เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 6 ศิษย์ออกโรง

ตอนที่ 6 ศิษย์ออกโรง

ตอนที่ 6 ศิษย์ออกโรง


ตอนที่ 6 – ศิษย์ออกโรง

ภรรยาของหม่าเหล่าซานมาที่บ้านเราติดต่อกันถึงสองวัน และทุกครั้งที่มา เธอจะทิ้งไว้เพียงประโยคเดียวซึ่งทำให้คนในบ้านรู้สึกหวาดผวาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป แม้ไม่ถูกเธอฆ่าตาย ก็คงจะถูกทำให้ตกใจจนตายเสียเอง

ทั้งคืน ไม่มีใครในบ้านหลับลง นอกจากผมที่อายุเพียงสามขวบเท่านั้นที่หลับสนิท

เช้าวันรุ่งขึ้น ท่านปู่จึงตัดสินใจให้พ่อออกไปหาร่างทรงที่หมู่บ้านซานสือหลี่ปู้ที่ชื่อว่าหลิวปัวจื่อมาช่วยจัดการเรื่องราวในบ้าน

ทว่าเรื่องกลับไม่ง่ายนัก ร่างทรงหลิวปัวจื่อคนนี้คิดค่าครูแพงมากเหลือเกิน เพียงการดูดวงทำนายโชคชะตาอย่างน้อย ๆ ก็ต้องจ่ายหนึ่งร้อยหยวน ทั้งยังต้องคอยปรนนิบัติด้วยสุราดีบุหรี่เลิศอีก

สำหรับคนในยุคนี้ เงินหนึ่งร้อยหยวนอาจจะไม่ใช่เงินจำนวนมาก เป็นเพียงค่าอาหารมื้อหนึ่งเท่านั้น แต่ในยุคนั้น คนงานทั่วไปมีได้เงินเพียงวันละหนึ่งหยวนกว่า ๆ เท่านั้น นี่จึงถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากสำหรับบ้านเรา

แต่เงินจะสำคัญไปกว่าชีวิตหลานชายได้อย่างไร ทั้งยังมีโอกาสที่ภรรยาของหม่าเหล่าซานจะมาทำร้ายคนทั้งบ้านอีก

ด้วยเหตุนี้พ่อจึงรีบเดินทางไปยังหมู่บ้านซานสือหลี่ปู้ตั้งแต่เช้าตรู่ด้วยขอบตาดำคล้ำ พร้อมนำเงินและของกำนัลไปเชิญเธอ

หลิวปัวจื่อผู้นั้นมีความหยิ่งทะนงโอหังยิ่งนัก คนทั่วไปยากที่จะเชิญเธอได้ พ่อจำต้องพูดจาอ้อนวอนอยู่เป็นนานสองนานกว่าจะยอมมาด้วยกัน แต่ก็ไม่ยอมเดินมาดี ๆ ต้องนั่งรถลากเท่านั้น พ่อจึงต้องเสียเงินอีกหลายหยวนไปจ้างรถลากมาคันหนึ่งเพื่อเชิญหลิวปัวจื่อจากหมู่บ้านซานสือหลี่ปู้มาที่บ้าน

หลิวปัวจื่ออายุหกสิบกว่าปีแล้ว เท้าถูกมัดจนเล็กจิ๋ว ในมือถือก้านยาสูบยาวอันหนึ่ง เวลาพูดมักจะเชิดหน้าขึ้นราวกับไม่เห็นใครอยู่ในสายตา

เมื่อท่านปู่เห็นเธอก็มีท่าทีสุภาพอ่อนน้อมอย่างยิ่ง สาเหตุหลักเป็นเพราะท่านปู่ได้ยินมาว่าหญิงชราผู้นี้มีวิชาอาคมแก่กล้า ช่วยคนดูดวงทำนายโชคชะตาไม่เคยพลาดสักครั้ง

หลิวปัวจื่อสูบยาอึกหนึ่ง แล้วพ่นควันออกจากจมูก ก่อนจะพูดเพียงสองสามคำ “เด็กอยู่ไหน? เอาออกมาให้ฉันดูหน่อยสิ”

ท่านปู่ได้ยินดังนั้น จึงรีบให้แม่พาผมออกจากห้องมา

ในตอนนั้นเอง หลิวปัวจื่อจึงก้มหน้าลงมองผมแวบหนึ่ง ไม่คาดคิดว่าเพียงแค่แวบเดียว หลิวปัวจื่อก็พลันหน้าเปลี่ยนสีทันที ราวกับเห็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง เธอถึงกับคุกเข่าลงต่อหน้าผมเสียงดัง “พลั่ก”  พร้อมตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง “ผู้น้อยหลิวแห่งหมู่บ้านซานสือหลี่ปู้ นับถือเซียนฉางมาสี่สิบปี ต้องรบกวนท่านเซียนเสียแล้ว หวังว่าท่านเซียนจะไม่ถือโทษโกรธเคือง”

