- หน้าแรก
- ราชาฮวงจุ้ย
- ตอนที่ 11 เคราะห์กรรมตอนอายุหกขวบ
ตอนที่ 11 เคราะห์กรรมตอนอายุหกขวบ
ตอนที่ 11 เคราะห์กรรมตอนอายุหกขวบ
ตอนที่ 11 – เคราะห์กรรมตอนอายุหกขวบ
เรื่องราวทั้งหมดก็ได้คลี่คลาย วันรุ่งขึ้น มีคนไปพบศพภรรยาหม่าเหล่าซานที่พ่อของผมนำไปทิ้งไว้บนหลังภูเขาโดยบังเอิญ ทว่าศพนั้นกลับไม่มีสภาพที่น่าสะพรึงกลัวอย่างเมื่อคืนวาน เขี้ยวไม่มี เล็บแหลมคมก็หาย กลายเป็นเพียงศพธรรมดาที่ถูกหม่าเหล่าซานนำกลับไปฝังใหม่
คืนวันนั้นเอง ที่บ้านผมประสมกับความโกลาหลอย่างมาก มีเสียงแปลกประหลาดมากมายราวกับเสียงร้องโหยหวนของพวกผีห่าซาตานดังขึ้นไม่หยุดหย่อน ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครกล้าออกไปดู สาเหตุหลักเป็นเพราะเสียงเหล่านั้นช่างน่ากลัวเหลือเกิน แม้แต่หม่าเหล่าซานที่สงสัยว่าคืนนั้นอาจเป็นภรรยาของเขาที่กลับมาหาแต่ก็ไม่กล้าพอที่จะเอ่ยถามกับทางบ้านของผม เรื่องทั้งหมดจึงจบลงแต่เพียงเท่านี้
สามวันต่อมา ผมก็ฟื้นคืนสติ แต่กลับมีไข้สูงติดต่อกันหลายวันจนเพ้อ สร้างความกังวลใจแก่พ่อแม่และท่านปู่ไม่น้อย
ตอนที่ไข้ขึ้นสูง ในหัวของผมมักจะปรากฏภาพจิ้งจอกขนขาวที่งดงามอย่างมาก มันเพียงนอนแน่นิ่ง มีหางสีขาวแปดหาง บางครั้งก็จะลืมตาขึ้น แต่โดยรวมช่างดูอ่อนแอเหลือเกิน
เนื่องจากผมมีไข้สูง ท่านปู่จึงเดินทางไปยังโรงพยาบาลในเมืองเพื่อถามหลิวปัวจื่อว่าผมเป็นอะไรกันแน่
หลิวปัวจื่อได้แต่ปลอบท่านปู่ว่าให้วางใจได้ บอกเพียงว่าเซียนในร่างกายผมเดิมทีก็อ่อนแออยู่แล้ว ท่านเพียงมาพักฟื้นในร่างกายผม ครั้งนี้เพื่อช่วยผมให้รอดจากหายนะ ท่านจึงปรากฏตัวจนทำให้สูญเสียพลังต้นกำเนิด ผมกับเซียนท่านนั้นเป็นดั่งหนึ่งร่างสองวิญญาณ เมื่อเซียนท่านนั้นสูญเสียพลังต้นกำเนิด ตัวผมเองก็จะอ่อนแอตามไปด้วย แต่ผ่านไปไม่กี่วันก็จะหายกลับเป็นปกติเอง
ท่านปู่เดินทางกลับบ้านด้วยใจที่ยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ไม่คาดคิดว่าผมจะเป็นอย่างที่หลิวปัวจื่อพูดจริง ๆ แต่หลังจากมีไข้สูงอยู่สองสามวัน ผมก็ฟื้นตัวเป็นปกติดังเดิม
หลังจากฟื้นตัวกลับคืนในครั้งนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุใดที่ทำให้ความต้องการเลือดของผมไม่รุนแรงเหมือนเมื่อก่อน ผมเริ่มกินอย่างอื่นได้บ้าง ทำเอาคนในบ้านต่างดีใจกันยกใหญ่ คิดว่านี่คงเป็นโชคดีที่ซ่อนตัวมากับโชคร้าย
ช่วงแรกเกิด หน้าตาของผมช่างดูไม่ได้เสียเลย หน้าที่เหมือนกับจิ้งจอก ทั่วทั้งตัวมีแต่ขนสีขาว ในปากยังงอกเขี้ยวเล็ก ๆ แต่ตอนนี้ผมอายุได้สามขวบกว่าแล้ว ลักษณะพิเศษเหล่านั้นเริ่มเหือดหายไปจนหมด จะเหลือก็เพียงแต่นิสัยชอบดื่มเลือด ที่ซึ่งตอนนี้ก็ดีขึ้นมาก
