- หน้าแรก
- พลิกชะตาเกิดใหม่เป็นซินแส
- บทที่ 18 ตลาดขายของเก่า
บทที่ 18 ตลาดขายของเก่า
บทที่ 18 ตลาดขายของเก่า
บทที่ 18 ตลาดขายของเก่า
ตลาดขายของเก่าในเมืองตงซื่อต่างจากถนนสายเก่าในย่านการค้า ตรงที่ถนนสายเก่าในย่านการค้านั้นจะเป็นร้านค้า มีของแท้เยอะ เน้นการซื้อขายของราคาแพง ส่วนตลาดขายของเก่านั้นส่วนใหญ่เป็นของเก่าที่ตระเวนซื้อมาจากบ้านนอก ปะปนกับของเลียนแบบที่ผลิตขึ้นในปัจจุบัน เรียกได้ว่ามีทั้งของจริงและของปลอมปนกันมั่วไปหมด ของจริงมีน้อย ของปลอมมีเยอะ แต่มันเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการฝึกฝนสายตาและเริ่มต้นสะสมของเก่า จึงมีคนจำนวนไม่น้อยชอบมาเดินเล่นที่นี่
ทันทีที่สี่คนเดินเข้ามาในตลาด ก็มีพ่อค้าแม่ค้าจำเซี่ยเสาได้ จึงโบกมือทักทายอย่างอบอุ่น “โอ๊ะ! เสี่ยวเซี่ย มาอีกแล้วเหรอ?”
“เสี่ยวเซี่ย มา ๆ ๆ ทางนี้เพิ่งได้ของมาใหม่ ลองเลือกดูหน่อยไหม?”
“เอ๊ะ นี่หลานชายของศาสตราจารย์โจวไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงมากับเสี่ยวเซี่ยได้ล่ะ? พวกเธอรู้จักกันด้วยเหรอ?”
“ลุงอู๋ พวกเราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันครับ” พั่งตุนเกาหัวแล้วตอบกลับ
“อ๋อ! พวกเธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันเหรอเนี่ย? ไอ้หยา นี่มัน... หลายปีมานี้ ไม่รู้เลยว่านักสะสมที่อายุน้อยที่สุดสองคนในตลาดจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน ธุรกิจของฉันนี่มันช่าง…” อู๋ซูไห่พูดพลางหัวเราะ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากศาสตราจารย์โจวชอบสะสมของเก่า พั่งตุนจึงติดสอยห้อยตามมาด้วยหลายครั้ง กระทั่งคุ้นเคยกับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดบางคน
ตอนแรกเพื่อน ๆ ไม่รู้ว่าเซี่ยเสาชอบมาตลาดของเก่าบ่อยครั้ง กระทั่งสองปีที่แล้ว หลิวชุ่ยชุ่ยกับตู้ผิงมาเดินเล่นที่นี่กับเพื่อน แล้วบังเอิญเจอเธอเข้า พวกเขาถึงได้รู้ว่าเซี่ยเสามาที่นี่บ่อย ๆ ต่อมาพั่งตุนก็รู้เรื่องนี้เหมือนกัน แต่ทั้งสามคนแค่คิดว่าเธอได้รับอิทธิพลจากศาสตราจารย์โจว จึงชอบมาเดินเล่น ไม่ได้คิดว่าเธอจะหาซื้อของดีราคาถูกได้จริง ๆ เพราะการหาซื้อของดีราคาถูกนั้นต้องอาศัยสายตาที่แหลมคมในการดูของ
ความสามารถในการดูของแบบนี้ หลิวชุ่ยชุ่ยกับตู้ผิงคิดว่าตัวเองไม่มี ส่วนพั่งตุนได้รับอิทธิพลจากศาสตราจารย์โจวในช่วงสองสามปีมานี้ จึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับการประเมินค่าของเก่ามาบ้าง แต่ก็ยังดูของไม่เป็นอยู่ดี แม้ว่าเซี่ยเสาจะเคยเรียนกับศาสตราจารย์โจวพร้อมกับพั่งตุน แต่ความสามารถในการดูของนั้นเทียบกันไม่ได้เลย