พูดจบ เธอก็ก้มหัวโขกพื้นให้ผมหลายครั้งติดต่อกัน

ภาพตรงหน้านี้ทำเอาคนในบ้านถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก

กว่าจะเชิญหลิวปัวจื่อผู้นี้จากหมู่บ้านซานสือหลี่ปู้มาได้ แต่พอมาถึงบ้านก็กลับโขกหัวให้เด็กสามขวบเสียอย่างนั้น นี่มันเรื่องอะไรกัน?

ส่วนผมที่ยังไร้เดียงสา เมื่อเห็นหลิวปัวจื่อโขกหัวให้ตนเอง ก็ได้แต่ยิ้มออกมาเหตุเพราะรู้สึกว่ามันช่างน่าสนุก

หลังจากโขกหัวเสร็จ หลิวปัวจื่อก็ยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้นไม่ยอมลุกขึ้น

ท่านปู่ถึงกับงงไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบเข้าไปพยุงหลิวปัวจื่อขึ้น “ท่านเกรงใจเกินไปแล้ว เหตุใดจึงมาโขกหัวให้เด็กเล็ก ๆ เช่นนี้เล่า รีบลุกขึ้นเถอะ”

“หากท่านเซียนไม่เอ่ยปาก ผู้น้อยก็ไม่กล้าลุกขึ้น” หลิวปัวจื่อคุกเข่าอยู่บนพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองผม

ท่านปู่จนปัญญา จึงมองมาที่ผมแล้วพูดว่า “เสี่ยวเจี๋ย ยังไม่รีบบอกให้ย่าหลิวลุกขึ้นอีก”

“ลุกขึ้นเถอะ” ผมกล่าว

หลิวปัวจื่อราวกับได้รับอภัยโทษ จึงค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างตัวสั่นเทาแล้วถอยไปยืนอยู่ข้าง ๆ

แม่ของผมที่ทำอะไรไม่ถูก จึงได้แต่พาผมกลับเข้าห้องไปอีกครั้ง

หลังจากพาผมกลับเข้าไปในห้องแล้ว หลิวปัวจื่อจึงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก มองไปยังท่านปู่และพ่อด้วยความรู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย “ฉันขอถามพวกคุณทั้งสอง ในเมื่อบ้านนี้ก็มีเซียนผู้ทรงอิทธิฤทธิ์เช่นนี้อยู่ ทำไมยังต้องเชิญหญิงชราอย่างฉันมาอีกเล่า นี่ไม่ใช่เป็นการหาเรื่องให้ฉันต้องขายหน้าหรอกหรือ?”

“เซียน...เซียนอะไรกัน บ้านเราไม่ได้ตั้งแท่นบูชา ไม่รู้จักเซียนอะไรทั้งนั้น ย่าหลิวพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”ปู่ของผมพอจะมีความรู้เรื่องเซียนทรงอยู่บ้างจึงกล่าวขึ้น

“บนตัวหลานชายคุณมีเซียนผู้ทรงอิทธิฤทธิ์มากอยู่คนหนึ่ง ทรงอิทธิฤทธิ์กว่าเซียนทุกคนที่ฉันรู้จักเป็นร้อยเท่า วิชาอาคมของหญิงชราเช่นฉันเมื่อเทียบกับเซียนท่านนั้นแล้ว ไม่อาจเทียบกันได้เลยแม้แต่น้อย ฉันว่าฉันกลับดีกว่า ไม่อยากอยู่ให้ขายหน้าเปล่า ๆ” หลิวปัวจื่อส่ายหน้าถอนหายใจ

“แต่เขาเป็นแค่เด็กสามขวบ ทำอะไรไม่เป็นเลยนะครับ ไม่อย่างนั้นพวกเราคงไม่ลำบากไปเชิญย่าหลิวมาไกลถึงขนาดนี้หรอก” พ่อกล่าวอย่างร้อนรน

คำพูดนี้ทำให้หลิวปัวจื่อเกิดความสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ขอฉันเจอเด็กอีกครั้งได้ไหม?”

“ไม่มีปัญหา ผมจะไปเรียกเขาออกมา...”

