- หน้าแรก
- ราชาฮวงจุ้ย
- ตอนที่ 7 ผีดิบ
ตอนที่ 7 ผีดิบ
ตอนที่ 7 ผีดิบ
ตอนที่ 7 – ผีดิบ
และเหตุผลที่หลิวปัวจื่อต้องการช่วยบ้านเรา ก็เพราะเธอคิดว่าดวงจิตของเซียนผู้ทรงพลังในร่างกายของผมจะต้องตื่นขึ้นในไม่ช้า และเมื่อถึงเวลานั้นก็จะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลเธอได้ ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าหลิวปัวจื่อมีสายตาแหลมคมอย่างแท้จริง ภายหลังผมได้ช่วยชีวิตเธอไว้จริง ๆ แต่นั่นล้วนเป็นเรื่องราวในภายหลัง
มาพูดถึงหลังจากที่หลิวปัวจื่อตัดสินใจอยู่ช่วยผมกันก่อน เธอถามถึงที่มาที่ไประหว่างผมกับภรรยาของหม่าเหล่าซาน
เป็นเพราะวันนั้นภรรยาของหม่าเหล่าซานทุบตีผม ทั้งยังยืนด่าทออยู่ที่หน้าประตูบ้านเราไม่หยุด กระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้นก็มีคนพบศพของเธอที่หลังภูเขา
พวกเพียงพอนเหลืองและจิ้งจอกเหล่านั้นต่างรู้ดีว่าดวงจิตอันทรงพลังของเซียนอยู่ในร่างกายผม การรังแกผมก็เท่ากับการรังแกเซียนท่านนั้น ดังนั้นพวกเพียงพอนเหลืองและจิ้งจอกจึงแก้แค้นการกระทำของภรรยาของหม่าเหล่าซานแทน
หลังจากนั้น พ่อก็ถามอีกว่าเหตุใดภรรยาของหม่าเหล่าซานจึงมาเคาะหน้าต่างบ้านเรากลางดึกทุกคืน พูดเพียงประโยคเดียวแล้วก็จากไป ทั้งยังหัวเราะเยาะอย่างเย็นชาไม่หยุด?
หลิวปัวจื่อกล่าวว่า นั่นเป็นเพราะภรรยาของหม่าเหล่าซานเป็นผีตนใหม่ที่เพิ่งตาย ตบะยังไม่แก่กล้า จำต้องรอให้ถึงกำหนดครบเจ็ดวันก่อนจึงจะเก่งกาจขึ้นอย่างมาก เมื่อถึงเวลานั้นก็จะมีพลังพอที่จะฆ่าคนทั้งบ้านได้
ยิ่งไปกว่านั้น ภรรยาของหม่าเหล่าซานยังมีความแค้นฝังลึก ความแค้นอัดแน่นอยู่ในอก ทั้งยังถูกเพียงพอนเหลืองและจิ้งจอกกัด ศพเช่นนี้มีโอกาสกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่งที่เรียกว่า “ผีดิบ” สิ่งชั่วร้ายชนิดนี้เป็นดั่งกึ่งศพกึ่งผีได้มากที่สุด ช่างน่ากลัวนัก
ศพของภรรยาหม่าเหล่าซานไม่ได้ถูกคนขโมยไป แต่เธอทะลุโลงออกมาเอง และตอนนี้ก็ไม่รู้ด้วยว่าไปซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดที่ไหน
หลังจากครบเจ็ดวัน ดวงวิญญาณของภรรยาหม่าเหล่าซานจะรวมเข้ากับศพ และกลายเป็นผีดิบมาแก้แค้น
