เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 29 การอำลา

ตอนที่ 29 การอำลา

ตอนที่ 29 การอำลา  


ตอนที่ 29 การอำลา

ก่อนที่นักพรตชราผู้นั้นจะมา คนในบ้านได้บอกผมแล้วว่าจะต้องตามนักพรตชราผู้นั้นไป ผมไม่รู้ว่าอะไรกำลังรอผมอยู่ ในใจรู้สึกหวาดกลัวและไม่เต็มใจที่จะจากบ้านหลังนี้ไปเลยแม้แต่น้อย ตอนนั้นมีความรู้สึกเหมือนถูกคนในบ้านขายทิ้งไป

หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ถึงแม้จะไม่ใหญ่ แต่ก็เป็นสถานที่ที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูผมมา ถึงแม้คนในหมู่บ้านหลายคนจะบอกว่าผมเป็นตัวประหลาด เห็นผมก็อยากจะหลบหน้าหนี ไม่ยอมให้ลูกหลานของตัวเองมาเล่นด้วย แต่ผมก็ยังไม่ยอมจากที่นี่ไป

ไม่อยากจากท่านปู่ที่รักผม ไม่อยากจากพ่อแม่ และยังไม่อยากจากเสี่ยวพ่าง เพื่อนที่ดีที่สุดเพียงคนเดียว

เสี่ยวพ่างออกจากโรงพยาบาลแล้ว เพียงแต่ตอนนี้ยังต้องเดินย่อเข่า ค่อย ๆ ก้าวไปทีละนิด ๆ ผมยังตั้งใจไปหาเขา เพื่อบอกลา บอกว่าผมจะไปแล้ว และไปที่ที่ไกลมาก อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าจะได้พบกันอีก

เสี่ยวพ่างมีสีหน้าอาลัยอาวรณ์ กล่าวว่า “ถ้านายไป ฉันก็กลายเป็นที่โหล่ของห้องน่ะสิ ไม่มีใครอยากมาเป็นเพื่อนรองบ๊วยเลย น่าเสียดายจริง ๆ” ผมสงสัยว่าในหัวของเสี่ยวพ่างมีอะไรอยู่ ผมมาบอกลาเขา เรื่องราวมันเศร้าขนาดนี้ เขากลับมาพูดเรื่องนี้กับผม ช่างไม่รู้จักกาลเทศะเสียจริง ทำร้ายจิตใจกันเกินไปแล้ว ทันใดนั้นผมก็รู้สึกว่าผมยอมจากเสี่ยวพ่างได้แล้ว ปล่อยให้เขากลายเป็นที่โหล่ของห้อง ให้พ่อเขาตีจนก้นลายไปเลยยิ่งดี

นักพรตชราผู้นั้นมาตามนัด ครั้งที่แล้วตอนที่เขามา ผมยังคงหมดสติอยู่ ไม่ได้เห็นหน้าเขา แต่เมื่อผมเห็นนักพรตชราผู้นี้ ถึงแม้เขาจะดูเคร่งขรึม แต่ผมกลับรู้สึกใกล้ชิดกับเขาอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าเขาเกิดมาเพื่อเป็นอาจารย์ของผม ผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไมจึงมีความรู้สึกเช่นนี้ขึ้นมาเหมือนกัน นักพรตชราหลี่เสวียนทงยังคงเหมือนครั้งที่แล้ว สวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ ภาพลักษณ์ดีกว่าขอทานเพียงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่

พ่อที่เห็นสภาพของเขาแล้วก็รู้สึกว่าการที่ผมตามนักพรตชราผู้นี้ไปคงจะไม่ได้มีชีวิตที่ดีนัก เพราะถ้าหากนักพรตชราผู้นี้มีชีวิตที่ดีจริง ก็คงไม่แต่งตัวแบบอย่างในตอนนี้

พ่อของผมคิดถึงหยางเกาอี้ที่เคยจะยกลูกสาวให้ผมเป็นอย่างยิ่ง ใครจะรู้ว่าจู่ ๆ ก็มีนักพรตชราผู้นี้โผล่ออกมา ทำให้ทั้งสี่คนนั้นตกใจจนหนีไปหมด

นักพรตชราผู้นั้นพอมาถึง ก็มองมาที่ผมแวบหนึ่ง ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยถนัดในการสื่อสารกับคนนัก โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาก็พูดว่า “ไปได้แล้ว”

