- หน้าแรก
- พลิกชะตาเกิดใหม่เป็นซินแส
- บทที่ 19 จานลายครามสมัยราชวงศ์หยวน
บทที่ 19 จานลายครามสมัยราชวงศ์หยวน
บทที่ 19 จานลายครามสมัยราชวงศ์หยวน
บทที่ 19 จานลายครามสมัยราชวงศ์หยวน
เซี่ยเสาไม่ได้แสดงท่าทีรีบร้อน เธอพาเพื่อน ๆ เดินดูร้านรวงอย่างใจเย็น กระทั่งเดินมาถึงร้านนั้น ก็ยิ้มทักทายเถ้าแก่ร้าน
เถ้าแก่ร้านแซ่จ้าว ชื่อจ้าวหมิงจวิน เขารู้จักเซี่ยเสา พอเห็นเธอก็ทักทายอย่างอบอุ่น “เสี่ยวเซี่ย เจอกันอีกแล้วนะ มา ๆ ๆ แวะมาดูสิ เพิ่งได้ของมาใหม่ อาจจะมีที่ถูกใจบ้าง”
เซี่ยเสายิ้มรับ แล้วกวาดตามองบริเวณที่จ้าวหมิงจวินชี้ จานลายครามใบนั้นอยู่ในบริเวณที่เขาชี้พอดี
หลิวชุ่ยชุ่ยและตู้ผิงดูของเก่าไม่เป็น ก็เลยยืนดูอยู่ข้างหลัง ส่วนพั่งตุนนั่งยอง ๆ ลงไปหยิบจับชามกระเบื้องใบหนึ่งขึ้นมาดู ส่วนจานลายครามใบนั้น เขาไม่แม้แต่จะมอง
คุณปู่สองเคยบอกว่า ตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา เมืองจิ่งเต๋อเจิ้นเริ่มทำของเลียนแบบเครื่องเคลือบดินเผาลายครามสมัยราชวงศ์หยวน ของปลอมพวกนี้แพร่หลายไปทั่วโลก และประเทศจีนเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด
พั่งตุนนับถือศาสตราจารย์โจวมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าท่านจะพูดอะไร เขาก็จำได้แม่นยำ
แต่ในตอนนั้น เซี่ยเสานั่งยอง ๆ ลง กำลังจ้องมองจานลายครามใบนั้น และสังเกตดูอย่างละเอียด
จานลายครามใบนี้เรียกได้ว่าเป็นจานใบใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางกะด้วยสายตาน่าจะประมาณ 50 เซนติเมตร มีลวดลายหงส์ไฟบินอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ เคลือบสีขาวอมฟ้า สีครามมีสีเทาแซมอยู่เล็กน้อย อยู่ในสภาพสมบูรณ์ เซี่ยเสาเอื้อมมือไปลูบเบา ๆ ผิวเคลือบเรียบเนียนเหมือนข้าวเหนียว และก้นจานลาดเอียงออกด้านนอก
เมื่อจ้าวหมิงจวินเห็นว่าเซี่ยเสาสนใจจานลายครามใบนั้นก็ยิ้มกว้าง “เสี่ยวเซี่ยตาแหลมนะเนี่ย! ช่วงนี้เครื่องเคลือบดินเผาลายครามกำลังเป็นที่นิยม ใครจะไปรู้ บางทีนี่อาจจะเป็นเครื่องเคลือบดินเผาลายครามสมัยราชวงศ์หยวนก็ได้นะ! เรียกได้ว่าเป็นสมบัติของชาติเลยล่ะ ฮ่า ๆ ๆ!”
