- หน้าแรก
- พลิกชะตาเกิดใหม่เป็นซินแส
- บทที่ 22 ทำนายทายทัก
บทที่ 22 ทำนายทายทัก
บทที่ 22 ทำนายทายทัก
บทที่ 22 ทำนายทายทัก
ในเรือนพักบนภูเขา ใต้ต้นทับทิมมีโต๊ะสี่เหลี่ยมวางอยู่ ผู้อาวุโสถังนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ พินิจพิจารณาจานกระเบื้องลายครามขนาดใหญ่บนโต๊ะ มือหนึ่งลูบเคราสีขาวพลางพยักหน้า “อืม มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นของจริง”
เซี่ยเสานั่งอยู่อีกด้านหนึ่งของโต๊ะ มือเท้าคางยิ้มบาง ๆ แน่นอนว่าเป็นของจริงอยู่แล้ว เธอมีตาที่สามคุ้มกันอยู่นี่นา
“อยากรู้ไหมล่ะว่าใช่ของจริงหรือเปล่า อาจารย์มีวิธีที่ยอดเยี่ยมสุด ๆ เลยนะ!” ผู้อาวุโสถังวางจานลง สีหน้าอิ่มเอิบ
“วิธีที่ยอดเยี่ยมสุด ๆ หรือคะ?” เซี่ยเสาเห็นอาจารย์ทำตัวเป็นเด็กซุกซนแบบนี้ทีไร รู้เลยว่าต้องไม่ใช่วิธีที่น่าเชื่อถืออะไรนัก
“อาจารย์จะทำนายทายทักจานใบนี้ดูว่า ตกลงแล้วมันเป็นของจริงหรือไม่!”
นั่นไง! เธอว่าแล้ว!
เซี่ยเสากลอกตาขึ้นบน เอื้อมมือไปยกจานมาถือไว้ให้มั่น ลุกขึ้นยืนแล้วยิ้มพราย “อาจารย์คะ ถ้าบรรพบุรุษรู้ว่าอาจารย์ใช้วิชาพยากรณ์ของสำนักปรัชญาไปทำนายให้จานใบหนึ่งล่ะก็ ท่านได้โมโหจนฟื้นคืนชีพแน่”
เธอถือจานไปเก็บไว้ในห้องด้านหลังอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงค่อยเดินกลับมา
ถังจงปั๋วยังคงนั่งรับลมอยู่ใต้ต้นไม้ เห็นเซี่ยเสากลับมานั่งก็ยิ้มกล่าว “คนในวงการเรา มักต้องเผชิญกับชะตาห้าทุกข์สามขาด ดูท่าทางแล้วเด็กอย่างเจ้าคงไม่ขาดเรื่องเงินทอง”
“แล้วอาจารย์พอจะทำนายได้ไหมคะว่า ชะตาชีวิตของหนูขาดอะไร?” เซี่ยเสาย้อนถามด้วยรอยยิ้ม
คำว่าห้าทุกข์สามขาดนั้น ส่วนใหญ่หมายถึงชะตาชีวิตของผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ย คนเหล่านี้ชั่วชีวิตเปิดเผยความลับสวรรค์มากเกินไป ภายใต้วัฏจักรแห่งสวรรค์ ส่วนใหญ่มักไม่สามารถมีชะตาชีวิตที่สมบูรณ์เฉกเช่นคนทั่วไป
ที่เรียกว่าห้าทุกข์นั้น ได้แก่ “ชายไร้คู่ หญิงไร้คู่ โดดเดี่ยว กำพร้า และพิการ” ชายชราไร้ภรรยาเรียกว่า “ชายไร้คู่” หญิงชราไร้สามีเรียกว่า “หญิงไร้คู่” ชราไร้บุตรเรียกว่า “โดดเดี่ยว” เยาว์วัยไร้บิดามารดาเรียกว่า “กำพร้า” ส่วน “พิการ” ก็คือทุพพลภาพ
ส่วนที่เรียกว่าสามขาดนั้น ได้แก่ เงินตรา วาสนา อำนาจ
ด้วยเหตุนี้ ปรมาจารย์ด้านอภิปรัชญาและหลักอี้จิงในประวัติศาสตร์จำนวนมากจึงมักมีชีวิตที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ชะตาชีวิตผกผัน นี่คือสาเหตุที่หลายคนเคยได้ยินคำว่า “หมอดูตาบอด” ซึ่งก็คือการต้องโทษทัณฑ์ “พิการ” อันเป็นหนึ่งในห้าทุกข์สามขาด แน่นอนว่า ไม่ได้หมายความว่าหมอดูตาบอดทุกคนจะต้องน่าเชื่อถือ คนจำนวนมากในกลุ่มนี้ไม่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริง
ภรรยาของถังจงปั๋วเสียชีวิตตั้งแต่ยังสาว ทั้งชีวิตเขาไม่มีบุตร อาจเรียกได้ว่าต้องโทษทัณฑ์ “ชายไร้คู่” และ “โดดเดี่ยว” ขาทั้งสองข้างของเขาก็ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์บางอย่าง เซี่ยเสาเคยถามเขา แต่เขากลับบอกเพียงว่ายังไม่ถึงเวลา แม้เล่าให้เธอฟังก็ไม่มีประโยชน์อันใด ด้วยเหตุนี้ เธอจึงทำได้เพียงรอคอย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่อาจารย์จึงจะยอมเล่าเรื่องราวของเขาให้ฟัง
“ชะตาชีวิตของเธอแปลกประหลาดยิ่งนัก หลายปีมานี้อาจารย์คำนวณดวงชะตาเธอไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าภายภาคหน้าเธอจะพบเจอกับเรื่องอะไรบ้าง” ถังจงปั๋วถอนหายใจ ช่วงหลายปีมานี้ ความลับสวรรค์ยิ่งทวีความสับสนอลหม่าน แล้วความลับสวรรค์เหล่านี้จะปรากฏขึ้นกับลูกศิษย์ของเขา ไม่รู้ว่าภายภาคหน้าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายกันแน่
เซี่ยเสายกยิ้มบาง ๆ อาจารย์คำนวณชะตาชีวิตของเธอไม่ได้ ส่วนใหญ่น่าจะเกี่ยวข้องกับการที่เธอมาเกิดใหม่
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น พลันได้ยินเสียงถังจงปั๋วร้อง “หืม?”
