- หน้าแรก
- ขุนนางพลิกชะตา กาชาครองบัลลังก์
- บทที่ 14 - อัศวินผู้ชนะเลิศ
บทที่ 14 - อัศวินผู้ชนะเลิศ
บทที่ 14 - อัศวินผู้ชนะเลิศ
บทที่ 14 - อัศวินผู้ชนะเลิศ
การแข่งขันยังคงดำเนินต่อไป
มีศพของอัศวินและม้าศึกถูกหามออกจากลานประลองเป็นระยะๆ
คู่ต่อสู้ในรอบที่สองของโลธาร์ คืออัศวินยากจนที่เขาเห็นก่อนหน้านี้ ผู้ซึ่งเคยส่งสายตาให้คุณหนูสูงศักดิ์บนอัฒจันทร์จากในสนาม
ไม่เพียงแต่หมวกเกราะบนศีรษะของเขาจะเป็นหมวกเกราะสันแหลมราคาถูก เสื้อคลุมทับเกราะก็ถูกซักจนซีดขาว บนแผ่นเกราะยังมีรอยสนิมให้เห็นอยู่ประปราย
แม้ว่าฝีมือการต่อสู้ของเขาจะค่อนข้างดี แต่โลธาร์ก็ยังคงเอาชนะเขาได้อย่างง่ายดาย
เขาไม่มีความคิดที่จะเป็นพ่อสื่อให้ใคร เพราะเขามั่นใจว่า แม้ตนเองจะจงใจแพ้ให้อัศวินยากจนผู้นี้ เขาก็ยังคงจะตกรอบในการต่อสู้ครั้งต่อไปอยู่ดี
คู่ต่อสู้ในรอบถัดไป อาจจะไม่มีความเมตตาเหมือนตนเอง
ความเป็นไปได้ที่อัศวินยากจนผู้นี้จะเลือดอาบสนามนั้นสูงเกินไป
เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็เข้าใจในเหตุผลนี้เช่นกัน จึงกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ “ขอบคุณที่ท่านออมมือ”
โลธาร์ส่ายหน้า “ไม่ต้องเกรงใจ แต่ขอพูดตามตรง ท่านควรจะหาชุดเกราะที่ดีกว่านี้มาใส่ก่อนจะมาเข้าร่วมการประลอง”
อัศวินยากจนแสดงสีหน้าขมขื่น “ตอนแรกข้าหวังว่าจะสามารถเอาชนะอัศวินที่ร่ำรวยในรอบแรกได้ เพื่อจะได้ใช้ชุดเกราะของอีกฝ่าย แต่โชคร้ายที่คู่ต่อสู้ก็เป็นอัศวินไร้ที่ดินเช่นเดียวกับข้า”
“อย่างไรก็ตาม ก็อย่าเสี่ยงเช่นนี้อีกเลย สำหรับท่านแล้ว บางครั้งลานประลองก็โหดร้ายยิ่งกว่าสนามรบเสียอีก”
“ในสนามรบที่วุ่นวาย แม้แต่ทหารชาวนาที่สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบและถือคราดมูลสัตว์ ก็อาจจะสังหารอัศวินผู้สูงศักดิ์ได้ แต่ในสนามประลอง นี่เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย”
อัศวินยากจนถอนหายใจยาว คำพูดนี้เปรียบเปรยเขาว่าเป็นทหารชาวนาที่ต่ำต้อย ในสายตาของอัศวินที่หยิ่งทะนงบางคน นี่ไม่ต่างอะไรกับการดูถูก
แต่เขาก็สามารถเข้าใจถึงคำแนะนำที่เปี่ยมด้วยเจตนาดีได้
ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับอัศวินที่ไม่มีที่ดินศักดินาและยากจนข้นแค้นแล้ว เขาไม่เคยคิดว่าตนเองจะสูงส่งไปกว่าทหารชาวนาที่ทำงานในไร่นามากนัก