พอเขาหัวเราะ พ่อค้าแม่ค้าร้านข้าง ๆ ก็หัวเราะตาม เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังพูดหยอกล้อเซี่ยเสา และไม่มีใครคิดว่านี่เป็นเครื่องเคลือบดินเผาลายครามสมัยราชวงศ์หยวนจริง ๆ
เคลือบดินเผาลายครามไม่ได้มีแค่ในสมัยราชวงศ์หยวน ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังและซ่ง เรื่อยมาจนถึงราชวงศ์หมิงและชิง ต่างก็มีเครื่องเคลือบดินเผาลายคราม แต่มีเพียงเคลือบดินเผาลายครามสมัยราชวงศ์หยวนเท่านั้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุด สาเหตุหลัก ๆ มีสามข้อ หนึ่งคือ ราชวงศ์หยวนมีช่วงเวลาในประวัติศาสตร์สั้น ๆ เครื่องเคลือบดินเผาจึงมีน้อยกว่ายุคสมัยอื่น สองคือ ในช่วงต้นของราชวงศ์หมิง มีการทำลายเครื่องเคลือบดินเผา ทำให้เครื่องเคลือบดินเผาสมัยราชวงศ์หยวนถูกทำลายไปจำนวนมาก จึงยิ่งหายากขึ้นไปอีก สามคือ บัณฑิตในสมัยราชวงศ์หยวนมีสถานะทางสังคมต่ำ ด้วยความยากลำบากในการดำรงชีวิต บัณฑิตและจิตรกรหลายคนจึงหันมาทำงานฝีมือพื้นบ้าน ทำให้ภาพวาดและลวดลายบนเครื่องเคลือบดินเผาสมัยราชวงศ์หยวนมีความก้าวหน้าทางคุณภาพแบบก้าวกระโดดเหนือกว่ายุคก่อน ๆ มาก! ดังนั้น ราชวงศ์หยวนที่มีประวัติศาสตร์เพียง 98 ปี ได้ให้กำเนิดเครื่องเคลือบดินเผาลายครามอันงดงามและเป็นเอกลักษณ์ขึ้นมา ซึ่งเป็นการเปิดศักราชใหม่ที่แม้แต่ราชวงศ์หมิงและชิงก็ยังเทียบไม่ติด!
พูดง่าย ๆ ก็คือ เครื่องเคลือบดินเผาลายครามสมัยราชวงศ์หยวนมีคุณภาพดีและหายาก จึงเป็นที่ต้องการมากที่สุดในบรรดาเครื่องเคลือบลายคราม
แต่เพราะของจริงหายาก และในท้องตลาดมีของปลอมระบาดอยู่ทั่วไป ทำให้นักสะสมพอเห็นเครื่องเคลือบลายคราม ก็คิดไปก่อนเลยว่าเป็นของทำเลียนแบบ จึงทำให้ของล้ำค่าถูกมองข้าม และไม่มีใครกล้าฟันธง
เซี่ยเสายิ้มบาง ขณะที่หัวใจสั่นระรัว ตลอดหลายปีมานี้ เธอหาซื้อของดีราคาถูกมาเยอะ กระทั่งรู้สึกเฉย ๆ เสียแล้ว แต่เครื่องเคลือบลายครามสมัยราชวงศ์หยวนนั้นหายากมาก อย่างน้อยนี่ก็เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่เธอเจอ! เธอไม่เพียงแค่ฟันธงว่านี่เป็นเครื่องเคลือบลายครามสมัยราชวงศ์หยวน แต่อาจจะเป็นของที่ผลิตจากโรงงานหลวงด้วย
เพราะจานใบใหญ่ตรงหน้าเธอเป็นลายหงส์ไฟ และตามกฎหมายราชวงศ์หยวน ประชาชนทั่วไปไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ลายมังกร กิเลน หงส์ไฟ กระต่ายขาว เห็ดหลินจือ และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยทั่วไปลวดลายต้องห้ามเหล่านี้มักจะพบในเครื่องเคลือบดินเผาที่ผลิตจากโรงงานหลวง!
ในความทรงจำชาติก่อนของเซี่ยเสา โถลายครามสมัยราชวงศ์หยวนรูปขงเบ้งลงจากเขา เคยถูกประมูลที่บริษัทคริสตีส์ในอังกฤษด้วยราคาสูงถึง 230 ล้านหยวน กลายเป็นงานศิลปะอันดับหนึ่งของเอเชีย สร้างความตกตะลึงให้กับวงการวิชาการ วงการสะสมงานศิลปะ และตลาดการลงทุนในประเทศ
ถึงแม้ว่าในวงการของเก่า เครื่องใช้ประเภทจานและชามจะมีมูลค่าน้อยกว่าประเภทขวดและโถ แต่ว่านี่เป็นจานลายครามสมัยราชวงศ์หยวนของจริง แถมยังเป็นจานใบใหญ่ ราคาคงไม่น้อยแน่ ๆ!