พ่อแม่และท่านปู่ไม่ได้คาดหวังอะไรกับผมมากนัก หวังเพียงว่าผมจะเติบโตอย่างแข็งแรงและมีชีวิตรอดต่อไปได้ก็พอ แม้ในใจของพวกเขาทุกคนจะมีหินก้อนใหญ่กดทับอยู่ก็ตาม
อู๋ป้านเซียนคนก่อน และหลิวปัวจื่อคนหลัง ต่างบอกว่าผมเป็นคนต้องเผชิญเคราะห์กรรม สามปีมีเคราะห์หนึ่งครั้ง หากไม่ใช่ผมตายก็เป็นผู้อื่นตาย นี่เป็นคำสาปที่ไม่อาจหนีพ้น สร้างความทุกข์ใจให้กับทุกคนในบ้านได้เป็นอย่างดี
ต้องบอกว่า หลังจากเรื่องราวของภรรยาหม่าเหล่าซานจบลง พวกเพียงพอนเหลืองและจิ้งจอกก็ยังคงแอบเข้ามาส่งของป่าให้บ้านผมกลางดึกอยู่เรื่อย ๆ เพียงแต่ไม่บ่อยเท่าเมื่อก่อน อาจเป็นเพราะความต้องการเลือดของผมไม่ได้รุนแรงเท่าแต่ก่อนก็เป็นได้
หลังพ้นช่วงอายุสามขวบ ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ผมเป็นเหมือนเด็กธรรมดาทั่วไปคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง
อย่างไรก็ตาม ผมยังคงถูกคนในหมู่บ้านมองว่าเป็นตัวประหลาดอยู่วันยังค่ำ ไม่มีเด็กคนไหนอยากเล่นด้วย เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกเหงาเป็นอย่างยิ่ง
และเวลาก็เลยผ่านไปอีกสามปี ตอนนี้ผมเข้าสู่อายุหกขวบแล้ว เป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายและมักจะช่วยคนในบ้านทำงานบ้านเสมอ
ความเรียบง่ายเช่นนี้เผลอทำให้คนในบ้านต่างคิดว่าผมกลายเป็นเด็กปกติ เพราะเมื่อใกล้จะอายุหกขวบ ผมก็เลิกดื่มเลือดไปโดยสิ้นเชิง และสามารถกินข้าวปกติเหมือนคนในบ้านได้
บางครั้งพ่อกับแม่ก็จะพาผมไปด้วยในวันที่ต้องออกไปทำงานในไร่ อาจเพราะไม่วางใจปล่อยให้ผมอยู่บ้านคนเดียว
บางช่วงเวลา ก็จะมีฝูงจิ้งจอกและเพียงพอนเหลืองที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนพากันมาอยู่ข้าง ๆ ตัวผม
แถวหมู่บ้านเรา เพียงพอนเหลืองและจิ้งจอกล้วนมีพลังทางจิตวิญญาณ คนส่วนใหญ่ต่างเคารพและยำเกรงพวกมัน เมื่อเห็นก็จะหลบไปไกล ๆ
ทว่าผมกลับไม่มีความกลัวต่อพวกมันเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังรู้สึกคุ้นเคยอย่างเป็นธรรมชาติเสียอีก พวกเพียงพอนเหลืองและจิ้งจอกเหล่านี้เองก็ไม่กลัวผมเช่นกัน ต่างพากันมานอนอยู่ข้าง ๆ ผม ล้อมรอบเป็นวงกลม ผมสามารถลูบคลำเล่นได้ตามใจชอบ พวกมันก็ไม่วิ่งหนี ต่อให้ทำให้พวกมันเจ็บ พวกมันก็ไม่กล้าแยกเขี้ยวใส่ผม มีเพียงเมื่อเห็นพ่อแม่ผมกลับมา พวกมันจึงจะหลบไปไกล ๆ
โดยพื้นฐานแล้ว พวกเพียงพอนเหลืองและจิ้งจอกเหล่านี้คือเพื่อนเล่นที่ดีที่สุดในวัยเด็กของผม
ถึงแม้ว่าในช่วงสามปีมานี้ ผมจะดูปกติทุกอย่าง แต่ในใจของท่านปู่ก็ยังคงเป็นกังวลเรื่องเคราะห์กรรมทุก ๆ สามปีของผมอยู่ดี
ในวันก่อนวันเกิดอายุหกขวบของผม ท่านปู่เดินทางไปยังหมู่บ้านซานสือหลี่ปู้ด้วยตนเองเพื่อไปหาหลิวปัวจื่อ ตั้งใจจะเชิญเธอให้มาช่วยผมผ่านพ้นเคราะห์กรรมตอนอายุหกขวบ