“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำของท่าน ข้าคือเน็ด สตาร์ค จากฮ็อลชไตน์ หลังจากการประลอง ข้าจะนำค่าไถ่ไปมอบให้ผู้ติดตามของท่าน”
โลธาร์โบกมือ “ไม่จำเป็น เงินเหล่านี้ท่านเก็บไว้เองเถอะ เอาไปซื้อชุดเกราะดีๆ สักชุด ฝีมือของท่านดีอยู่แล้ว เป็นเพราะยุทโธปกรณ์ที่ถ่วงท่านไว้”
เขาเหลือบมองไปยังคุณหนูสูงศักดิ์บนอัฒจันทร์ที่กำลังกำผ้าเช็ดหน้าด้วยความกังวลเต็มเปี่ยม กล่าวอย่างมีความหมายลึกซึ้ง “ขอพระบิดาอวยพรให้ท่านสมความปรารถนา”
คู่ต่อสู้เช่นนี้ แม้จะจัดการได้ง่าย แต่ก็รีดไถอะไรไม่ได้มากนัก
การบีบบังคับให้อีกฝ่ายต้องทุ่มเททุกอย่างที่มี เพื่อบีบเงินค่าไถ่ออกมาเพียงน้อยนิดนั้น ไม่สอดคล้องกับค่านิยมของเขา
“ขอบคุณสำหรับความเมตตาของท่าน”
เน็ดแสดงสีหน้าซาบซึ้ง “ขอพระบิดาโปรดคุ้มครองผู้มีคุณธรรมสูงส่งเช่นท่าน ขอให้ท่านสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ ทุกสิ่งราบรื่น”
โลธาร์โบกมือ แล้วเดินออกจากลานประลองไปโดยตรง
เมื่อเวลาผ่านไป ท้องฟ้ากลับสว่างขึ้นเรื่อยๆ
เมฆครึ้มบนท้องฟ้าค่อยๆ สลายไป เผยให้เห็นดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงเจิดจ้า
โลธาร์ต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้อีกหลายคน
อัศวินศาสนจักรจากโคโลญ, อัศวินนักบวชจากคณะอัศวินเล็กๆ แห่งหนึ่ง และยังมีอัศวินสูงศักดิ์ที่มั่งคั่งและแสวงหาเกียรติยศเช่นอาเบลาร์โด
พวกเขามาจากลอมบาร์ดี, กอล, อัลเบียน, เจอร์มาเนีย การประลองอัศวินครั้งนี้ แทบจะรวบรวมอัศวินทุกประเภทจากครึ่งหนึ่งของโลกคริสเตียนมาไว้ด้วยกัน
ในจำนวนนั้นมีส่วนหนึ่งที่มีเป้าหมายเดียวกับโลธาร์ เตรียมตัวที่จะเดินทางจากที่นี่ไปยังเวนิสเพื่อลงเรือ หรือเดินทางทางบกผ่านจักรวรรดิตะวันออก เพื่อไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์เข้าร่วมการเดินทางไปบูรพาทิศ
มีเพียงอัศวินจากไอบีเรียเท่านั้นที่ไม่มี ที่นั่นยังคงเป็นแนวหน้าของขบวนการเรกองกิสตา
แม้ว่าอำนาจของชาวมัวร์จะเริ่มอ่อนแอลงบ้างแล้ว แต่ช้างสารแม้ล้มก็ยังมีงาใหญ่กว่าม้า ประกอบกับการสนับสนุนจากโมร็อกโกและประเทศอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลัง
ที่นั่นก็คือแนวหน้าของสงครามครูเสดอยู่แล้ว การจะดึงกำลังพลไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์อีกก็ไม่สมจริง
หลังจากต่อสู้และชมการต่อสู้มาหลายรอบ โลธาร์ก็จำต้องยอมรับว่า ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ ยิ่งอัศวินร่ำรวยมากเท่าไหร่ ฝีมือก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากเท่านั้น