เซี่ยเสาจ้องมองจานลายครามใบใหญ่ในมือ ใจเริ่มมีความคิดเป็นรูปเป็นร่างแล้ว
แต่บนใบหน้าของเธอกลับไม่ได้แสดงอะไรออกมา แถมยังยิ้มอย่างเขินอาย “คุณลุงจ้าวอย่าล้อหนูเล่นสิ ถ้านี่เป็นของแท้ ลุงคงไม่ให้หนูแตะต้องด้วยซ้ำ” คำว่าของแท้ เป็นศัพท์เฉพาะในวงการ หมายถึงของที่เห็นได้ชัดเจนเลยว่าเป็นของจริง
“ฮ่า ๆ ๆ” จ้าวหมิงจวินหัวเราะเสียงดัง “เธอนี่ฉลาดจริง ๆ เลยนะ เห็นว่าเธอพูดจาจริงใจ แถมยังมาเรียนรู้ในตลาดนี้หลายปีแล้ว ลุงจ้าวก็จะไม่พูดอ้อมค้อมกับเธอแล้วกัน ของชิ้นนี้ได้มาในราคาไม่แพง ถ้าชอบและอยากเอากลับไปดูเล่น งั้นลุงให้ราคานี้ก็ได้”
พูดจบ จ้าวหมิงจวินก็ยกนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว
“หา? สองร้อยหยวน? จานใบเดียวแพงขนาดนี้เลยเหรอ! เมื่อกี้ที่ฉันดู อันนั้นยังไงก็เป็นกำไลใส่ได้ทุกวัน แต่นี่เป็นจาน ซื้อไปแล้วจะเอาไปทำอะไรได้?” หลิวชุ่ยชุ่ยเบ้ปากใส่ ส่วนตู้ผิงไม่พูดอะไร แค่มองเซี่ยเสา
พั่งตุนที่อยู่ด้านข้างแอบสะกิดเซี่ยเสา และถามเธอด้วยสายตาว่า “เธออยากจะซื้อจริง ๆ เหรอ?”
เซี่ยเสาไม่สนใจเขา “ลุงจ้าวคะ ลุงก็รู้ว่าหนูเป็นนักเรียน เงินติดตัวมีไม่มาก หนูไม่ได้พกเงินมาเยอะขนาดนั้น เมื่อกี้ลุงก็บอกเองว่าของชิ้นนี้ได้มาในราคาไม่แพง ลุงขายให้หนูเท่านี้ไม่ได้เหรอคะ?” พูดจบก็ยื่นนิ้วชี้ไปหนึ่งนิ้ว
จ้าวหมิงจวินพูดว่า “โอ้ แบบนั้นไม่ได้หรอก ลุงจ้าวทำธุรกิจก็ต้องมีต้นทุน เธอต่อราคาโหดไปแล้ว ลุงลดให้ได้มากสุดก็ครึ่งเดียวเท่านั้น ถ้าไม่เอาก็ไม่เป็นไร”
พั่งตุนยังคงดึงเซี่ยเสา แต่เซี่ยเสากลับหัวเราะออกมา “ลุงจ้าวคะ ลุงทำนายทายทักได้ด้วยเหรอ? หนูพกเงินมาแค่นี้แบบพอดิบพอดี ไม่มีมากกว่านี้แล้ว” พูดจบก็หยิบเงิน 150 หยวนออกมาจ่ายให้กับจ้าวหมิงจวิน
จ้าวหมิงจวินเห็นเงินก็รับมาด้วยรอยยิ้ม “พวกเราที่ทำอาชีพนี้ ก็ต้องมีวิสัยทัศน์บ้าง พอ ๆ กับการทำนายทายทักได้นั่นแหละ ฮ่า ๆ ๆ”
แน่นอนว่าจ้าวหมิงจวินไม่รู้ความจริง เด็กสาวที่นั่งยอง ๆ อยู่ตรงหน้าเขาเป็นคนที่ทำนายทายทักได้จริง ๆ แถมยังเป็นศิษย์สายตรงรุ่นที่ 106 ของสำนักปราชญ์อีกด้วย
จ้าวหมิงจวินเก็บเงินใส่กระเป๋า ของชิ้นนี้รับซื้อมาจากตลาดบ้านนอก จ่ายไปแค่ 30 หยวน ขายต่อก็ได้กำไรหลายเท่า ถ้าเป็นนักสะสมรุ่นเก่ามาเห็นของชิ้นนี้ พวกเขาคงต้องชวนเพื่อนมาช่วยดู และไม่กล้าซื้อง่าย ๆ แบบนี้หรอก เพราะอย่างนี้การสร้างรายได้จากนักเรียนจึงเป็นเรื่องง่าย
