี้ให้ผมกับหู่จื่ออยู่ที่บ้านกันสองคน
อาจารย์ยังบอกเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งด้วยว่า ผมเรียนกับท่านมาแปดปี ได้เรียนรู้วิชาไปไม่น้อย สามารถสำเร็จวิชาได้แล้วหลังจากท่านจากไป หากมีคนมาหาก็สามารถออกหน้าแก้ไขปัญหาและสามารถเก็บค่าตอบแทนตามที่ตกลงกับลูกค้าเองได้ ส่วนจะเก็บเท่าไหร่นั้น... อาชีพของเราไม่มีมาตรฐานที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายพึงพอใจจะให้เท่าไหร่
แต่ก่อนจะไป อาจารย์ได้ตั้งเงื่อนไขไว้ให้ผมสามข้อ และพอได้ฟังผมก็แทบจะล้มทั้งยืน เกือบจะพับแขนเสื้อขึ้นมาทะเลาะกับตาแก่นั่น
โดยเฉพาะเงื่อนไขข้อแรกที่แทบอยากจะตัดขาดความเป็นอาจารย์ศิษย์กับเขาทันที ตาแก่กล่าวว่า
“เงื่อนไขข้อแรก ในหนึ่งปีที่ฉันจากไป แกต้องหาเงินให้ฉันสิบล้านหยวน โอนเข้าบัญชีธนาคารที่ฉันให้ไว้ซะ”
“เงื่อนไขข้อที่สอง คือเมื่อเข้าสำนักแล้วจะไปประกอบอาชีพอื่นไม่ได้ ต้องอาศัยวิชาฮวงจุ้ยและศาสตร์เร้นลับที่เรียนมาหาเลี้ยงชีพเท่านั้น หากฉันรู้ว่าแกไปหาเงินทางอื่น ฉันกลับมาเมื่อไหร่จะหักขาแกทิ้ง”
“เงื่อนไขข้อที่สาม และเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด คือธุรกิจแรกของแก ห้ามทำในเมืองเยี่ยนเป่ย ไม่ว่าจะที่ไหนก็ได้ แต่ห้ามรับงานในเยี่ยนเป่ยเด็ดขาด”
เงื่อนไขทั้งสามข้อนี้ ไม่เพียงแต่ผม แม้แต่หู่จื่อที่อยู่ข้าง ๆ ฟังแล้วยังอดที่จะแสยะปากไม่ได้ โดยเฉพาะสิบล้านหยวน สำหรับผมแล้ว มันคือตัวเลขทางดาราศาสตร์เท่านั้น เพราะตั้งแต่ผมมาเป็นศิษย์ของตาแก่นี่ อย่าว่าแต่สิบล้านเลย แม้แต่หนึ่งพันหยวนผมก็ยังไม่เคยเห็นหน้าตาของมัน
“อาจารย์ หนึ่งปีกับสิบล้านหยวนนี่พูดเล่นหรือเปล่าครับ?” ผมถามเสียงสั่น ๆ
“แกคิดว่าฉันเหมือนคนพูดเล่นหรือ? สิบล้านหยวน ขาดแม้แต่สตางค์เดียวก็ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นฉันจะกลับมาหักขาแกทิ้ง” อาจารย์พูดด้วยใบหน้าเย็นชา
“โธ่เอ๊ย! ก็ชอบขู่หักขาผมอยู่เรื่อย ต่อให้ไปปล้นธนาคารก็หาได้ไม่ครบสิบล้านหรอกครับ” ผมอยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา
“นั่นมันปัญหาของแก ฉันไม่เกี่ยว” ตาแก่นั่นไร้ท่าทีสนใจโดยสิ้นเชิง มือข้างหนึ่งแคะขี้มูก อีกข้างหนึ่งก็เกาเท้าอย่างไม่ใส่ใจ เมื่อได้ห็นท่าทางกวนประสาทของแกแล้ว ถ้าไม่ติดว่าเป็นอาจารย์ ผมคงอยากวิ่งไปซัดสักหมัดให้หายแค้นสักที
ตาแก่ดีดขี้มูกก้อนใหญ่ เช็ดมือกับพื้นรองเท้า กล่าวว่า “เอาล่ะ ฉันต้องไปแล้ว อีกหนึ่งปีค่อยเจอกัน จำเงื่อนไขที่สั่งไว้ให้ดี ห้ามตกหล่นแม้แต่ข้อเดียว”
มองแผ่นหลังของอาจารย์ที่กำลังเดินออกไป ในใจคิดว่าอาจารย์ที่ชอบแกล้งลูกศิษย์แบบนี้ ไม่เจอกันเลยจะดีกว่า
ก่อนอาจารย์จะก้าวพ้นประตู หูจื่อก็รีบวิ่งเข้าไปห้ามไว้แล้วพูดว่า “ท่านเจ้าบ้าน ท่านจะจากไปเป็นปี ๆ แบบนี้ก็ให้ค่าใช้จ่ายพวกเราไว้บ้างสิครับ”
[จบแล้ว]