อันที่จริงแล้ว ตลอดหลายปีมานี้ หลิวปัวจื่อไม่ได้ขาดการติดต่อกับบ้านเราเลย วันปีใหม่ วันตรุษจีน พ่อแม่ก็จะนำของขวัญไปเยี่ยมที่บ้านเธอเสมอ
อย่างไรเสีย เธอก็เคยตาบอดข้างหนึ่งเพื่อช่วยชีวิตเราทั้งบ้าน
ส่วนหลิวปัวจื่อไม่มีลูก สามีก็เสียชีวิตไปนานแล้ว ที่บ้านจึงมีเพียงเธออยู่แค่คนเดียว
อันที่จริงแล้ว หลิวปัวจื่อเคยมีลูกมาก่อน และมีมากกว่าหนึ่งคน แต่ก็ไม่มีใครอยู่รอดเกินสามขวบสักคน
เนื่องจากหลิวปัวจื่อเคยช่วยชีวิตเราทั้งบ้าน ท่านปู่จึงให้พ่อแม่กตัญญูต่อเธอเหมือนกับเป็นแม่แท้ ๆ ของตนเอง
เมื่อเห็นว่าพรุ่งนี้ผมจะอายุครบหกขวบแล้ว ท่านปู่ก็กังวลกลัวว่าจะเกิดเรื่องที่รับมือไม่ได้อีก จึงไปเชิญหลิวปัวจื่อมาเตรียมตัวล่วงหน้า
ไม่คาดคิดว่าพอท่านปู่เพิ่งจะเดินทางจากไป ที่บ้านก็เกิดเรื่องขึ้นในทันที
เรื่องราวเกิดขึ้นที่บ้านจาง ซึ่งเป็นตระกูลใหญ่ในหมู่บ้านของเรา บ้านจางมีพี่น้องทั้งหมดห้าคน ในจำนวนนี้ คนที่ห้าถึงวัยออกเรือน จึงตั้งใจจะสร้างบ้านใหม่เพื่อแต่งงานกับภรรยา และได้บุกรุกที่ดินส่วนตัวสำหรับไว้ปลูกผักของบ้านเราโดยไม่บอกกล่าวกับบ้านเราเลยแม้แต่น้อย เมื่อพ่อผมได้ยินเรื่องนี้เข้าก็ไปหาลูกชายคนที่ห้าของบ้านจางเพื่อพูดคุย ผลคือคุยกันไม่ลงตัวจึงเกิดการลงไม้ลงมือกัน คนที่ห้าของบ้านจางถึงแม้จะยังหนุ่มแน่นแข็งแรง แต่ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพ่อผม เพราะท่านปู่สมัยหนุ่มเคยเป็นทหารฝึกมวยมาก่อน และเคยสอนวิชาให้พ่อผมมาบ้าง
ลูกคนที่ห้าของบ้านจางที่เสียเปรียบกว่า ผลคือบ่ายวันนั้นจึงพาพี่น้องของเขาก็มาหาเรื่องพ่อผม และเกิดการชกต่อยกันในลานบ้าน
สุภาษิตกล่าวไว้ว่า สองหมัดย่อมสู้สี่มือไม่ได้ มิหนำซ้ำยังเป็นพี่น้องห้าคนลงมือพร้อมกัน พ่อผมถูกชกจนล้มลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว ลูกคนที่ห้าของบ้านจางชกได้โหดเหี้ยมที่สุด พลั่วเหล็กอันหนึ่งแทบจะหักคามือ
แม่ผมเข้าไปห้ามแต่ก็ถูกผลักล้มลงกับพื้น ได้แต่ร้องไห้
ผมที่อายุหกขวบ เมื่อเห็นพ่อถูกทำร้ายก็เลือดขึ้นหน้าทันที วิ่งเข้าไปกอดขาของลูกคนที่ห้าของบ้านจางแล้วกัดไปเต็มคำ
ลูกคนที่ห้าของบ้านจางถูกผมกัดจนร้องเสียงหลง ด่าผมว่าเป็นตัวประหลาด แล้วตบผมลงกับพื้น
ขณะที่ผมนอนอยู่บนพื้น ใบหน้าก็เจ็บแสบร้อน ทันใดนั้นก็เห็นว่าบนกำแพงบ้านปรากฏเพียงพอนเหลืองและจิ้งจอกหลายตัว ดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยความแค้นจ้องเขม็งมายังลูกคนที่ห้าของบ้านจาง
ครั้งก่อน ตอนที่ภรรยาของหม่าเหล่าซานตีผม ก็เป็นสถานการณ์เช่นเดียวกันนี้
พ่อที่ถูกตีจนเลือดอาบหัว เมื่อเห็นผมถูกตีก็โกรธจัดทันที ราวกับคนบ้าไร้สติ รีบดิ้นรนลุกขึ้นจากพื้นวิ่งเข้าห้อง ก่อนจะนำดาบเล่มใหญ่ของท่านปู่ออกมา...
[จบแล้ว]