เซี่ยเสาเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย เห็นผู้เฒ่าลูบเคราสีขาวด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“อาจารย์ มีอะไรหรือคะ?” เซี่ยเสาถาม
ถังจงปั๋วส่ายหน้า แววตาครุ่นคิดหายไปในพริบตา จากนั้นจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “วันนี้อาจารย์จะทดสอบเธอหน่อย มาลองคำนวณดูสิว่า ช่วงนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับชายชราอย่างอาจารย์บ้าง?”
เซี่ยเสาได้ยินดังนั้น ในใจก็พลันกระตุกไหว เมื่อครู่เธอเห็นสีหน้าของอาจารย์ไม่สู้ดี หรือว่าเขารู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ตลอดหลายปีที่ติดตามอาจารย์มานี้ เธอได้เรียนรู้วิชาของสำนักปรัชญา เซี่ยเสารู้ซึ้งถึงความเก่งกาจของอาจารย์ ญาณสัมผัสที่หกของเขาแม่นยำกว่าคนทั่วไปจึงเป็นเรื่องปกติ
พูดง่าย ๆ ก็คือ เขาอาจรับรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เลยถือโอกาสนี้ทดสอบเธอ
เซี่ยเสายิ้มพลางลุกขึ้นกลับเข้าห้องไป สักครู่ก็ถืออุปกรณ์ทำนายออกมา จานไม้จันทน์แดงสำหรับการทำนายแบบลิ่วเหริน ไม้จันทน์แดงสิบสองกิ่ง กระดาษกับพู่กัน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการจัดวางจาน
จานลิ่วเหรินของถังจงปั๋วอันนี้เป็นของวิเศษ เซี่ยเสาใช้ตาที่สามสังเกตเห็นว่าโดยรอบแผ่รัศมีสีทองออกมา ทั้งยังเป็นของเก่าแก่ที่มีอายุมากแล้ว
จานลิ่วเหรินประกอบด้วยจานสวรรค์และจานพิภพ ด้านบนเป็นจานกลมเรียกว่าจานสวรรค์ ส่วนจานสี่เหลี่ยมด้านล่างเรียกว่าจานพิภพ ซึ่งก็คือ “ฟ้ากลมดินเหลี่ยม”
ตรงกลางของจานสวรรค์คือแผนผังดาวเหนือเจ็ดดวง รอบนอกมีสองวง วงในมีตัวเลขสิบสองตัว หมายถึงสิบสองทิศ วงนอกคือกลุ่มดาวยี่สิบแปดกลุ่ม ส่วนจานพิภพมีสามชั้น ชั้นในคือแปดทิศหลัก สี่ทิศรอง
สิ่งเหล่านี้ คนนอกมองว่ายากจะเข้าใจ แต่หลายปีมานี้เซี่ยเสากลับคุ้นเคยเป็นอย่างดี
เธอหมุนจาน เขียนกิ่งฟ้าก้านดิน ทิศประจำเดือน และยามเวลาที่ใช้ในการทำนายลงบนกระดาษ จากนั้นเริ่มทำนายทายทัก อันที่จริง ไม่ต้องใช้วิธีทำนายเหล่านี้ เธอเพียงใช้ตาที่สามมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าอนาคตอีกไม่กี่วันข้างหน้าของถังจงปั๋วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เธอสนใจวิธีการพยากรณ์ ไม่ได้ลงมือทำนายมาหลายวันแล้วก็รู้สึกคันไม้คันมือ ประกอบกับอาจารย์อยากจะทดสอบเธอ เช่นนั้นก็จัดวางจานเล่น ๆ ดูสักหน่อยเถิด
“เอ๊ะ?” ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อผลลัพธ์ออกมา เธอกลับจ้องมองกระดาษอย่างงุนงง จากนั้นหันไปมองถังจงปั๋ว “อาจารย์คะ ตามผลการทำนายบอกว่าจะมีคนมาหา ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ไม่เป็นอันตรายต่อท่าน จัดเป็นเรื่องมงคลปานกลาง เวลาคือวันพรุ่งนี้ ก่อนยามซื่อ(ช่วงเวลาระหว่าง 09:00 น. - 11:00 น.) มาถึงแน่นอน!”
