- หน้าแรก
- ราชาฮวงจุ้ย
- ตอนที่ 30 การคารวะอาจารย์
ตอนที่ 30 การคารวะอาจารย์
ตอนที่ 30 การคารวะอาจารย์
ตอนที่ 30 การคารวะอาจารย์
เช่นนี้เอง ผมก็ติดตามนักพรตชราผู้นั้นจากหมู่บ้านจิ่วซานที่ใช้ชีวิตอยู่มาเก้าปี และก้าวเข้าสู่การเดินทางครั้งใหม่
การเดินทางครั้งนี้ ได้เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของผมไปโดยสิ้นเชิง
การติดตามนักพรตชราผู้นั้นทำให้ผมได้เข้าเมืองเป็นครั้งแรก และได้นั่งรถไฟเป็นครั้งแรก รถไฟวิ่งไปเป็นเวลานานมาก เรามาถึงเมืองใหญ่แห่งหนึ่งที่ชื่อว่าเยี่ยนเป่ย อย่าได้ดูถูกเพียงเพราะว่านักพรตชราผู้นั้นสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ เหมือนขอทาน ทว่าสถานที่ที่เขาอยู่กลับดีไม่น้อย เป็นบ้านสี่ลานที่สวยงามอย่างยิ่ง ในบ้านยังมีคนรับใช้ที่หน้าตาดูดุร้ายคนหนึ่ง เขาดูอายุราวสามสิบกว่าปีเห็นจะได้ มีเคราครึ้ม ดวงตาคมดั่งเสือ เวลาจ้องมองคนจะชวนรู้สึกได้ว่าแววตาเขาเต็มไปด้วยจิตสังหาร ชวนขนหัวลุกทุกครั้งไป
ครั้งแรกที่ผมเห็นคนผู้นี้ ในใจก็รู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้าง แต่ถึงแม้จะหน้าตาดุร้าย แต่กลับสุภาพกับผมและอาจารย์อย่างยิ่ง พอพบหน้ากัน เขาก็เดินเข้ามาโค้งคำนับกล่าวว่า “ท่านเจ้าบ้าน คุณชายน้อย กลับแล้วหรือครับ”
อาจารย์ไม่ได้มองเขาเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่โบกมือ กล่าวว่า “หู่จื่อ เตรียมตัวหน่อย เดี๋ยวจะมีพิธีคารวะอาจารย์” หู่จื่อตอบรับคำหนึ่ง เดินเข้ามาหาผม พร้อมกล่าวว่า “คุณชายน้อย ตามผมมาครับ”
หู่จื่อเดินนำผมไปยังห้อง ๆ หนึ่ง ในห้องมีอาหารที่เตรียมไว้แล้ว ล้วนเป็นของดีที่ผมไม่เคยกินมาก่อน ตลอดทางที่ผ่านมา ผมที่รู้สึกหิวมากก็จัดการอาหารบนโต๊ะจนเกลี้ยง เมื่อผมกินอิ่มแล้ว หู่จื่อก็เดินเข้ามากล่าวว่า “คุณชายน้อยช่างมีวาสนาดีจริง ๆ ที่ได้เป็นศิษย์ของท่านเจ้าบ้าน รู้หรือไม่ว่าคนที่อยากจะมาเป็นศิษย์ท่านมีไม่ต่ำกว่าพันคน แต่ท่านเจ้าบ้านกลับเลือกเพียงแค่ท่าน แสดงว่าท่านย่อมต้องมีอะไรที่เหนือกว่าคนอื่น” มีอะไรเหนือกว่าคนอื่นหรือไม่ผมไม่รู้ อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งผมมักจะสอบได้ที่โหล่ของห้อง และผลการเรียนก็คงที่มาตลอด นี่อาจจะเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่าเหนือกว่าคนอื่น
หลังจากนั้นหู่จื่อก็เข้ามาอธิบายขั้นตอนการคารวะอาจารย์ให้ผมฟัง ตอนนั้นผมอายุเพียงเก้าขวบ แค่จดจำสิ่งที่หู่จื่ออธิบายก็ใช้เวลาไปหลายชั่วโมง สำหรับเด็กอายุเก้าขวบ ช่างยากเย็นแสนเข็ญเสียจริง
เมื่ออธิบายเรื่องราวทั้งหมดจนกระจ่าง หู่จื่อจึงพาผมไปยังห้องโถงใหญ่แห่งหนึ่งในบ้านสี่ลาน เมื่อผมเห็นนักพรตชราผู้นั้นอีกครั้ง เขาได้เปลี่ยนชุดใหม่แล้ว เป็นชุดนักพรตใหม่เอี่ยม และดูเหมือนจะอาบน้ำมาแล้วด้วยเพราะกลิ่นหอมฟุ้ง