เมื่อได้ยินหลิวปัวจื่อกล่าวเช่นนี้ คนในบ้านต่างก็ตกใจกลัว จึงถามหลิวปัวจื่อว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป
หลิวปัวจื่อกล่าวว่า วิธีที่ง่ายที่สุดในการแก้ปัญหานี้คือการกำจัดเธอให้สิ้นซากในวันที่ภรรยาของหม่าเหล่าซานยังตายไม่ครบเจ็ดวัน ไม่ว่าจะเป็นการหาศพของเธอให้เจอ หรือสลายดวงวิญญาณของเธอก็ตาม เช่นนั้นภรรยาของหม่าเหล่าซานก็จะไม่กลายเป็นผีดิบ
ท่านปู่กล่าวว่า “ก็ไม่ยากไม่ใช่หรือ ทุกคืนภรรยาของหม่าเหล่าซานจะมาเคาะหน้าต่าง ย่าหลิวก็พักอยู่ที่บ้านเราก่อนเถอะ รอให้เจ้าตัวมาตอนกลางคืนก็จัดการซะให้สิ้นซาก เพื่อขจัดภัยในภายภาคหน้า”
หลิวปัวจื่อเองก็คิดเช่นเดียวกัน
ก่อนที่จะจัดการกับภรรยาของหม่าเหล่าซาน หลิวปัวจื่อยังให้พ่อไปหาของมาสองสามอย่าง หนึ่งคือสุนัขดำโตเต็มวัย บนตัวต้องไม่มีขนสีอื่นปนแม้แต่เส้นเดียว สองคือไก่โต้งที่เลี้ยงมาอย่างน้อยสามปีสามตัว ขนต้องมีสีสดใส สามคือทำชุดคนตายให้ผมไว้ชุดหนึ่ง เมื่อภรรยาของหม่าเหล่าซานปรากฏตัวก็ให้สวมใส่แล้วจะสามารถรักษาชีวิตไว้ได้
สองอย่างแรกนั้นง่าย หมู่บ้านเราโดยพื้นฐานแล้วทุกบ้านเลี้ยงสุนัขเลี้ยงไก่ แต่พอได้ยินว่าจะให้ผมที่อายุเพียงสามขวบใส่ชุดคนตาย เรื่องนี้ก็ค่อนข้างลำบากใจไม่น้อย จะมีที่ไหนขายชุดคนตายสำหรับเด็กสามขวบกัน คงต้องสั่งทำเท่านั้นแหละ
เมื่อไม่มีทางเลือก พ่อจึงต้องเดินทางไปร้านขายชุดคนตาย สั่งทำชุดให้ผมชุดหนึ่งโดยเฉพาะ เร็วที่สุดก็ต้องพรุ่งนี้จึงจะทำเสร็จ
แต่หลิวปัวจื่อบอกว่าไม่เป็นไร ชุดคนตายนี้ใช้สำหรับรักษาชีวิตในยามคับขันเท่านั้น หากเป็นเพียงดวงวิญญาณของภรรยาหม่าเหล่าซานปรากฏตัว เธอเองก็คงพอจะจัดการได้
เช่นนี้เอง ทุกอย่างก็เตรียมพร้อมแล้ว รอเพียงแค่ภรรยาของหม่าเหล่าซานมาหาตอนกลางดึก
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้สึกประหลาดใจคือ ทั้งครอบครัวรวมถึงหลิวปัวจื่อรออยู่ทั้งคืนจนขอบตาดำคล้ำ แต่ภรรยาของหม่าเหล่าซานกลับไม่มาเสียอย่างนั้น คืนนี้ถือว่ารอเก้อ
ไก่ขันสองสามครั้ง รุ่งเช้ามาเยือน สุนัขดำที่พ่อหามาก็หลับไปแล้ว
ท่านปู่ขอบตาดำคล้ำถามหลิวปัวจื่อว่า “ทำไมภรรยาของหม่าเหล่าซานถึงไม่มา?”
