- หน้าแรก
- ราชาฮวงจุ้ย
- ตอนที่ 22 ไม้กั้นผี
ตอนที่ 22 ไม้กั้นผี
ตอนที่ 22 ไม้กั้นผี
ตอนที่ 22 ไม้กั้นผี
เสี่ยวพ่างผู้น่าสงสารที่ปากพูดไม่ได้จึงไม่สามารถอธิบายได้ พอเห็นเขานอนร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับดอกไม้เปียกฝนที่โอนเอนอยู่กลางพายุก็พลันพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ็บแค่นี้ก็ร้องไห้ขนาดนี้เลยเหรอ? เรื่องแค่นี้เอง รอเดี๋ยว ๆ ฉันจะทายาแก้อักเสบให้ก็เสร็จแล้ว”
ผมที่เดินเข้าไปใกล้ ๆ จึงได้อธิบายว่า “พี่รองหลิว เมื่อครู่ไก่โต้งตัวนั้นมันกลับมา แล้วมันก็จิกเสี่ยวพ่างไปอีกสามที”
พี่รองหลิวเมื่อได้ยินก็มองไปรอบ ๆ แต่กลับไม่เห็นไก่โต้งตัวนั้นจึงพูดว่า “ไหนไก่? ไม่มีนี่นา?”
“มันหนีไปแล้ว” ผมตอบ
“ช่างเถอะ เธอไปให้อาหารหมาก่อนไป เดี๋ยวทางนี้ทายาอีกหน่อยก็เสร็จแล้ว”
พี่รองหลิวพูดไปพลางช่วยเสี่ยวพ่างทายาแก้อักเสบต่อไป ผมก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา หันมองไปยังเสี่ยวพ่างที่สายตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
จากนั้น ผมก็โยนหมั่นโถวแห้ง ๆ ที่หาเจอในห้องให้เจ้าสุนัขตัวใหญ่ มันดมแล้วกลับทำหน้ายี้เหมือนจะไม่ค่อยอยากกินเท่าไหร่นัก แล้วก็วิ่งไปนอนเล่นที่อื่นแทน
แต่สิ่งที่ผมคาดไม่ถึงก็คือ ไก่โต้งจอมกวนตัวนั้นกลับโผล่มาอีกครั้ง มันเดินตรงมายังหมั่นโถวแห้ง ๆ ก้อนนั้น ก่อนจะจิกคาบแล้ววิ่งหนีไป
แม้เจ้าสุนัขตัวใหญ่นั้นจะไม่อยากกินหมั่นโถว แต่พอเห็นไก่โต้งขโมยของของมันไปก็ย่อมไม่ยอมง่าย ๆ มันออกวิ่งไล่ตามไก่โต้งตัวนั้นไปทันที
ไก่โต้งตัวนั้นวิ่งหนีอย่างไม่เลือกทาง วิ่งตรงมาทางพี่รองหลิวแล้วลอดใต้ตัวเขา
สุนัขตัวใหญ่นั้นก็เอาแต่ไล่ตามไก่โต้ง เผลอชนเข้ากับตัวพี่รองหลิวเต็มแรง
พี่รองหลิวที่กำลังใช้คีมหนีบสำลีชุบน้ำทายาแก้อักเสบให้เสี่ยวพ่างอยู่ แรงกระแทกทำให้คีมที่ถืออยู่พลั้งเผลอแทงเข้าไปตรงบาดแผลเดิมอีกครั้ง
ราวกับดอกไม้เหี่ยวเฉาที่ถูกเหยียบซ้ำ เขาบาดเจ็บไปทั้งบั้นท้าย ผมที่เพียงแค่เห็นมองแล้วถึงกับสูดหายใจเฮือกด้วยความเสียวแปลบแทน
เสี่ยวพ่างที่เพิ่งจะถูกไก่โต้งตัวนั้นจิกซ้ำไปสามที ย่อมทนแรงปะทะนี้ไม่ไหว ทันใดนั้นตาก็พลันมืดดับ ร่างทั้งร่างทรุดลงสลบไปทันที
ครั้งนั้น เป็นครั้งแรกในประวัติหมู่บ้านของพวกเราที่มีรถพยาบาลขับเข้ามารับคน และคนที่ถูกหามขึ้นไปก็คือเสี่ยวพ่างนั่นเอง
ส่วนผมก็นับว่าโชคดีได้นั่งรถพยาบาลกับเขาเป็นครั้งแรก ตามพี่รองหลิวมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลในเมือง
หลังจากรักษาพยาบาลเสร็จ เสี่ยวพ่างก็ถูกย้ายไปพักในห้องผู้ป่วย เสี่ยวพ่างที่ฟื้นขึ้นมาดูอ่อนแอนัก โชคดีที่ภายใต้การโจมตีอย่างต่อเนื่องเขายังมีชีวิตรอดอยู่ได้ ดูท่าว่าเสี่ยวพ่างคงจะไม่ใช่ผู้รับเคราะห์กรรมแทนผม ผมจึงอดที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอกไม่ได้
โดยไม่คาดคิด ในห้องผู้ป่วยที่เสี่ยวพ่างถูกจัดให้อยู่นั้น มีคนไข้สูงวัยอีกหนึ่งคนอยู่ก่อนหน้า เป็นปู่หวังที่เคยถูกรถลากเหวี่ยงตกลงมาเพราะเสียงกรีดร้องของเสี่ยวพ่างนั่นเอง
ชายชราผู้นี้เองก็บาดเจ็บไม่เบา เขานอนนิ่งอยู่บนเตียงผู้ป่วย แต่คนยังคงตื่นอยู่
ตอนที่ผมมองไปทางเขา ปู่หวังก็กำลังมองมาที่ผมเช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าทำไม ผมถึงรู้สึกว่าสายตาที่ปู่หวังมองมานั้นดูแปลก ๆ แววตาและรอยยิ้มที่เผยออกมามีความลี้ลับเย็นเยือก น่าสะพรึงกลัวอย่างบอกไม่ถูก
ในขณะเดียวกัน ผมยังเห็นว่าบนศีรษะของปู่หวังมีแสงสีแดงจาง ๆ ลอยวนอยู่
ผมไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงเห็นสิ่งเหล่านี้ แต่ลึก ๆ ในใจกลับรู้สึกถึงลางสังหรณ์ร้าย
ในขณะเดียวกัน พ่อแม่และท่านปู่ก็กำลังออกตามหาผมจนแทบคลั่ง พวกเขาตามหาจนทั่วทั้งหมู่บ้านแต่ก็ไม่เจอ ภายหลังเมื่อได้ยินว่าผมนั่งรถพยาบาลตามพี่รองหลิวมาในเมืองก็ตกใจมาก นึกว่าผมเกิดเรื่องอะไรร้ายแรงขึ้น
พอดีกับที่วันนั้น หลิวปัวจื่อแห่งหมู่บ้านซานสือหลี่ปู้ก็มาหาพอดี เธอคำนวณไว้แล้วว่าวันนี้คือวันรับเคราะห์กรรมของผม ดังนั้นจึงตั้งใจมาช่วยผมให้ผ่านพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้ไป
เมื่อได้ยินว่าผมไปโรงพยาบาล ก็ตามพ่อแม่และท่านปู่มาที่โรงพยาบาลด้วยกัน
เมื่อเห็นว่าผมไม่ได้เป็นอะไร และคนที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยกลับเป็นเสี่ยวพ่างที่ตอนนี้ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากนัก จึงค่อย ๆ วางใจลง
ท่านปู่รู้สึกผิดต่อเรื่องที่ผมแอบหนีออกมาอย่างมาก บอกว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ดื่มเหล้าไปแล้วเผลอหลับ รู้ตัวอีกทีผมก็หายไปซะแล้ว
พ่อไม่ตำหนิผมเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อเห็นผมอยู่ที่นี่ก็เตรียมจะดึงตัวมารับโทษ แต่ถูกหลิวปัวจื่อห้ามปรามเอาไว้
“ตีไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด...ลืมเรื่องของคนที่ห้าบ้านจางกับภรรยาของหม่าเหล่าซานไปแล้วหรือ?”