พูดจบ พ่อก็ทำทีจะเข้ามาเรียกผม ทว่าหลิวปัวจื่อกลับรีบห้ามพ่อไว้ พลางพูดอย่างระมัดระวัง “อย่าเลย ให้ฉันเข้าไปดูเองเถอะ อย่ารบกวนท่านเซียนเลย”

พูดจบ หลิวปัวจื่อก็ย่างเท้าสามนิ้วบัวทองเข้าไปในห้องทันที

เมื่อได้พบผมอีกครั้ง หลิวปัวจื่อก็ยังคงมีท่าทีนอบน้อมอย่างยิ่งเช่นก่อนหน้า ริ้วรอยบนใบหน้ายิ้มแย้มจนกลายเป็นดอกไม้ “ท่านเซียน ศิษย์ผู้น้อยขอตรวจดูท่านหน่อยนะเจ้าคะ อย่าได้ถือโทษโกรธเคือง”

พูดจบ หลิวปัวจื่อก็พลันยื่นมือข้างหนึ่งออกมา วางลงบนกระหม่อมของผมโดยตรง จากนั้นก็หลับตา ปากก็พึมพำอะไรบางอย่างแล้วทั้งตัวก็สั่นเทิ้ม

เพียงครู่เดียว หลิวปัวจื่อก็พลันลืมตา ถอยหลังไปหลายก้าวแล้วคุกเข่าลงบนพื้นก่อนจะโขกหัวให้ผมสามครั้งเสียงดังสนั่น “ท่านเซียนอย่าได้ถือโทษ ศิษย์ผู้น้อยมิได้มีเจตนาล่วงเกิน”

หลังจากนั้น หลิวปัวจื่อก็ออกจากห้องไปอย่างตื่นตระหนก

พ่อและท่านปู่ตามออกไปอีกครั้ง

พอเดินออกมาถึงลานบ้าน ก็เห็นหลิวปัวจื่อนำเงินหนึ่งร้อยหยวนที่พ่อให้ไว้ก่อนหน้านี้ออกมา แล้วเพิ่มไปอีกหนึ่งร้อยหยวน ยื่นให้พ่อแล้วกล่าวว่า “รับเงินนี้ไว้เถอะ”

ท่านปู่ถึงกับงงไปชั่วขณะ คิดว่าหลิวปัวจื่อจะไม่ยุ่งเรื่องของบ้านเราแล้ว จึงกล่าวว่า “ย่าหลิวหมายความว่ายังไง จะไม่ช่วยเรื่องของบ้านเราแล้วหรือ?”

“ไม่ใช่ไม่ยุ่ง แต่ฉันไม่กล้ารับเงินจากบ้านพวกคุณ การได้รับใช้ท่านเซียน ถือเป็นบุญวาสนาที่หลิวปัวจื่อสั่งสมมาแปดชาติภพ แบบนั้นแล้วจะกล้ารับเงินได้ยังไง เงินนี้รับคืนไปเถอะ ถือเป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากหลิวปัวจื่อผู้นี้” หลิวปัวจื่อกล่าวอย่างนอบน้อม ท่าทีเย่อหยิ่งก่อนหน้านี้หายไปจนหมดสิ้น

ภายหลังเมื่อท่านปู่ซักถามอย่างละเอียด หลิวปัวจื่อจึงเล่าให้ฟังว่าตั้งแต่แรกที่เจอผม หลิวปัวจื่อก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเซียนที่เข้มข้นอย่างยิ่งบนตัวผม จนเผลอคิดว่าบ้านเราก็เป็นร่างทรงเช่นกัน ภายหลังเมื่อสัมผัสอย่างละเอียดจึงพบว่าบนตัวผมมีดวงจิตของเซียนผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ซ่อนอยู่ อย่างน้อยก็มีตบะพันปี เพียงแต่ดวงจิตนี้ในร่างกายผมอ่อนแออย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่าเคยได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก่อนและจิตสำนึกยังไม่ตื่นขึ้น

ในฐานะร่างทรง หลิวปัวจื่อย่อมรู้ดีว่าดวงจิตในร่างกายผมทรงอิทธิฤทธิ์เพียงใด ดังนั้นจึงไม่กล้าละเลยแม้แต่น้อย และยิ่งไม่กล้ารับเงินทำงาน

ถึงแม้จะไม่รับเงิน แต่หลิวปัวจื่อกลับตบอกรับประกันว่าเรื่องตระกูลอู๋ของพวกเราเธอจะจัดการให้เอง ต่อไปนี้เรื่องของบ้านเราก็คือเรื่องของเธอ ต่อให้ต้องสละชีพ เธอก็จะปกป้องผมให้ปลอดภัย

เมื่อได้ยินหลิวปัวจื่อพูดเช่นนี้ คนในบ้านจึงเข้าใจว่าเหตุใดตอนที่ผมเกิด จึงมีเพียงพอนเหลืองและจิ้งจอกมากมายมาโขกหัวให้อยู่หน้าบ้าน

[จบแล้ว]

จบบทที่ ตอนที่ 6 ศิษย์ออกโรง

คัดลอกลิงก์แล้ว