แท่นฝนหมึกตวนเอี้ยนจากสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิงที่ศาสตราจารย์โจวซื้อมาเมื่อห้าปีก่อน ตอนนั้นจ่ายไปร้อยหยวน ตอนนี้ถ้าเอาไปประมูลตามราคาตลาด ราคาเริ่มต้นอย่างน้อยก็สามหมื่นหยวน ถ้าจบการประมูลก็น่าจะเกินแสนหยวน! ยิ่งถ้าเจอนักสะสมที่ชอบแท่นฝนหมึกตวนเอี้ยนแบบนี้ด้วยแล้ว ราคาก็อาจจะพุ่งสูงขึ้นไปอีก
เมื่อพ่อค้าที่ขายแท่นฝนหมึกตวนเอี้ยนนี้ให้ในราคาถูกทราบเรื่อง ก็นึกเสียใจมากจนอยากทุบตีตัวเอง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ตลาดของเก่าเป็นธุรกิจที่พิเศษมาก ต้องอาศัยการดูของเป็นหลัก ในวงการนี้ไม่มีการหลอกลวง และไม่มีกฎการคืนสินค้า เพราะการซื้อขายของเก่าเป็นการแข่งขันความรู้ของทั้งสองฝ่าย บางทีคนขายก็อาจจะขายขาดทุน บางทีคนซื้อก็อาจจะซื้อของปลอมหรือซื้อผิด และทำได้เพียงเก็บไว้เป็นบทเรียน ไม่สามารถกล่าวโทษใครได้ ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงไม่กล้าเข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกิจของเก่า เพราะยากที่จะแยกแยะของจริงของปลอม
แต่… นี่แหละคือเสน่ห์ของวงการนี้
เซี่ยเสากับกลุ่มเพื่อนเดินมาถึงร้านของลุงอู๋ ในสายตาของหลิวชุ่ยชุ่ยและตู้ผิง หยกโบราณ เครื่องเคลือบดินเผา เหรียญโบราณ ภาพวาดและภาพอักษรต่าง ๆ ถูกวางรวมกันอย่างไม่ใส่ใจ ดูแล้วมีกลิ่นอายโบราณ เหมือนกับของจริงทุกชิ้น
“มา ๆ น้อง ๆ นักเรียน ลองดูของพวกนี้สิ พวกมันเป็นของเก่าที่รับซื้อมาจากบ้านนอก บางทีอาจจะเจอของดีราคาถูกก็ได้นะ!” ลุงอู๋ยิ้มพลางชี้นิ้วไปที่มุมซ้าย บอกให้เซี่ยเสากับพรรคพวกดูของตรงนั้น
เซี่ยเสาได้ยินแล้วก็ยิ้ม โดยกวาดสายตามองอย่างเดียว แต่ไม่พูดอะไร
พออู๋ซูไห่เห็นสีหน้าของเธอ ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ ช่วงห้าปีมานี้ เขาพอจะเข้าใจนิสัยใจคอของเซี่ยเสาบ้างแล้ว ทุกครั้งที่เธอยิ้มแบบนี้ นั่นหมายความว่าเธอจะไม่ซื้ออะไรอีก เขาเองก็รู้สึกแปลกใจ ทั้งที่อายุแค่นี้ แต่รอยยิ้มกลับดูลึกลับเสมอ ราวกับว่าเธอมองทะลุความคิดของเขาและของที่วางขายอยู่บนแผงได้
ถ้าตอนนี้เซี่ยเสารู้ว่าอู๋ซูไห่คิดอะไร คงจะชมเขาว่ามีเซนส์ที่ดี อันที่จริง บนแผงนี้มีของจริงอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ในโซนที่อู๋ซูไห่แนะนำพวกเขา พวกพ่อค้าของเก่าก็ไม่โง่ ของที่รับซื้อมาจากบ้านนอก พวกเขาต้องตรวจสอบก่อน ของบางชิ้นที่ดูออกว่าเป็นของจริง ใครจะอยากเอาไปปะปนกับของปลอมให้เสียราคาล่ะ? ของจริงพวกนั้นมักจะขายกันแบบส่วนตัว แถมยังไม่บอกราคาให้คนอื่นรู้ ส่วนของที่เหลือซึ่งดูเหมือนของเลียนแบบ หรือไม่แน่ใจว่าของแท้หรือเปล่า พวกมันจะถูกแยกออกไปอยู่อีกประเภทหนึ่ง สินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่คนทั่วไปมักจะมีโอกาสจับจอง