มีอัศวินที่ร่ำรวยสองคนจากลอมบาร์ดี ถึงกับสวมเกราะแผ่นครึ่งตัวที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้ (ไม่ใช่ข้อมูลตามประวัติศาสตร์จริง) คู่ต่อสู้แม้แต่จะทำลายเกราะของพวกเขาก็ยังยาก
แม้จะตัดปัจจัยเรื่องยุทโธปกรณ์ออกไป อัศวินที่ร่ำรวยก็ยังคงเก่งกาจกว่าโดยทั่วไป
ด้านหนึ่งคือปกติพวกเขาได้กินเนื้อสัตว์มากกว่า ทำให้ร่างกายแข็งแรงกว่า
อีกด้านหนึ่ง พวกเขาสามารถจ้างครูฝึกอัศวินและครูฝึกดาบที่เก่งกว่าและแพงกว่าได้ หรือไม่ก็เป็นเพราะตระกูลมีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีการสืบทอดวิชาการต่อสู้บางอย่าง
จนนักปราชญ์ รวยนักรบ เป็นหลักการเดียวกันทั้งในอดีตและปัจจุบัน ทั้งในและต่างประเทศ
โชคดีที่เคานต์แวร์เนอร์ บิดาของโลธาร์ ก็เป็นอัศวินที่มีฝีมือสูงส่งคนหนึ่ง ประกอบกับเขาได้ทรัพย์สมบัติมาไม่น้อยจากสงครามครูเสด ทำให้โลธาร์ก็พอจะจัดอยู่ในกลุ่ม “อัศวินผู้มั่งคั่ง” ได้
ในที่สุด ผู้เข้าแข่งขันก็น้อยลงเรื่อยๆ
เวลาพักของโลธาร์ก็สั้นลงเรื่อยๆ บ่อยครั้งที่เขาเพิ่งจะเอาชนะคู่ต่อสู้และออกจากสนามได้ไม่นาน ผ่านไปสองสามรอบ ก็ต้องกลับเข้าสู่สนามรบอีกครั้ง
เขารู้สึกเหมือนตนเองเป็นคันธนูที่สายถูกขึงจนตึงขึ้นเรื่อยๆ
ประสบการณ์การต่อสู้ของฮันส์ยังน้อยเกินไป แม้ว่าค่าสถานะจะไม่ด้อย แต่ก็ยังคงพ่ายแพ้ไปอย่างน่าเสียดายหลังจากเอาชนะคู่ต่อสู้ได้สามคน
โชคดีที่คู่ต่อสู้ก็ไม่ได้มีความได้เปรียบมากนัก หลังจากเอาชนะเขาได้ก็ไม่สามารถไล่ตามตีซ้ำได้ ทำได้เพียงยืนนิ่งๆ อย่างยากลำบาก ดังนั้นจึงไม่มีช่องว่างที่จะเรียกร้องค่าไถ่
ฮันส์ชนะสามครั้ง ได้รับเหรียญทองโซลิดัสที่มีคุณภาพไม่เท่ากันสามสิบเหรียญ ผู้แพ้ต่างก็มีฐานะไม่เลว ตัดสินใจจ่ายเงินเพื่อไถ่ม้าที่รู้ใจและชุดเกราะอันล้ำค่าของตนเองคืน
ส่วนโชคของโลธาร์นั้นแย่กว่ามาก
คู่ต่อสู้ของเขาส่วนใหญ่เป็นพวกยาจก อาศัยฝีมือและโชคดี ตะเกียกตะกายเข้ามาได้ แม้จะชนะ ค่าไถ่ที่ได้ก็มีจำกัดมาก
โลธาร์ถึงกับได้รับเหรียญเงินดีนาร์ที่สีดำคล้ำ ซึ่งหมายความว่าปริมาณเงินในนั้นน้อยจนน่าสงสาร
แต่ในที่สุดเขาก็ยอมรับข้อเสนอของอีกฝ่าย
เขาไม่อยากจะตระหนี่ถี่เหนียวเกินไป บีบคั้นให้อีกฝ่ายต้องถอดชุดเกราะเก่าๆ ที่คุณภาพธรรมดาๆ ออกมา ทำให้สถานการณ์ดูน่าเกลียด