จ้าวหมิงจวินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ตอนนี้เขามองเซี่ยเสาที่นั่งยอง ๆ อยู่กับพื้น ห่อจานลายครามด้วยหนังสือพิมพ์อย่างระมัดระวัง แล้วใส่ลงในกระเป๋า สายตาของเขาที่มองเธอเหมือนกับกำลังมองคนโง่
พ่อค้าแม่ค้าร้านข้าง ๆ มองมาทางนี้ บางคนส่ายหน้า บางคนทำท่าดูถูก แต่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
กฎของวงการนี้คือ หลังจากซื้อขายแล้ว จะไม่สามารถคืนสินค้าได้
แต่ไม่มีใครรู้ว่า ตอนนี้เซี่ยเสาก็กำลังคิดในสิ่งเดียวกัน
สิ่งที่วงการนี้ทดสอบก็คือความสามารถในการดูของ ถ้าขายขาดทุนก็โทษได้แค่ว่าตัวเองดูของไม่เป็น เหมือนกับแท่นฝนหมึกตวนเอี้ยนที่ศาสตราจารย์โจวซื้อมาในราคาถูกเมื่อตอนนั้น ถึงแม้ว่าคนขายจะขายขาดทุน เสียใจแทบตาย แต่ก็เรียกคืนไม่ได้ เพราะการซื้อขายสิ้นสุดลงแล้ว
เซี่ยเสาสะพายกระเป๋า คุยกับจ้าวหมิงจวินอีกสองสามคำ แล้วก็เดินจากไปกับหลิวชุ่ยชุ่ยและคนอื่น ๆ
พอเดินมาไกลแล้ว หลิวชุ่ยชุ่ยก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “เสาจื่อ ยัยเด็กบ้า ใช้เงินไม่บันยะบันยังเลยนะ! ใครเขาซื้อจานใบละ 150 หยวนกันฮะ? จะใส่กับข้าวก็ใหญ่เกินไป จะเอาไปตั้งโชว์ จานมันจะไปสวยอะไร บ้านไหนเขาไม่มีจานใช้กันบ้าง?”
พั่งตุนที่อยู่ด้านข้างหัวเราะคิกคัก “พี่ชุ่ยชุ่ย ถ้าเป็นของจริง เอาไปตั้งโชว์ที่บ้านก็ดูดีไม่เบา! แต่ประเด็นคือไม่มีทางเป็นของจริงหรอก ผมว่านี่น่าจะเป็นของที่เมืองจิ่งเต๋อเจิ้นทำเลียนแบบมากกว่า คุณปู่สองของผมเคยบอกว่า เครื่องเคลือบลายครามที่เมืองจิ่งเต๋อเจิ้นทำขึ้นนั้นดูดีทีเดียว มีทั้งแบบแพงและแบบถูก แบบแพงขายได้เป็นหมื่นเป็นแสน ส่วนถูก ๆ ร้อยสองร้อยหยวนก็มี เมื่อกี้ลุงจ้าวบอกเองว่าของชิ้นนี้ได้มาในราคาไม่แพง คงจะรับซื้อมาจากไหนสักแห่ง เซี่ยเสาจ่ายไปตั้ง 150 หยวน โดนหลอกเต็ม ๆ เลย ตอนนี้ลุงจ้าวคงจะแอบขำอยู่แน่ ๆ”
ถึงแม้ว่าพั่งตุนจะอายุแค่สิบห้า แต่ได้คลุกคลีกับของเก่ามาหลายปี พอพูดถึงเรื่องพวกนี้ก็ดูเหมือนผู้เชี่ยวชาญ แม้แต่หลิวชุ่ยชุ่ยที่ปกติชอบว่าเขาหัวช้า ตอนนี้ก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเห็นด้วย คิดว่าเซี่ยเสาซื้อมาแพงเกินไป
ตู้ผิงกลับขมวดคิ้ว ชะงักฝีเท้า จ้องมองพั่งตุนและพูดว่า “ในเมื่อแกดูออกขนาดนั้น เมื่อกี้ทำไมไม่พูดล่ะ?”
