- หน้าแรก
- ราชาฮวงจุ้ย
- ตอนที่ 28 สี่สำนักใหญ่
ตอนที่ 28 สี่สำนักใหญ่
ตอนที่ 28 สี่สำนักใหญ่
ตอนที่ 28 สี่สำนักใหญ่
เสียงตวาดดังกึกก้องจนหูแทบดับ ทุกคนที่ยืนอยู่ในห้องต่างรู้สึกเหมือนหูอื้อไปชั่วขณะ ราวกับวิญญาณถูกกระชากออกจากร่าง
ไม่รู้ว่านักพรตชราผู้นั้นใช้เคล็ดวิชาอะไร หลังสิ้นเสียงเสียงตะคอก กลุ่มควันดำกลุ่มหนึ่งก็พลันพวยพุ่งลอยออกมาจากกระหม่อมของผม เขายื่นมือคว้าหมับ ยัดกลุ่มควันดำนั้นลงน้ำเต้าสุราในทันที
นักพรตชราผู้นั้นเขย่าน้ำเต้าสุราในมือเบา ๆ ก่อนจะกระดกดื่มไปหนึ่งอึก กล่าวชมไม่ขาดปากว่า “วิญญาณแห่งชะตาสี่หยางนี้ เมื่อผสมกับเหล้าแล้ว รสชาติช่างแตกต่างเสียจริง” นักพรตชราแขวนน้ำเต้าสุราไว้ที่เอว แล้วกล่าวกับคนในบ้านว่า
“ให้ศิษย์ของฉันพักผ่อนที่บ้านไปก่อนสักสองสามวัน สามวันให้หลังนี้ ฉันมาจะมารับเขาไป” หลังทิ้งคำพูดนี้ไว้ นักพรตชราผู้นั้นก็จากไป ทิ้งให้คนในบ้านยืนตะลึงงัน
แค่นี้ก็เสร็จแล้วหรือ? หลิวปัวจื่อวุ่นวายมาทั้งวันยังจนปัญญาหาทางแก้ไข แต่นักพรตชราผู้นั้นใช้เวลาไม่ถึงนาทีก็จัดการเสร็จสิ้น...
เมื่อนักพรตชราผู้นั้นจากไป หลิวปัวจื่อก็เข้ามาตรวจดูอาการผมอีกครั้ง ก็เห็นว่ารอยจ้ำคล้ายศพบนตัวผมหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ ลมหายใจก็เริ่มกลับมาเป็นปกติ แม้แต่ไข้สูงก็เริ่มลดลง
“นักพรตชราผู้นั้นเป็นยอดฝีมือ วิชานี้ช่างร้ายกาจนัก” หลิวปัวจื่ออุทานด้วยความตกตะลึง
“เสี่ยวเจี๋ยเขาไม่เป็นอะไรแล้วหรือ?” ท่านปู่เอ่ยถามอย่างไม่ค่อยเชื่อ แต่หลิวปัวจื่อก็พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น กล่าวว่า “ใช่แล้ว เด็กคนนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว พักผ่อนสักสองสามวันก็จะกลับมากระโดดโลดเต้นได้เหมือนเดิม ดูท่าแล้วชะตายังไม่ถึงฆาต เคราะห์ร้ายกลายเป็นดีเสียจริงที่เสี่ยวเจี๋ยได้ติดตามนักพรตผู้นั้นบำเพ็ญเพียร ต่อไปก็ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมอะไรอีก สามารถเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้อย่างแน่นอน”
เมื่อได้ยินว่าผมไม่เป็นอะไรแล้ว คนในบ้านก็พลอยถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่เมื่อนึกถึงว่านักพรตชราผู้นั้นจะมารับผมไปในอีกสามวันให้หลัง และหลังจากนั้นสิบปีก็จะไม่ได้พบหน้ากัน คนในบ้านก็เริ่มกังวลขึ้นมาอีกครั้งโดยเฉพาะท่านปู่
เมื่อนึกถึงว่าอีกสิบปีถึงจะได้พบผมอีกครั้ง ตอนนั้นท่านก็อายุแปดสิบกว่าแล้ว ไม่รู้ว่าจะยังมีชีวิตอยู่รอถึงวันที่ได้พบผมอีกครั้งหรือไม่
หลิวปัวจื่อได้แต่ปลอบท่านว่า ท่านปู่จะต้องอายุยืนร้อยปีแน่นอน และยังกล่าวอีกว่า ถึงแม้จะไม่รู้ว่านักพรตชราผู้นั้นเป็นใคร แต่ต้องมีอาคมแก่กล้าอย่างมาก ต่อไปผมได้ติดตามเขา ย่อมต้องได้เรียนรู้วิชาความสามารถมากมาย