ชื่อเสียงด้านความใจกว้างมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออัศวิน
หากจู้จี้จุกจิกเกินไป ก็ง่ายที่จะถูกเหล่าอัศวินและนักกวีพเนจรในงาน ขนานนามให้ว่า “ยิวแห่งอาร์เกา” หรือ “ไชล็อกแห่งอาร์เกา”
แน่นอนว่า ตอนนี้ยังไม่ถึงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ยังไม่มีหนังสือคลาสสิกอย่าง “เวนิสวาณิช” ออกวางจำหน่าย
…
เมื่อถึงรอบรองสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นโลธาร์หรือคู่ต่อสู้ ก็ต่างมาถึงขีดจำกัดแล้ว
เนื่องจากพลังกายที่ลดลง ทั้งสองคนต่างก็สูญเสียความมั่นใจที่จะเอาชนะได้อย่างรวดเร็ว ทำได้เพียงปะทะกันด้วยอาวุธ โล่ หรือแม้กระทั่งร่างกายครั้งแล้วครั้งเล่า
ในที่สุด โลธาร์ก็จับจังหวะที่คู่ต่อสู้เผลอได้
กระแทกด้วยโล่หนึ่งครั้ง เปิดโล่ของคู่ต่อสู้ออก
ตวัดกลับใช้ด้ามดาบฟาดเข้าที่หมวกเกราะของอีกฝ่าย ทำให้คู่ต่อสู้มึนงงไปชั่วขณะ แล้วก็ถอดหมวกเกราะของเขาออก ใช้ศีรษะโขกหนึ่งครั้ง ทำให้คู่ต่อสู้สลบไปคาที่
ในที่สุดก็ชนะ! อาจจะเป็นเพราะไม่เห็นเลือด ค่าประสบการณ์ที่โลธาร์ได้รับจากการเอาชนะอัศวินเหล่านี้จึงน้อยจนน่าสงสาร
แต่ตัวเขาเองก็อยู่ไม่ไกลจากระดับสองแล้ว
การเอาชนะชายผู้นี้ ผลักแถบประสบการณ์ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งได้สำเร็จ
ในชั่วพริบตา เขารู้สึกว่าพลังกายที่เคยหมดไปแล้วกลับมาเปี่ยมล้นอีกครั้ง
สภาพร่างกายของทั้งคนกลับมาเต็มร้อยในทันที
แม้แต่ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาจากการเดินทางอย่างหนักหลายวันก็ถูกระบายออกไปจนหมดสิ้น
โลธาร์ชูดาบในมือขึ้น ทักทายผู้ชม
ผู้คนก็ปรบมือให้อย่างกึกก้อง
พวกเขารู้สึกดีกับชายหนุ่มผู้ที่เอาชนะมาได้ตลอดทางจนเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ทั้งยังใจกว้าง ลดค่าไถ่ให้อัศวินยากจนไปไม่น้อย
หลังจากการประลองครั้งนี้ แม้ว่าโลธาร์จะไม่ได้คว้าตำแหน่งอัศวินผู้ชนะเลิศ แต่ก็จะทำให้ชื่อของโลธาร์แห่งอาร์เกาดังกระฉ่อนไปทั่วชายแดนยุโรปตะวันออกได้สำเร็จ
ในวันหน้า หากโลธาร์ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าผู้ครองนครในเยรูซาเลม แม้จะไม่ถึงกับว่าเพียงแค่โบกแขนก็จะมีอัศวินนับไม่ถ้วนมาสวามิภักดิ์ แต่ก็ยังดีกว่าคนไร้ชื่อเสียงมากนัก
ส่วนค่าสถานะสามแต้มที่เพิ่งได้รับมาใหม่
โลธาร์ย่อมไม่คิดที่จะเพิ่มพลังจิตอย่างแน่นอน แม้ว่าการเพิ่มพลังจิตจะช่วยเพิ่มปฏิกิริยาตอบสนองและพลังต้านทานทางจิตใจของเขาได้ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นแถบพลังเวท