พูดตามตรง ตลอดทางที่ติดตามนักพรตชราผู้นี้มาที่นี่ ถูกคนมองด้วยสายตาดูถูกไม่น้อย นักพรตชราผู้นี้ไม่รู้ว่าไม่ได้อาบน้ำมานานเท่าไหร่ กลิ่นตัวของเขาจึงชวนแสบตาไปหมด
พอแต่งตัวแบบนี้แล้ว นักพรตชราผู้นี้ดูมีราศีของเซียนขึ้นมาบ้าง หู่จื่อพาผมมาหานักพรตชราผู้นั้น และให้ผมคุกเข่าลง นักพรตชราผู้นั้นมองมาที่ผมแวบหนึ่ง แล้วจึงกล่าวเสียงทุ้มว่า “อู๋เจี๋ย ก่อนที่จะคารวะอาจารย์ ฉันมีเรื่องจะพูดกับเธอก่อน เธอกำลังเข้าสำนักฉีเหมินของฉัน เป็นลิขิตสวรรค์ไม่อาจฝ่าฝืนได้ ในเมื่อเข้าสำนักฉีเหมินของฉันแล้ว ก็ต้องปฏิบัติตามกฎของสำนักฉีเหมิน ข้อแรก ห้ามใช้วิชาความสามารถของตนไปทำเรื่องชั่วช้า ข้อสอง เคารพอาจารย์ ห้ามขัดคำสั่งอาจารย์ ข้อสาม...ยังคิดไม่ออก เรื่องนี้ค่อยว่ากันทีหลัง...”
ผมที่ได้ยินแบบนั้นก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ หากท่านยังคิดไม่ออกแล้วจะพูดทำไมกัน ดูเหมือนว่าท่านจะรับศิษย์โดยไม่คิดเตรียมตัวให้พร้อมเท่าไหร่ แม้แต่หู่จื่อที่อยู่ข้าง ๆ ก็ยังแอบตัวสั่น สีหน้าชวนอึดอัดแสดงครู่หนึ่งแล้วก็หยุดไป
นักพรตชราผู้นั้นก็กล่าวต่อว่า “สำนักฉีเหมินของเราเป็นสำนักฮวงจุ้ยอันดับหนึ่งของจีน ลึกซึ้งและน่าอัศจรรย์ เรื่องนี้รอให้เธอได้เรียนแล้วก็จะรู้เอง แต่สำนักของเรา ตั้งแต่อดีตมาเป็นการสืบทอดสายเดียว นั่นก็คืออาจารย์หนึ่งคนจะรับศิษย์ได้เพียงคนเดียว เพื่อเด็กน้อยตรงหน้านี้ ฉันถึงกับรอมาหลายสิบปี ตอนนี้ในที่สุดก็ได้มาแล้ว ไม่เสียแรงที่ทุ่มเทความพยายาม หากต่อไปเธอจะรับศิษย์ ก็จำไว้ว่าต้องรับเพียงคนเดียว เข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจครับ” ผมกล่าว
“เอาล่ะ งั้นก็เริ่มกันเถอะ” นักพรตชราผู้นั้นโบก หลังจากนั้น ผมก็ทำตามที่หู่จื่อได้อธิบายไว้ก่อนหน้า นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นพร้อมพูดตะกุกตะกักว่า “วิถีแห่งอาจารย์ยิ่งใหญ่...เข้าสำนักเรียนวิชาเพื่อหาเลี้ยงชีพ เป็นหนทางแห่งความอยู่รอด ร่ำรวยแล้วจงช่วยเหลือใต้หล้า ยากจนแล้วจงรักษาตน สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น บัดนี้ศิษย์โง่เขลาอู๋เจี๋ย โชคดีได้พบอาจารย์ผู้มีชื่อเสียง ขอเข้าเป็นศิษย์ รับวิชาเลี้ยงตน บำเพ็ญคุณธรรมสู่หนทางที่ถูกต้อง จากนี้ไปถึงแม้จะแบ่งเป็นอาจารย์และศิษย์ แต่ความสัมพันธ์ดั่งพ่อลูกต่อสำนัก พึงรู้คุณและเคารพ ได้รับการสั่งสอนจะไม่ลืมเลือนตลอดชีวิต ด้วยความเต็มใจของตนเอง จะไม่เสียใจภายหลังอย่างแน่นอน ขอจารึกไว้ ณ ที่นี้ เพื่อแสดงความจริงใจ”
ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่หู่จื่อสอนผมมาก่อนหน้านี้ ผมพยายามอย่างมากที่จะจำให้ได้ คอยแต่จะพูดอย่างติด ๆ ขัด ๆ บางครั้งก็ลืมคำ หู่จื่อที่อยู่ข้าง ๆ ก็คอยกระซิบเตือน ในที่สุดก็ท่องจนจบ
สำหรับคำพูดในประโยคที่ว่า “ด้วยความเต็มใจของตนเอง จะไม่เสียใจภายหลังอย่างแน่นอน” นี้ อันที่จริงผมมีความเห็นต่างกับการเป็นศิษย์ของเขา ไม่ใช่ความตั้งใจของผม ผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไมจึงได้กลายเป็นศิษย์ของเขาไปอย่างงง ๆ แต่เมื่อพูดจบ หู่จื่อก็นำหนังสือสัญญาที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้มาให้ผมประทับลายนิ้วมือ นับจากนี้ไป ผมก็ฝากตัวไว้กับนักพรตชราผู้นี้แล้ว
หลังจากนั้น หู่จื่อก็กล่าวเสียงดังว่า “ศิษย์มอบของกำนัลคารวะอาจารย์”พูดจบ หู่จื่อก็ยื่นของให้ผมกองใหญ่ มีทั้งผักชีฝรั่ง เม็ดบัว ถั่วแดง พุทรา ลำไย เป็นต้น ผมนำของเหล่านี้ทั้งหมดมอบให้กับนักพรตชราผู้นั้น
ของเหล่านี้ล้วนมีความหมาย ผักชีฝรั่งหมายถึงความขยันหมั่นเพียร ความสำเร็จมาจากความพากเพียร เม็ดบัวมีรสขม หมายถึงการสั่งสอนอย่างเข้มงวด ถั่วแดงหมายถึงโชคลาภวาสนาดี ลำไยหมายถึงความสำเร็จสมบูรณ์...เมื่อผมนำของเหล่านี้มอบให้กับนักพรตชราผู้นั้นแล้ว หู่จื่อก็ตะโกนขึ้นอีกครั้งว่า “คารวะอาจารย์” “คำนับครั้งที่หนึ่ง เคารพวิถีแห่งอาจารย์ เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและตนเอง” “คำนับครั้งที่สอง ถ่ายทอดวิชาความรู้ สั่งสอนไขข้อข้องใจ” “คำนับครั้งที่สาม ระลึกถึงคุณอาจารย์ ฟ้าดินเป็นพยาน”
หู่จื่อพูดจบหนึ่งครั้ง ผมก็โค้งคำนับหนึ่งครั้ง เมื่อโค้งคำนับเสร็จ หู่จื่อก็ยกถ้วยชามาถ้วยหนึ่ง ผมนำถ้วยชานั้นมอบให้กับนักพรตชรา เมื่อนักพรตชราดื่มชาถ้วยนี้แล้ว ต่อไปผมก็เป็นศิษย์ของเขาเต็มตัว
เมื่อพิธีเสร็จสิ้น นักพรตชราก็ยิ้มพลางพยักหน้า กล่าวว่า “อู๋เจี๋ย ต่อไปเธอก็เป็นศิษย์ของฉันแล้ว หลังจากสำเร็จวิชา เธอก็คือเจ้าสำนักคนต่อไปของสำนักฉีเหมินของเรา”
แต่การไม่พูดถึงเรื่องนี้นับว่าดีมากแล้ว เพราะพอพูดเรื่องนี้ทีไรผมก็หงุดหงิดขึ้นมาทุกที ยังจะกล้าพูดว่าตัวเองเป็นเจ้าสำนักอีกนะ คนอื่นเป็นเจ้าสำนักต่างมีลูกศิษย์มากมาย สูงส่งเกินคนธรรมดา
ทว่าสำนักฉีเหมินของเราสืบทอดกันแบบรุ่นต่อรุ่นสายเดียว สรุปแล้วเจ้าสำนักก็คือผม ศิษย์ก็คือผม ราวกับโลกนี้มีแค่ผมเพียงคนเดียว นี่มันเจ้าสำนักบ้าอะไรกัน
วันแรกหลังจากคารวะอาจารย์เสร็จก็ไม่มีอะไร หู่จื่อพาผมไปพักผ่อน ผมได้มีห้องเป็นของตัวเอง และหลังจากค่ำคืนเงียบสงัด ผมก็รู้สึกเหงาเป็นพิเศษ คิดถึงบ้านมากเพราะไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านปู่จะเป็นอย่างไรบ้าง พ่อแม่จะคิดถึงผมไหม หลังจากผมจากไปแล้ว อาการบาดเจ็บของเสี่ยวพ่างจะดีขึ้นบ้างหรือยัง ยังคงเดินเหมือนปูอยู่หรือเปล่า
[จบแล้ว]