ลิ่วเหรินเป็นวิชาชั้นสูง ผลการทำนายมักจะแม่นยำเป็นที่เลื่องลือ ตามที่ถังจงปั๋วเล่า สมัยหนุ่ม ๆ เขาเคยไปวางจานเสี่ยงทายที่บ่อนกาสิโนในมาเก๊า ผลทำนายนั้นแม่นยำจนเกิดขึ้นจริงในทันที ไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่น้อย! ภายหลังถูกเจ้าพ่อกาสิโนคนหนึ่งหมายตาไว้ อยากจะชักชวนเขาไปทำงานด้วย แต่เขาปฏิเสธ เจ้าพ่อคนนั้นกลับใช้กำลัง อยากจะทำร้ายเขา ตอนนั้นเขายังหนุ่มแน่นและอารมณ์ร้อน จึงโกรธมาก ลงมือทำลายฮวงจุ้ยของบ่อนกาสิโนแห่งนั้น ตัดโชคลาภของอีกฝ่าย ผลก็คือ ไม่กี่วันต่อมา บ่อนก็ต้องปิดตัวลง ซ้ำยังเกิดคดีฆาตกรรม เจ้าพ่อกาสิโนสิ้นเนื้อประดาตัว ชั่วชีวิตนี้ไม่มีโอกาสได้ฟื้นตัวอีกเลย
ตอนที่เล่าเรื่องนี้ ถังจงปั๋วยังหัวเราะพลางกล่าวว่า “ตอนนั้นฉันยังยั้งมือไว้แล้วนะ ถ้าเป็นนักดูฮวงจุ้ยที่ใจแคบกว่านี้ ไปแตะต้องฮวงซุ้ยบรรพบุรุษของเขาเข้าหน่อย รับรองว่าทั้งครอบครัวได้วิบัติฉิบหายกันหมดแน่”
และเพราะเรื่องนี้เอง ถังจงปั๋วจึงมีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่ผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงธุรกิจ จากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีใครกล้าบังคับขืนใจให้เขาทำอะไรอีก
เมื่อนึกถึงเรื่องราวสมัยหนุ่มที่อาจารย์เคยเล่า เซี่ยเสาก็เพียงยิ้มเล็กน้อย พลางกล่าวต่อไปว่า “อาจารย์ไม่ได้บอกว่า คนที่รู้ว่าท่านอยู่ที่นี่มีน้อยมากหรอกหรือ? คนผู้นี้แม้ไม่อาจแน่ใจได้ว่ามาหาท่าน แต่เมื่อรู้จักกับท่าน อีกทั้งไม่ได้คิดร้ายต่อท่าน หรือว่าจะเป็นสหายเก่า?”
“เฮ้อ!” ถังจงปั๋วถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าแววตาซับซ้อน “ดูท่าจะเป็นลิขิตฟ้าแล้ว…”
ชายชรายืนทอดถอนใจอยู่ใต้ต้นไม้ แต่เซี่ยเสากลับรู้สึกสนใจอยู่บ้าง เพราะเรื่องราวของอาจารย์นั้น เธอไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไรนัก รู้เพียงเรื่องสนุก ๆ สมัยหนุ่มจากที่เขาเล่าให้ฟังเท่านั้น ตอนนี้มีสหายมาเยี่ยมเยือน เธอจึงอยากรู้ว่าสหายเก่าของเขาเป็นใครกันแน่
ก่อนเก้าโมงเช้าของวันต่อมา ก็มีแขกมาเยี่ยมเยือนที่บ้านจริง ๆ เวลาตรงกับผลการทำนายของเมื่อวานไม่ผิดเพี้ยน
เพียงแต่ เมื่อเซี่ยเสาไปเปิดประตู กลับต้องตะลึงงัน
เพราะหน้าประตูมีคนยืนอยู่สามคน
ชายชราท่าทางภูมิฐานแฝงไว้ด้วยความสูงศักดิ์คนหนึ่ง ชายร่างเตี้ยอ้วนวัยสี่สิบเศษท่าทางตื่นเต้นลุกลนอีกคนหนึ่ง สองคนนี้เธอไม่รู้จัก แต่อีกคนหนึ่งกลับทำให้หัวใจเธอเต้นรัว คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ
คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นศาสตราจารย์โจวนั่นเอง
ศาสตราจารย์โจวพอเห็นเซี่ยเสา ก็มองเธอด้วยสายตาตำหนิเล็กน้อย แต่บนใบหน้ากลับประดับด้วยรอยยิ้มตื่นเต้น “ฉันจะบอกอะไรให้นะเจ้าเด็กคนนี้! ไปตลาดของเก่าซื้อของกลับมา ทำไมไม่เอามาให้ฉันดู? เร็ว ๆ ไปเร็ว! จานลายครามใบใหญ่นั่นอยู่ไหน?”