พ่อจับมือผมไว้แน่นกล่าวอย่างอาลัยอาวรณ์ว่า “ท่านนักพรต จะรีบไปไหนกัน กินข้าวสักมื้อแล้วค่อยไปสิครับ ต่อไปก็เป็นอาจารย์ของลูกชายผมแล้ว ที่บ้านถึงแม้จะไม่มีอาหารเลิศรส แต่ข้าวปลาอาหารธรรมดาก็พอมี กินให้อิ่มแล้วค่อยไปเถอะครับ”ไม่เป็นไร ฉันรีบ” นักพรตชราผู้นั้นกล่าวอย่างเย็นชา

“ท่านนักพรต ผมขอถามอะไรท่านสักเรื่องได้ไหม?” พ่อถามอย่างลังเล

“ว่ามา” นักพรตชราผู้นั้นกล่าวอย่างเรียบเฉย

“ทำไมท่านถึงอยากรับลูกบ้านเราเป็นศิษย์? เด็กคนนี้นอกจากตอนเกิดจะหน้าตาประหลาดไปหน่อย ก็ไม่มีอะไรโดดเด่น เรียนหนังสือก็ไม่ตั้งใจเรียน เป็นที่โหล่ของห้องมาตลอด ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวพวกเพียงพอนเหลืองจะมาจัดการ ผมคงตีเขาวันละแปดหนได้” ในตอนนั้น ผมมองไปที่พ่อ จึงได้เข้าใจว่า ที่ผ่านมาที่เขาไม่เคยตีผม เป็นเพราะกังวลว่าพวกเพียงพอนเหลืองจะมาแก้แค้นเขานี่เอง ผมเคยคิดมาตลอดว่าพ่อรักผมเลยไม่กล้าทำร้ายร่างกายกัน แต่เหมือนว่าผมจะเข้าใจเขาผิดไป ช่างเป็นความรักของพ่อลูกที่ลึกซึ้งเสียจริง

ความอาลัยอาวรณ์ต่อบ้านหลังนี้ของผมลดลงไปอีกหนึ่ง ส่วนนักพรตชราผู้นั้นมีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า กล่าวว่า “เด็กคนนี้ฉลาด มีรากฐานดี เกิดมาพร้อมชะตาพิเศษ เรียนไม่เก่งไม่ใช่โง่ แต่เพราะใจเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้น พ่อแม่เองก็ละเลยการดูแล แต่ไม่ต้องห่วง ฉันจะจัดการเขาเอง”คำพูดที่พูดต่อหน้าว่าจะสั่งสอนผมอย่างไร ดูเหมือนจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักเลย...

“ท่านนักพรต...ต่อไปก็ขอฝากเสี่ยวเจี๋ยไว้กับท่านด้วย” ท่านปู่รับผมมาจากมือของพ่อ มอบให้กับนักพรตชราผู้นั้นด้วยตัวเองนักพรตชราผู้นั้นรับมือข้างหนึ่งของผมไว้ ท่านปู่ยังคงจับผมไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ดวงตาแดงก่ำก่อนกล่าวต่อไปว่า “เด็กคนนี้จะจากไปสิบปี สิบปีให้หลังตัวผมก็อายุแปดสิบกว่าแล้ว ไม่รู้ว่าจะยังอยู่รอจนถึงวันที่ได้พบหน้าเขาอีกหรือไม่”

“วางใจเถอะ ฉันสังเกตดูเรือนชะตาของท่านยังคงรุ่งเรือง ยังมีชีวิตอยู่ได้อีกหลายปี เรื่องนี้ท่านไม่ต้องกังวล” นักพรตชรากล่าวเสียงทุ้ม สุดท้ายท่านปู่ก็ยอมปล่อยมือ