หลิวปัวจื่อก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน ครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่แล้วกล่าวว่า “อาจจะเป็นเพราะดวงวิญญาณของภรรยาหม่าเหล่าซานสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เช่น อาจรู้ว่าหญิงชราอย่างฉันเป็นศิษย์ร่างทรง ดังนั้นจึงไม่กล้ามา หรืออาจตั้งใจที่จะไม่มาเมื่อคืนนี้เองก็เป็นได้ ดูท่าว่าเราคงต้องรอจนถึงมะรืนนี้ซะแล้ว รอให้เธอกลายเป็นผีดิบจึงจะได้เจอเอง”
“ภรรยาของหม่าเหล่าซานที่กลายเป็นผีดิบจะเก่งกาจขึ้น แล้วเราจะสู้เธอได้หรอ?” พ่อเอ่ยถาม
“ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว แต่ก็วางใจกันก่อนเถอะ ต่อให้หญิงชราอย่างฉันต้องสละชีวิตนี้ไป ก็จะขอปกป้องความปลอดภัยของเด็กคนนี้ให้ได้” หลิวปัวจื่อถอนหายใจกล่าว
หลิวปัวจื่อจึงพักอยู่ที่บ้านเราและรอจนกว่าภรรยาของหม่าเหล่าซานจะมา
อีกคืนหนึ่งผ่านไป ภรรยาของหม่าเหล่าซานก็ยังไม่ปรากฏตัว พรุ่งนี้ก็ครบเจ็ดวันของการตายภรรยาหม่าเหล่าซานแล้ว
เมื่อครบเจ็ดวัน ภรรยาของหม่าเหล่าซานก็จะกลายเป็นผีดิบ ไม่อาจมีใครรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
หลิวปัวจื่อมีท่าทีไม่สงบตลอดทั้งวัน เห็นได้ชัดว่าเธอค่อนข้างตื่นเต้น
และไม่ใช่แค่เธอเท่านั้น พ่อแม่และปู่ก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน
ปู่นำดาบเล่มใหญ่ที่ใช้ตอนรบกับทหารญี่ปุ่นออกมาลับด้วยหินจนคมกริบ
ไม่ทันรู้ตัว ท้องฟ้าก็พลันมืดมิดอีกครั้ง ทั้งตระกูลมารวมตัวกันทานข้าวเย็น
เพราะมื้อนี้...อาจเป็นมื้อสุดท้ายของทุกคนก็เป็นได้
หลังจากฟ้ามืด หลิวปัวจื่อก็สั่งให้พ่อนำสุนัขดำตัวนั้นออกไปก่อน รอจนกว่าจะถึงเที่ยงคืนจึงจะนำสุนัขดำมาไว้ที่หน้าประตูบ้าน
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าทำไมต้องทำเช่นนี้ แต่พ่อก็ยังคงทำตามสั่ง
ชาวบ้านต่างนอนแต่หัวค่ำ ในยุคนั้นในหมู่บ้านเรายังไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่ต้องพูดถึงโทรศัพท์มือถือหรือโทรทัศน์เลย โดยพื้นฐานแล้วประมาณสามทุ่มทั้งหมู่บ้านก็จะเงียบสงัด เงียบเสียจนน่ากลัว
เวลาค่อย ๆ ผ่านไป เพียงพริบตาเดียวก็ถึงเวลาห้าทุ่ม
ถึงแม้แม่จะกลัว แต่ก็อุ้มผมเข้านอนแต่หัวค่ำ เพราะเรื่องนี้แม่เองก็ช่วยอะไรไม่ได้
ท่านปู่นำม้านั่งยาวมาวางไว้กลางลานบ้าน ในมือถือดาบเล่มนั้น บนดาบผูกผ้าแดงดั่งเลือดสดไว้ผืนหนึ่ง
หลิวปัวจื่อบอกว่าดาบของท่านปู่สามารถใช้จัดการกับผีดิบได้ เพราะมันเป็นดาบที่เคยฆ่าคนมาก่อน และยังเคยฆ่าทหารญี่ปุ่นมาไม่น้อย ถือเป็นดาบสังหาร ภูตผีปีศาจต่างหวาดกลัวดาบเช่นนี้
ท่านปู่ปลงตกกับชีวิตแล้ว คืนนี้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องปกป้องหลานชายให้ได้
หลิวปัวจื่อยืนอยู่กลางลานบ้าน ในมือถือก้านยาสูบยาว สูบไม่หยุด ควันลอยคละคลุ้งไปทั่วลานบ้าน ดวงตาทั้งสองข้างจ้องเขม็งไปที่ทิศทางของประตู
หลังจากห้าทุ่มผ่านไปอีกช่วงหนึ่ง เรื่องประหลาดก็เกิดขึ้น
ก่อนอื่น ในลานบ้านมีลมพัดเข้ามา มันเป็นลมหมุนสีดำที่หมุนวนอยู่ในลานบ้านไม่หยุด
ในเวลาเดียวกัน ทั้งหมู่บ้านก็เดือดพล่าน สุนัขทุกตัวต่างพากันเห่าหอนไม่หยุด
แต่เป็นเพียงไม่กี่นาที ทุกอย่างก็เงียบสงัดลงอย่างรวดเร็ว
รอบข้างพลันเย็นยะเยียบ ท่านปู่ที่นั่งอยู่กลางลานบ้านพลันรู้สึกขนลุกชันขึ้นมา
ในตอนนั้นเอง นอกลานบ้านพลันมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น “ตึง ตึง” ฟังดูหนักอึ้งอย่างผิดปกติ พร้อมกับมีกลิ่นเหม็นเน่าโชยมา
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวนี้ หลิวปัวจื่อก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที “เธอมาแล้ว!”
[จบแล้ว]