และมันก็เป็นจริงดังที่หลิวปัวจื่อกล่าว ภายหลังผมจึงได้รู้ว่าอาจารย์ของผมเป็นใคร อาจารย์ของผมชื่อหลี่เสวียนทง เป็นราชาฮวงจุ้ยแห่งยุคปัจจุบัน ความเชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยของท่าน ใต้หล้านี้ไม่มีใครเทียบได้ ส่วนพวกคนก่อน ๆ หน้านี้ที่มาบ้านผมต่างก็ไม่ใช่คนธรรมดา ล้วนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการฮวงจุ้ยทั้งสิ้น
วงการฮวงจุ้ยในปัจจุบันมีสี่สำนักใหญ่ ได้แก่ สำนักโป๊ยข่วย สำนักเสวียนคง สำนักหยางกง และกิมสั่วเง็กกวน ซึ่งกิมสั่วเง็กกวนนี้ยังถูกเรียกว่ากว่านหลู่หยินหยางอีกด้วย
พระอ้วนเจวี๋ยหมิงที่มาบ้านผมเป็นคนแรกนั้น คือผู้นำของสำนักโป๊ยข่วย สำนักโป๊ยข่วยนี้ก่อตั้งโดยพระภิกษุอี้สิงในสมัยราชวงศ์ถัง ผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิทินและดาราศาสตร์ ทฤษฎีหลักของสำนักนี้คือการใช้โป๊ยข่วย (แปดเหลี่ยม) ผสมกับดาวเก้ายุคและยันต์แปดทิศ ผสานกับการหมุนเวียนของดาวเก้าดวงในแต่ละปี แบ่งคนออกเป็นสี่ตะวันออกและสี่ตะวันตก นำมาประยุกต์ใช้ในระบบฮวงจุ้ยทั้งหมด ทำให้เกิดความสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างฟ้า ดิน และคน เป็นการแสดงออกที่ตรงที่สุดของแผนผังเหอถูและจารึกลั่วซู ลึกซึ้งและน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง
ชายชราที่ชื่อเสิ่นซิวหย่วนก็ไม่ธรรมดา เป็นเจ้าสำนักเสวียนคง สำนักเสวียนคงนี้เน้นการใช้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของภูเขาและน้ำเป็นหลักฐาน ผสานกับทฤษฎีโชคชะตาสามยุค ผ่านการคำนวณทางตัวเลขที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น การจัดวางมังกร การกำหนดตำแหน่ง การกระจายดาว และการรับภูเขาขับไล่สิ่งชั่วร้าย ทำให้สามารถทำนายเรื่องราวได้อย่างแม่นยำจนน่าทึ่ง ทฤษฎีแก่นแท้ของสำนักนี้สะท้อนให้เห็นถึงกฎธรรมชาติของการโคจรของสวรรค์และภูมิประเทศที่สอดคล้องกันอย่างลึกซึ้ง
ชายวัยกลางคนที่พาลูกสาวมาเพื่อรับศิษย์นั้นชื่อหยางเกาอี้ เป็นผู้ยอดเยี่ยมของสำนักหยางกง ผู้ก่อตั้งสำนักหยางกงคือหยางหยุนซง ขุนนางตำแหน่งกวางลู่ต้าฟูในสมัยราชวงศ์ถัง ในตอนนั้นเขาดูแลด้านภูมิศาสตร์และดาราศาสตร์ ก่อตั้งสำนักหยางขึ้น มีความเชี่ยวชาญในการค้นหาตั้งจุด สังเกตทราย ค้นหาน้ำ กำหนดทิศทาง และกำหนดตำแหน่ง บ้านของหยางเกาอี้เป็นตระกูลฮวงจุ้ย มีความรู้สืบทอดกันมาแต่โบราณ เป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการ
หญิงงามคนสุดท้ายที่สวมชุดกี่เพ้ามานั้นชื่อหม่าหยวนหลิง เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในศาสตร์ฮวงจุ้ยกว่านหลู่หยินหยาง กว่านหลู่หยินหยางหรือที่เรียกว่ากิมสั่วเง็กกวน กว่านหลู่หยินหยางหมายถึงซินแสฮวงจุ้ยที่เพียงแค่เดินผ่าน ก็สามารถทำนายได้อย่างแม่นยำ แสดงให้เห็นถึงความเร็วและความแม่นยำของสำนักนี้ ส่วนกิมสั่วเง็กกวนหมายถึงศาสตร์นี้ล้ำค่าและยากที่จะได้มา
