- หน้าแรก
- พลิกชะตาเกิดใหม่เป็นซินแส
- บทที่ 21 ของดีราคาถูก
บทที่ 21 ของดีราคาถูก
บทที่ 21 ของดีราคาถูก
บทที่ 21 ของดีราคาถูก
เฉินหม่านก้วนรู้สึกหน้ามืด คว้าคอเสื้อจ้าวหมิงจวินพร้อมถามอย่างร้อนรนว่า “เถ้าแก่จ้าว! จานลายครามที่วางอยู่ตรงนี้หายไปไหนแล้ว?”
จ้าวหมิงจวินตกใจกับท่าทางของเขา จากนั้นก็แกะมือเขาออก พูดด้วยสีหน้าไม่พอใจ “มีอะไรกันฮะพี่เฉิน ผมไปทำอะไรให้พี่ขุ่นเคืองหรือไง? พี่มาถึงร้านก็หาเรื่องกันแบบนี้ หมายความว่ายังไงกันฮะ!”
เฉินหม่านก้วนร้อนใจจนเหงื่อแตก รีบขอโทษ “น้องจ้าว อย่าโกรธสิ พะ พี่ก็แค่ใจร้อน! พี่อยากถามนายว่า จานลายครามลายหงส์ไฟบินอยู่ในหมู่เมฆที่วางอยู่ตรงนี้หายไปไหนแล้ว?”
ถ้าเป็นเมื่อก่อน คนอย่างจ้าวหมิงจวินน่ะเหรอจะมีปัญญามาตีซี้เรียกเฉินหมั่นกว้านว่าพี่ได้? แต่ตอนนี้เขาตกอับ ฐานะก็ต่างจากเมื่อก่อน เฉินหม่านก้วนก็ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้แล้ว แค่อยากรู้ว่าจานใบนั้นหายไปไหน
“ขายไปแล้ว” จ้าวหมิงจวินพูดโดยไม่ต้องคิด พอพูดจบก็นึกอะไรขึ้นได้ อ้าปากค้าง หน้าตาตื่นกลัว “พะ พี่เฉิน พี่ถามเรื่องนี้ทำไมเหรอ?”
ด้วยสายตาของเฉินหม่านก้วน ของที่เขาถามหาอย่างร้อนรนขนาดนี้ หรือว่า...
จ้าวหมิงจวินกลืนน้ำลายดังเอื้อก ยิ่งคิดหัวใจก็ยิ่งเต้นแรงจนแทบหัวใจวายเสียให้ได้ ในใจได้แต่โอดครวญว่า ฉิบหายแล้ว ฉิบหายแล้ว…
“ขายแล้ว?!” เฉินหม่านก้วนหน้าซีดเผือด ไม่ได้ดีไปกว่าจ้าวหมิงจวินเท่าไหร่ รีบถามอย่างร้อนรนว่า “ขายให้ใคร? นายรู้จักหรือเปล่า?”
“เป็นเด็กนักเรียนสี่คน”
“นักเรียน?!” เฉินหม่านก้วนทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ
ชายชราที่ยืนอยู่ข้างหลังเขามาโดยตลอด เมื่อได้ยินดังนั้นก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาเช่นกัน เขาเดินมาข้างหน้าแล้วถามว่า “โอ้? แล้วเถ้าแก่พอจะทราบไหมว่า นักเรียนทั้งสี่คนนั้นเป็นใคร?”
ชายชราพูดจาสุภาพ ท่าทางมีภูมิฐาน สายตาดูน่าเกรงขาม มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา
จ้าวหมิงจวินมองชายชราแล้วรู้สึกคุ้นหน้าอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ในหัวของเขามีแต่เรื่องที่ตัวเองอาจขายของพลาดไป แล้วจะมีแก่ใจไปคิดเรื่องอื่นได้ยังไง เขาได้แต่มองเฉินหม่านก้วนตาละห้อย ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แล้วถามว่า “พะ พี่เฉิน พี่ถามเรื่องพวกนี้หมายความว่ายังไง? บอกผมมาตรง ๆ เถอะ ระ หรือว่า… ผมขายของพลาดไปใช่ไหม?”
“พูดยาก” เฉินหม่านก้วนส่ายหน้า “ฉันเองก็ดูไม่ขาด เลยต้องเชิญผู้อาวุโสหลี่มาช่วยดูให้ ไม่คิดเลยว่าแค่เดินออกไปครู่เดียว นายก็ขายมันไปซะแล้ว”
จ้าวหมิงจวินรู้สึกขาอ่อนแรงจนแทบจะทรุดลงไปนั่งกับพื้น
เวลานี้ ชายชราเอ่ยถามขึ้นอีก “เถ้าแก่ครับ แล้วพอจะรู้ชื่อของนักเรียนทั้งสี่คนนั้นไหม? ถ้าจานลายครามนั่นเป็นของจริง ผมสนใจจะรับไว้”
ตอนนี้จ้าวหมิงจวินเอาแต่ส่ายหน้า “ไม่รู้หรอกครับ… นักเรียนคนนั้นมาเดินตลาดบ่อย เป็นเด็กผู้หญิง คนในตลาดรู้จักเธอเยอะ แต่เรื่องส่วนตัวเธอไม่เคยบอกใครเลย เป็นเด็กผู้หญิงที่ดูค่อนข้างลึกลับ”
จ้าวหมิงจวินนึกอยู่ครู่หนึ่ง เพื่อหาคำมาใช้อธิบายเซี่ยเสา พอเห็นทั้งสองคนทำหน้าแปลก ๆ ก็หน้าเจื่อนลง “ผมรู้แค่ว่าเธอแซ่เซี่ย นอกนั้นก็ไม่รู้อะไรแล้ว”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ เฉินหม่านก้วนก็ส่ายหน้า สีหน้าหม่นหมองสิ้นหวัง “เฮ้อ! ลิขิตฟ้า…”
โอกาสทองอยู่ตรงหน้าแท้ ๆ แต่เขากลับปล่อยให้หลุดมือไป หรือว่าฟ้าลิขิตมาแล้วว่าเขาจะไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปาก? เมื่อนึกถึงคำเยาะเย้ยถากถางของญาติมิตร นึกถึงคำปลอบโยนของภรรยาที่บ้าน เฉินหม่านก้วนก็กำหมัดแน่นทันทีและเงยหน้าขึ้นถาม “นายลองคิดดูดี ๆ อีกที นายบอกว่ามีนักเรียนสี่คนไม่ใช่เหรอ? นอกจากเด็กผู้หญิงคนนั้นแล้ว อีกสามคนที่เหลือ นายรู้จักไหม?”