สุดท้ายพ่อก็ไม่ได้ลงโทษผม เขาเองก็กลัวเช่นกันเพราะใครก็ตามที่ตีผมล้วนจะมีอันเป็นไป แม้แต่พ่อแท้ ๆ ของผมก็ไม่อาจละเว้น
ในตอนนั้นเอง หลิวปัวจื่อก็กวาดสายตาไปรอบ ๆ พลันสะดุดกับปู่หวังที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วยอีกเตียงหนึ่ง สายตาเธอพลันเปลี่ยนเป็นหวาดกลัวขึ้นทันใด เหมือนพบสิ่งน่าสะพรึงจึงรีบเร่งบอกให้คนในบ้านพาผมออกไปโดยด่วน
พ่อแม่และท่านปู่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ยังคงทำตามคำสั่งของหลิวปัวจื่อและพาผมกลับบ้านทันที
หลังจากกลับมาถึงบ้าน หลิวปัวจื่ออธิบายว่าชายชราหวังที่นอนอยู่ห้องเดียวกับเสี่ยวพ่างนั้นเป็นคนที่ใกล้จะตายแล้ว ร่างกายเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายที่เข้มข้น เกรงว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน
ตอนนั้นผมถึงได้เข้าใจ ว่าแสงสีแดงที่ลอยอยู่บนหัวของปู่หวังที่ผมเห็นนั้น แท้จริงแล้วคือกลิ่นอายของความตาย
วันนี้เดิมทีก็เป็นวันที่ผมต้องรับเคราะห์กรรมครั้งที่สาม หลิวปัวจื่อกังวลว่าหากผมอยู่ในห้องผู้ป่วยนั้นนานเกินไปจะได้รับกลิ่นอายของความตายติดตัวดังนั้นจึงให้ผมรีบกลับ
หลังจากกลับบ้านมา ทุกอย่างก็ปกติดี ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกเราทั้งครอบครัวยังได้ทานข้าวกับหลิวปัวจื่อด้วยกันมื้อหนึ่ง
ไม่คาดคิดว่าหลังจากฟ้ามืดได้ไม่นาน ทั้งหมู่บ้านก็ได้รับข่าวร้ายว่าปู่หวังสิ้นชีพแล้ว
ส่วนเขาเสียชีวิตอย่างไรยังไม่มีใครทราบถึงสาเหตุ ชาวบ้านต่างเชื่อว่าเป็นเพราะอายุมาก พอตกจากรถลากแล้วทนไม่ไหว จึงเสียชีวิต
แต่หลิวปัวจื่อเมื่อได้รับข่าวนี้กลับมีท่าทีตื่นตระหนก รีบสั่งให้พ่อไปหาไม้ท้อที่มีอายุมากกว่าสิบปีขึ้นไปมาท่อนหนึ่ง นอกจากนี้ยังต้องฆ่าไก่โต้งอีกตัวหนึ่ง และต้องเป็นไก่ที่เลี้ยงมานานสามปีขึ้นไปเท่านั้น หลังจากฆ่าเสร็จก็ให้นำเลือดไปสาดที่หน้าประตูบ้านซะ
พ่อทำตามสั่งทั้งหมดในทันที หลังจากหาไม้ท้อมาได้แล้ว หลิวปัวจื่อก็ลอกเปลือกของไม้ท้อออก จุ่มเลือดไก่เล็กน้อยก่อนวาดสัญลักษณ์แปลก ๆ มากมายบนไม้ท้อนั้น จากนั้นจึงให้พ่อของผมนำไปวางไว้ที่หน้าประตูบ้าน
ท่อนไม้ท้อที่เต็มไปด้วยยันต์เลือดไก่นี้ เรียกว่า “ไม้กั้นผี” หากวางไว้ที่หน้าประตูบ้าน จะสามารถป้องกันไม่ให้ภูตผีเข้ามาได้
ส่วนเลือดไก่ที่หน้าประตูเป็นหยางบริสุทธิ์ เป็นเกราะป้องกันอีกชั้นเพื่อไม่ให้สิ่งอัปมงคลย่างกรายเข้ามาได้เช่นกัน
เช่นนี้เอง หลิวปัวจื่อก็ได้จัดวางเครื่องป้องกันไว้ที่บ้านเราถึงสองชั้น
วันนี้คือวันเกิดอายุเก้าขวบของผม และเป็นเคราะห์กรรมครั้งที่สามที่ผมต้องเผชิญ หลิวปัวจื่อเคยบอกไว้ว่า เคราะห์กรรมครั้งที่สามนี้จะเป็นเคราะห์กรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผมต้องเผชิญ หากผ่านพ้นไปไม่ได้ ก็อาจจะต้องจบชีวิตลง
และหลิวปัวจื่อก็รู้สึกว่า ปู่หวังคนนั้นคือผู้รับเคราะห์กรรมครั้งที่สามแทนผม
ไม่ว่าจะอย่างไร หลิวปัวจื่อก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม
ส่วนผมเองกลับไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก พออิ่มท้องก็รู้สึกง่วงจึงกลับเข้าห้องไปนอน แต่เพิ่งจะหลับไปได้ไม่นาน ผมก็รู้สึกว่าในห้องมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่งซะแล้ว...
[จบแล้ว]