เขไม่มีทักษะใช้งานเลยแม้แต่อันเดียว มีแถบพลังเวทไปก็ไม่มีประโยชน์
นอกจากนี้ พละกำลังก็ถูกตัดออกไปเช่นกัน
ในฐานะอัศวิน ตอนที่เขาพุ่งทะยาน ส่วนใหญ่จะอาศัยแรงม้า พลังโจมตีก็เพียงพออยู่แล้ว ส่วนตอนรบบนพื้นราบ แม้จะเพิ่มพละกำลังขึ้นอีก ก็ยากที่จะฟันทะลุเกราะของศัตรูได้
สิ่งที่ทำให้เขาต่อสู้ต่อไปได้ ด้านหนึ่งคือความแข็งแกร่ง อีกด้านหนึ่งคือความอดทน
แต่ความอดทนส่วนใหญ่จะเพิ่มพลังป้องกัน
แม้ว่าโลธาร์จะนำค่าสถานะทั้งสามแต้มไปเพิ่มความอดทนทั้งหมด ความเหนียวของผิวหนังก็ยากที่จะเทียบได้กับชุดเกราะที่แข็งแกร่ง
และตอนนี้โลธาร์ยังไม่สามารถสุ่มได้ผู้ติดตามสายรักษา ด้วยระดับการแพทย์ที่ย่ำแย่ในยุคนี้ อาจจะเป็นเพียงไข้หวัดหรือโรคระบาดก็สามารถคร่าชีวิตเขาได้
สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้ คือการรักษาชีวิต!
ดังนั้นเขาจึงนำค่าสถานะสามแต้มที่เพิ่งได้รับมาใหม่ทั้งหมดไปเพิ่มในช่องความแข็งแกร่ง
หากจะบอกว่าก่อนหน้านี้โลธาร์มีความแข็งแกร่ง 8 แต้ม เป็นเพียงระดับพื้นฐานของอัศวินที่แข็งแกร่งคนหนึ่ง เช่นนั้นตอนนี้ที่มีสิบเอ็ดแต้ม ก็หมายความว่าเขาได้เริ่มก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์แล้ว
โรคระบาดทั่วไป ไม่สามารถทำอะไรเขาได้อีกต่อไปแล้ว หากเป็นบาดแผลที่คนธรรมดาอาจจะเสียชีวิตได้ สำหรับเขาก็เป็นเพียงแค่บาดเจ็บสาหัสเท่านั้น
ไม่เพียงเท่านั้น ความแข็งแกร่งที่สูงถึงสิบเอ็ดแต้ม ทำให้เขารู้สึกว่าพลังงานของตนเองยิ่งเปี่ยมล้นขึ้นไปอีก ทั่วร่างราวกับมีพละกำลังที่ใช้ไม่หมด อยากจะระบายออกมาในทันที
บนอัฒจันทร์ ที่ปรึกษาแม่มดข้างกายเคานต์เลโอโปลด์มองโลธาร์อย่างลึกซึ้ง
มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร แต่หันสายตาไปมองปรัชญาแทน
นางมองว่าการเปลี่ยนแปลงบนร่างของโลธาร์ เป็นผลงานของปรัชญา ซึ่งนางมองว่าเป็นแม่มดที่แข็งแกร่งในระดับเดียวกับนาง
นางก็ไม่ได้สงสัยว่าทำไมแม่มดที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ถึงยอมอยู่ใต้บัญชาของอัศวินตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
เพราะแม่มดเป็นสัตว์ที่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งอยู่แล้ว
การที่มืดบอดเพราะความรักนั้นมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง
[จบแล้ว]