พอถามแบบนี้ ดวงตาจ้าวหมิงจวินเป็นประกายขึ้นมา “อ้อ! ผมนึกออกแล้ว! มีเด็กอ้วนเตี้ยคนหนึ่งมากับเธอด้วย คนนี้ผมรู้จัก ปู่ของเขาเป็นนักสะสมเก่าแก่ แถมยังมีความรู้มาก เป็นศาสตราจารย์เกษียณแล้วจากมหาวิทยาลัยในปักกิ่ง! เขาแซ่โจว ชื่อโจวปิ่งเหยียน บ้านเกิดอยู่ที่หมู่บ้านสิบลี้!”
“เยี่ยมไปเลย!” เฉินหม่านก้วนตื่นเต้นดีใจ หันกลับไปกล่าวอย่างรู้สึกผิด “ผู้อาวุโสหลี่ เรื่องนี้ผมต้องขอโทษด้วยจริง ๆ แต่ท่านวางใจได้ ตอนบ่ายผมจะไปหมู่บ้านสิบลี้เพื่อตามหาศาสตราจารย์โจวคนนั้น ไม่ว่ามันจะเป็นของจริงหรือของปลอม ผมจะเอามาให้ท่านดูแน่นอน!”
หลี่ปั๋วหยวนยิ้มพลางกล่าวว่า “ฮ่า ๆ เรื่องมันพลิกนิดหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก หากเป็นจานลายครามสมัยราชวงศ์หยวนจริง เรื่องพลิกผันแค่นี้ วันหน้าเล่าไปก็กลายเป็นตำนานบทหนึ่งจริงไหม? เถ้าแก่เฉิน ไม่ต้องรีบร้อน ช่วงบ่ายผมยังมีธุระต้องจัดการ พรุ่งนี้ผมจะไปหมู่บ้านสิบลี้เป็นเพื่อนคุณ”
เฉินหม่านก้วนได้ยินดังนั้นก็ทำได้เพียงเก็บความร้อนใจเอาไว้ แล้วพยักหน้ารับ
หลังจากทั้งสองคนจากไป จ้าวหมิงจวินก็ร้อง “อ๊า” ออกมาคำหนึ่ง พลางชี้ไปยังแผ่นหลังของหลี่ปั๋วหยวน แล้วทรุดตัวนั่งลงกับพื้น
เจ้าของแผงข้าง ๆ เห็นเข้าจึงรีบเข้ามาปลอบโยน “อาจจะไม่ใช่ของจริงก็ได้ นายอย่าเพิ่งเสียใจไปเลย”
“พวกนายจะไปรู้อะไร ตอนแรกฉันก็ว่าทำไมคุ้นหน้าชายชราคนนั้น ที่แท้พอได้ยินเฉินหม่านก้วนเรียกว่าผู้อาวุโสหลี่ ฉันถึงได้นึกออก นี่มันเจ้าพ่อแห่งวงการนักสะสมของฮ่องกงที่เพิ่งจะมาลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบที่เมืองตงซื่อของเรา ผู้อาวุโสหลี่ปั๋วหยวนไม่ใช่เหรอ?” จ้าวหมิงจวินกุมหน้าอก รู้สึกเหมือนกำลังจะหัวใจวาย
เฉินหม่านก้วนถึงกับเชิญหลี่ปั๋วหยวนมาเองแบบนี้ คงจะมั่นใจมากแล้ว
จบแล้ว จบสิ้นแล้ว! เขาขายของพลาดไปจริง ๆ ด้วย แล้วมันอาจจะเป็นจานลายครามสมัยราชวงศ์หยวนเชียวนะ!
แต่เวลานี้ไม่มีใครสนใจความรู้สึกของจ้าวหมิงจวินอีกแล้ว เรื่องนี้แพร่กระจายไปทั่วตลาดขายของเก่าอย่างรวดเร็ว ทั้งบรรดาเจ้าของแผงและนักสะสมรุ่นเก๋าต่างก็แตกตื่นกันยกใหญ่ ทุกคนล้วนตกตะลึงจนหน้าซีด
ทุกคนต่างก็คิดเหมือนกัน หรือว่า… จานลายครามขนาดใหญ่ลวดลายหงส์ไฟโบยบินโอบล้อมด้วยเมฆมงคลแห่งราชวงศ์หยวน จะตกไปอยู่ในมือนักเรียนที่บังเอิญสะสมของเก่าจริง ๆ?