พั่งตุนเกาหัว ทำหน้าตาใสซื่อ “พี่ตู้ผิง จะมาโทษผมไม่ได้นะ ผมดึงเธอไว้ตลอด แต่เธอจะซื้อให้ได้ แล้วผมจะพูดอะไรได้ล่ะ วงการนี้มันก็ต้องเต็มใจทั้งสองฝ่ายอยู่แล้ว”
“อะไรเนี่ย วงการนี้? แกอายุเท่าไหร่กันฮะ ขนยังไม่ขึ้นเลย อย่ามาพูดว่าวงการนี้กับฉัน!” ตู้ผิงโกรธ จูงมือเซี่ยเสาเดินกลับไป “ตาเฒ่าแซ่จ้าวนั่นหลอกลวงชัด ๆ! คิดว่าพวกเราเป็นนักเรียน แล้วไม่รู้อะไรเลย ถึงได้มารังแกกันแบบนี้ใช่ไหม? ไป! ฉันจะพาเธอกลับไปคุยกับเขา ให้เขาคืนเงินให้! จานบ้า ๆ นี่ เราไม่เอาแล้ว!”
เซี่ยเสาเหงื่อตก ไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี เธออุตส่าห์ได้มันมาแล้ว จะให้เธอเอาไปคืนงั้นเหรอ?
ตอนนั้นเองใบหน้าของตู้ผิงก็แดงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ข้อมือของเซี่ยเสาขาวเนียนละเอียด นุ่มลื่นและยืดหยุ่นเมื่อสัมผัส ราวกับจะแตกหักได้ง่าย ๆ ให้ความรู้สึกที่ดีอย่างบอกไม่ถูก ตั้งแต่เด็กจนโต นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาดึงมือเธอ แต่ไม่รู้ทำไมครั้งนี้หัวใจกลับเต้นแรงไม่หยุด
ตู้ผิงอยากจะตบหน้าตัวเองสักฉาด นี่มันใช่เวลาไหม เขายังมาคิดเรื่องพวกนี้อยู่อีก! เขาดึงเซี่ยเสาให้เดินไปด้วยกัน “ไป พวกเราไปคุยกับตาเฒ่าแซ่จ้าวนั่น! ไม่ต้องห่วง ถึงต้องต่อยตี ฉันก็จะทำให้เขาคืนเงินเธอให้ได้”
พั่งตุนรีบวิ่งตาม “พี่ตู้ผิง! ลุงจ้าวไม่มีทางคืนเงินหรอกครับ วงการนี้ไม่มีกฎการคืนสินค้า แถมยังไม่มีการหลอกลวงด้วย! พี่…”
เขาปิดปากไปก่อนที่จะพูดจบประโยค เมื่อเห็นตู้ผิงหันกลับมามองอย่างไม่พอใจ เขาก็ตกใจจนไม่กล้าพูดอะไรต่อ คิดในใจว่า วันนี้คงจะกลายเป็นเรื่องตลกใหญ่โต ต่อไปคงไม่มีใครในตลาดขายของเก่าต้อนรับพวกเขาอีกแล้ว
แต่ไม่คิดว่าเซี่ยเสาจะดึงมือกลับอย่างแนบเนียนและหยุดเดิน “พี่ตู้ผิงคะ หนูรู้ว่าพี่หวังดีกับหนู แต่หนูชอบจานใบนี้จริง ๆ และไม่อยากเอาไปคืนค่ะ”
บนใบหน้าของเธอมีรอยยิ้ม แต่แววตากลับมุ่งมั่นและสงบนิ่ง รัศมีที่ทำให้คนไม่กล้าขัดขืนแผ่ซ่านออกมา
ตู้ผิงตกใจ ตอนที่เซี่ยเสาดึงข้อมือออกจากการควบคุมของเขาเมื่อครู่ เขารู้สึกถึงพลังบางอย่างที่อธิบายไม่ได้สั่นสะเทือนในฝ่ามือ แล้วมือของเขาก็ถูกสะบัดออกไป มันเป็นความรู้สึกที่เขาคิดไปเองหรือเปล่านะ… หรือว่า…
“เรื่องนี้ก็เหมือนเดิม ช่วยเก็บเป็นความลับด้วยนะคะ โดยเฉพาะพั่งตุน เรื่องวันนี้ห้ามเอาไปบอกศาสตราจารย์โจวนะ” เซี่ยเสากำชับ