ถึงแม้ตอนนี้เซี่ยเสากับพั่งตุนจะไม่ใช่มือใหม่ของวงการ แต่พวกเขาก็เป็นแค่นักเรียน ภูมิหลังครอบครัวธรรมดา พูดง่าย ๆ คือไม่มีเงิน ต่อให้ดูรู้ว่าเป็นของแท้ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถจ่ายไหว
วงการของเก่า ตั้งราคาขายของก็ต้องดูคน ทำธุรกิจก็หวังกำไร ในเมื่ออู๋ซูไห่รู้ว่าพวกเขาเป็นแค่นักเรียนจน ๆ ซื้อของแท้ไม่ไหว ก็เลยแนะนำให้ไปดูของราคาถูกตรงนั้น พวกมันราคาไม่กี่หยวน แต่ถ้าขายได้สักชิ้น ก็ถือว่าได้เงินค่าข้าวแล้ว
เซี่ยเสาไม่แตะต้องอะไรเลย แค่ยิ้มบาง เธอมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าในนั้นไม่มีของจริง ส่วนพั่งตุนนั่งยอง ๆ ลงไปหยิบจับของสองสามชิ้นขึ้นมาดู สุดท้ายก็ลุกขึ้นยืนบอกว่า “ลุงอู๋ครับ พวกเราไปดูที่อื่นก่อนดีกว่า”
“ทำไมล่ะ ยังไม่ถูกใจเหรอ? อย่าเพิ่งไปสิ ดูอีกหน่อยก็ได้ พวกเธอปิดเทอมใหญ่แล้วใช่ไหม? พอดีเลย ซื้อกลับไปเล่นสักชิ้นก็ไม่เลวนะ?” ถึงแม้ว่าในวงการจะไม่มีการบังคับซื้อบังคับขาย เพราะมันคือกฎ แต่อู๋ซูไห่ก็อยากลองพยายามครั้งสุดท้ายเพื่อเงินค่าข้าวของวันนี้
พั่งตุนปฏิเสธคนไม่เป็น พอได้ยินพ่อค้าแม่ค้ารั้งไว้ ก็เลยเกาหัวอย่างเกรงใจ
เซี่ยเสาพูดด้วยรอยยิ้ม “ลุงอู๋คะ พวกเราไปเดินดูที่อื่นก่อน เดี๋ยวอาจจะกลับมาค่ะ”
พอเธอพูดแบบนี้ อู๋ซูไห่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ได้แต่ยิ้ม ๆ มองทั้งสี่คนเดินไปที่อื่น
หลังจากเดินดูแผงลอยมากกว่าสิบแผง ก็ยังไม่เจอของดีราคาถูก หลิวชุ่ยชุ่ยกลับไปสะดุดตากับกำไลหยกอันหนึ่งที่วางบนแผงขาย กำไลอันนั้นดูเหมือนหยกเก่า และมีเชือกผูกไว้
หลิวชุ่ยชุ่ยเห็นแล้วชอบใจ ก็เลยหยิบขึ้นมาใส่ มองไปมองมา “เสาจื่อ เธอมาดูนี่หน่อยสิ พี่ใส่กำไลอันนี้แล้วสวยไหม?”
ถึงแม้เซี่ยเสาจะมีตาที่สาม แต่เธอก็ได้เรียนรู้จากศาสตราจารย์โจว พ่อค้าแม่ค้าในตลาด และนักสะสมคนอื่น ๆ ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้จะไม่ต้องใช้ตาที่สามตรวจสอบ แต่เธอก็รู้ได้ว่ากำไลหยกอันนี้เป็นของปลอมที่ผ่านการล้างด้วยกรด และทำสีให้ดูเก่า
แต่ก่อนที่เซี่ยเสาจะได้พูดอะไร หลิวชุ่ยชุ่ยก็ถามขึ้นก่อน “เถ้าแก่ ทำไมกำไลหยกอันนี้ถึงมีเชือกผูกไว้ด้วยล่ะ มันดูรกจัง ฉันแกะเชือกออกก่อนได้ไหมคะ? แล้วก็ คุณขายกำไลหยกอันนี้เท่าไหร่คะ?”