นักพรตชราผู้นั้นไม่พูดอะไรอีก พาผมเดินออกไปข้างนอกทันที ในตอนนั้น ด้านหลังก็มีเสียงร้องไห้คร่ำครวญจนใจแทบสลายของแม่ดังขึ้นพุ่งตรงมาที่ผม ก่อนหน้านี้เธอเอาแต่หลบอยู่ในห้อง ไม่กล้าออกมาเพราะกลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้คอยแต่จะรั้งผมไว้ไม่ให้ไปกับนักพรตชราผู้นั้น และตอนนี้ผมกำลังจะตามนักพรตชราผู้นั้นไปจริง ๆ ในที่สุดแม่ก็ยอมวิ่งออกมากอดผมไว้แน่น ร้องไห้เสียใจดังลั่น พลางกล่าวว่า “เสี่ยวเจี๋ย ต่อไปต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ ต้องเชื่อฟังคำพูดของอาจารย์ ไม่ดื้อไม่ซนนะ ได้ยินไหม?” ผมพยักหน้ารับทั้งน้ำตา คนที่รักผมที่สุดก็คือแม่เสมอ ในโลกนี้จะมีแม่คนไหนไม่รักลูกของตัวเองบ้าง? แม่เป็นคนมีเหตุผล รู้ว่าถ้าไม่ใช่นักพรตชราผู้นี้ช่วยผมไว้แต่แรก ตอนนี้ผมคงไม่มีชีวิตแล้ว ดังนั้นเขาจะพาผมไป ให้เป็นศิษย์ของเขา ข้อเรียกร้องนี้ไม่ได้เกินเลยแม้แต่น้อย แม่กอดผมร้องไห้อยู่ครู่ใหญ่ ก็ยังไม่อยากปล่อยมือ นักพรตชราผู้นั้นกลับมีท่าทีรำคาญ กล่าวว่า “พอได้แล้ว ต่อไปก็ใช่ว่าจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วเสียหน่อย การที่ฉันพาเจ้าเด้กคนนี้ไปก็เพื่อถ่ายทอดวิชาความสามารถให้เขา กลับไปเถอะ” พูดจบ นักพรตชราผู้นั้นก็ดึงผมเดินไปที่ประตู

แต่ทว่าที่ประตูยังมีอีกหนึ่งคนยืนอยู่ ซึ่งคือร่างทรงหลิวปัวจื่อที่เฝ้ามองผมเติบโตมาตั้งแต่เด็ก หลายปีมานี้ ผมเจอเธออยู่บ่อยครั้ง หญิงชราผู้นี้รักผมมาตั้งแต่เด็ก มักจะนำของอร่อยมาให้ผมเสมอ ดูแลผมเหมือนกับเป็นหลานชายแท้ ๆ ของตัวเอง ครั้งนี้เธอตั้งใจมาส่งผม

หลิวปัวจื่อก็ดวงตาแดงก่ำเช่นกัน ก่อนอื่นก็คำนับนักพรตชราผู้นั้น แล้วจึงกล่าวอย่างเคารพว่า “ท่านนักพรต หญิงชราผู้นี้รู้ว่าท่านเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่ ต่อไปก็ขอฝากเสี่ยวเจี๋ยไว้กับท่านด้วย”

นักพรตชราพยักหน้า กล่าวว่า “การที่ศิษย์ของฉันสามารถมีชีวิตอยู่รอดมาจนถึงตอนนี้ได้ก็เพราะท่าน นับมีคุณูปการไม่น้อย ฉันก็ไม่มีอะไรจะขอบคุณนอกจากหนังสือเล่มนี้ที่อยากจะมอบให้ หากว่าง ๆ ก็หยิบออกมาอ่านดูเถอะ อาจจะมีประโยชน์กับท่านได้บ้าง” นักพรตชราผู้นั้นหยิบหนังสือโบราณเย็บด้วยด้ายออกมาจากตัวเล่มหนึ่ง ตัวอักษรบนนั้นผมก็อ่านไม่ออก แต่เมื่อหลิวปัวจื่อเมื่อเห็นหนังสือเล่มนั้น ดวงตาก็พลันเป็นประกาย ตื่นเต้นจนตัวสั่นกล่าวว่า “ท่านนักพรต...นี่ล้ำค่าเกินไป ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่”

“รับไว้เถอะ หรือว่าชีวิตของศิษย์ฉันจะมีค่าน้อยกว่าหนังสือเล่มหนึ่ง?” นักพรตชราผู้นั้นกล่าวโดยที่หลิวปัวจื่อไม่สามารถปฏิเสธได้ เธอรับหนังสือไว้ด้วยสองมือ เหมือนได้สมบัติล้ำค่า

[จบแล้ว]

จบบทที่ ตอนที่ 29 การอำลา

คัดลอกลิงก์แล้ว