หลายปีมานี้ ตอนที่เธอมาเดินตลาดของเก่ากับเพื่อนๆ เธอไม่ได้ซื้อของบ่อย แค่สามสี่ครั้ง แต่ละครั้งก็จะให้พวกเขาช่วยเก็บเป็นความลับ โดยเฉพาะกับศาสตราจารย์โจว ท่านเป็นนักสะสมรุ่นเก๋า ถ้าท่านรู้ว่าเธอซื้อของมา ก็ต้องมาขอดูแน่ ๆ และถ้าท่านดูออกว่าเป็นของจริง มันอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต จนคุณปู่เซี่ยกั๋วสี่รู้เรื่อง ซึ่งก็หมายความว่า ครอบครัวของเซี่ยเสาก็ต้องรู้เรื่องนี้ด้วย
ด้วยวัยของเธอในตอนนี้ หากครอบครัวทราบเรื่อง คงจะไม่มีทางปล่อยให้เธอเก็บของเก่าพวกนี้ไว้เองแน่ ๆ แถมญาติพี่น้องคงจะโวยวายกันยกใหญ่ ด้วยนิสัยของพวกเขา ตอนนั้นคงจะเข้ามายุ่งวุ่นวาย จนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อีกต่อไป
เซี่ยเสาไม่ได้เสียดายที่จะยกของเก่าพวกนี้ให้พ่อแม่ของเธอ แต่เธอรู้ว่าพวกเขาไม่มีความรู้เรื่องของเก่า ไม่รู้วิธีที่จะทำให้ของเก่าพวกนี้มีมูลค่ามากที่สุด เวลานั้นเหล่าญาติ ๆ คงจะพูดจาจุกจิก ด้วยนิสัยของพ่อแม่เธอ คงจะต้องแบ่งสิ่งของให้คนอื่น จากนั้นความพยายามที่เธอสะสมมาหลายปีก็อาจจะสูญเปล่า
ไม่น่าแปลกใจเลยที่เซี่ยเสาจะคิดมากขนาดนี้ เพราะในชีวิตชาติก่อน เธอรู้จักญาติ ๆ ที่บ้านดีเกินไป
กลับชาติมาเกิดครั้งนี้ เรื่องที่อาจจะเกิดขึ้น เธอจะกำจัดมันทิ้งตั้งแต่ต้น! ในใจของเธอมีแผนการที่รอบคอบแล้ว เธอจะหาโอกาสลงมือทำทีเดียว!
เมื่อเห็นว่าเซี่ยเสาตัดสินใจแน่วแน่แล้ว หลิวชุ่ยชุ่ยและคนอื่น ๆ ก็รู้ว่าพูดไปคงไม่มีประโยชน์ จึงได้แต่พยักหน้า “ก็ได้ ทุกครั้งพวกเราก็อยู่ข้างเธอไม่ใช่เหรอ? เงินที่เธอใช้ไปพวกนี้ ถ้าคุณปู่กับพ่อแม่เธอรู้เข้า ก้นของเธอคงแตกแน่ ๆ เพื่อก้นของเธอ พวกเราคงต้องช่วยปิดเป็นความลับแล้วล่ะ”
หลิวชุ่ยชุ่ยขยิบตาให้ เซี่ยเสาได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ “ขอบคุณนะทุกคน พวกเรากลับกันเถอะ”
พั่งตุนทำสีหน้าประหลาดใจ ส่วนตู้ผิงก็ยังคงคิดถึงเรื่องเมื่อครู่
ทั้งสี่คนจึงเดินออกจากตลาดขายของเก่าและขึ้นรถกลับบ้าน
ทันทีที่รถออกตัว ชายร่างเตี้ยท้วมอายุประมาณสี่สิบปีก็พาชายชราคนหนึ่งตรงมาที่ร้านของจ้าวหมิงจวินภายในตลาดของเก่า
ชายคนนั้นทำท่าทีนอบน้อมต่อชายชรา กวาดตามองไปที่ร้าน แล้วก็ชะงักไป จากนั้นก็รู้สึกเหมือนหัวจะระเบิด ใบหน้าซีดเผือด รีบคว้าตัวจ้าวหมิงจวินด้วยมือสั่นเทา และถามเสียงดังว่า “เถ้าแก่จ้าว! จานลายครามที่วางอยู่ตรงนี้หายไปไหนแล้ว?”