ทั้งสี่ต่างก็เป็นผู้มีฝีมือที่ร้ายกาจอย่างยิ่งในวงการฮวงจุ้ย ถูกขนานนามว่า ภิกษุใต้, เสิ่นเหนือ, หยางตะวันออก, หม่าตะวันตกแสดงให้เห็นถึงสถานะในยุทธภพที่ไม่มีใครมาแทนที่ได้ในแผ่นดินจีนปัจจุบัน แต่อาจารย์ของผมนั้นร้ายกาจยิ่งกว่า ในยุทธภพมีคำกล่าวว่า ภิกษุใต้, เสิ่นเหนือ, หยางตะวันออก, หม่าตะวันตก รวมกันยังไม่เท่าหลี่เสวียนทงคนเดียว เพราะอาจารย์ของผมได้รวบรวมความรู้ความสามารถของทั้งสี่สำนัก เป็นปรมาจารย์แห่งวงการฮวงจุ้ย และได้ก่อตั้งสำนักฉีเหมินขึ้นมาเอง ความเชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยของท่าน ใต้หล้านี้ไม่มีใครเทียบได้ นี่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่ว นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทั้งสี่คนเมื่อเห็นอาจารย์ของผม ก็ยอมแพ้ที่จะรับผมเป็นศิษย์ทันที เพราะพวกเขารู้ดีว่าความสามารถของตนสู้ไม่อาจสู้กับอาจารย์ผมได้ และไม่มีสิทธิ์ที่จะไปแย่งกับท่าน
ทั้งสี่ตระกูลนั้นต่างก็ตั้งใจที่จะรับผมเป็นศิษย์ สามารถต่อสู้แย่งชิงกันได้ แต่ไม่คาดคิดว่า หลี่เสวียนทงที่ไม่ได้ปรากฏตัวในยุทธภพมานานกว่าสิบปีจะมาปรากฏตัวที่นี่ด้วย พวกเขาจึงต้องยอมแพ้อย่างจนปัญญา
ในคืนที่ผมถูกชายชราหวังผู้มีชะตาสี่หยางสิงสู่จนหลิวปัวจื่อจนปัญญา ชีวิตผมก็เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย ตอนที่พวกเพียงพอนเหลืองและจิ้งจอกคารวะจันทราสีเลือด ทำให้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดบนท้องฟ้า ขณะที่พวกเขาสังเกตปรากฏการณ์บนท้องฟ้ายามค่ำคืน ก็ได้พบความผิดปกติพร้อมกัน ได้รู้ว่ามีผู้มีชะตาพิเศษเช่นผมปรากฏตัวขึ้นแล้ว ดังนั้นจึงพากันมุ่งหน้ามาที่บ้านผม นี่จึงเป็นที่มาของความวุ่นวายในตอนกลางวัน
อันที่จริงแล้ว คนเหล่านี้ ไม่ว่าผมจะเข้าสำนักของใคร อนาคตย่อมไร้ขีดจำกัด แต่การได้เข้าสำนักของหลี่เสวียนทง ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
ในวันที่สองหลังจากที่นักพรตชราจากไป ผมก็ฟื้นขึ้นมา ร่างกายถึงแม้จะดูอ่อนเพลียไปบ้าง แต่ในที่สุดก็รอดชีวิตมาได้ คนในบ้านต่างก็ดีใจ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเศร้าโศก ในช่วงสองสามวันที่ผมอยู่ที่บ้าน พ่อแม่และท่านปู่ใจดีกับผมเป็นพิเศษ ซื้อของอร่อย ๆ ให้ผมมากมาย อย่างไรก็ตาม ไม่เคยมีครั้งไหนที่ดีกับผมขนาดนี้มาก่อน ทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจระคนดีใจ แต่ผมยังไม่รู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น พ่อของผมถึงกับเกิดความคิดที่จะซ่อนตัวผมไว้ อย่างไรเสียก็รอดชีวิตมาได้แล้ว รอให้นักพรตชราผู้นั้นมา ก็บอกว่าผมเดินทางไกลไปแล้ว นักพรตชราผู้นั้นย่อมทำอะไรไม่ได้ แต่หลิวปัวจื่อกลับบอกว่าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น บุรุษตั้งอยู่ระหว่างฟ้าดิน ต้องรักษาคำพูด เมื่อรับปากคนอื่นแล้ว ก็ไม่สามารถผิดสัญญาได้ แม้จะอาลัยอาวรณ์ผมกันเท่าไหร่ แต่ก็จำต้องทำเช่นนั้น สามวันให้หลัง นักพรตชราผู้นั้นก็มาตามที่นัดไว้
[จบแล้ว]