ตั้งแต่ที่หลิวชุ่ยชุ่ยสวมกำไลหยกอันนั้น พ่อค้าก็รู้แล้วว่าเธอเป็นมือใหม่ เพราะคนที่ดูหยกเป็น เวลาเจอกำไลที่มีเชือกผูกไว้ เขาจะคล้องเชือกไว้ที่ข้อมือก่อน แล้วค่อยวางหยกลงบนฝ่ามือเพื่อดู หลิวชุ่ยชุ่ยไม่ได้สนใจอะไรเลย และสวมเข้าไปที่ข้อมือโดยตรง แถมยังจะแกะเชือกออกอีก แน่นอนว่า ในสายตาของเซี่ยเสา การที่กำไลอันนี้ผูกเชือกไว้ก็เพื่อหลอกคนอื่น หยกอันนี้ไม่ได้มีค่าอะไรเลย
“พรืด!” พั่งตุนที่อยู่ด้านข้างหลุดขำออกมาเบา ๆ ไม่พูดอะไร
ตู้ผิงมองเขาอย่างแปลกใจ กระซิบถามว่า “เป็นอะไร? หรือว่ากำไลอันนั้นมีปัญหา?”
พั่งตุนส่ายหัว ตอบกลับเสียงเบาว่า “มีปัญหาหรือไม่มี พี่ชุ่ยชุ่ยก็ไม่ซื้ออยู่ดี”
ตอนนั้นเอง เถ้าแก่ร้านก็ชูห้านิ้วขึ้นอย่างไม่แยแส หลิวชุ่ยชุ่ยเห็นแล้วก็งง จึงถามว่า “หมายความว่าไงคะ?”
เซี่ยเสากระซิบบอกราคาข้างหูของเธอ หลิวชุ่ยชุ่ยเบิกตากว้างทันที “ฮะ? ห้าร้อยหยวน?! พระเจ้าจอร์จ นั่นเท่ากับค่ากินค่าอยู่สามเดือนในหอพักของฉันเลยนะ”
ในปี 1997 ถึงแม้เศรษฐกิจจะดีกว่าเมื่อก่อน เงินเดือนก็เพิ่มสูงขึ้น แต่ครอบครัวทั่วไปก็ยังคงเข้มงวดกับค่าใช้จ่ายของลูก ๆ ครอบครัวของหลิวชุ่ยชุ่ยยังมีน้องชายอีกคน พ่อแม่ของเธอทำอาชีพเกษตรกรรม จึงค่อนข้างเข้มงวดกับค่ากินค่าอยู่ของเธอ ซึ่งอยู่ที่ประมาณหนึ่งร้อยหยวนต่อเดือน ดังนั้นสำหรับหลิวชุ่ยชุ่ย กำไลวงนี้จึงถือว่าแพงมาก
“ฉันไม่เอาแล้วค่ะ!” หลิวชุ่ยชุ่ยถอดกำไลออก ถึงแม้ว่าจะชอบมาก แต่เธอก็เป็นคนเด็ดขาด ซื้อไม่ไหวก็คือซื้อไม่ไหว ไม่พูดอะไรมาก และวางกำไลคืนที่เดิมอย่างระมัดระวัง
ถึงแม้จะรู้ผลลัพธ์อยู่แล้ว แต่พอเห็นท่าทางที่หลิวชุ่ยชุ่ยวางกำไลหยกคืนที่เดิมอย่างระมัดระวัง เซี่ยเสาก็อดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้ เธอหลุบตาลง จากนั้นก็ยิ้มพูดว่า “พี่ชุ่ยชุ่ย ถ้าพี่ชอบกำไลหยก วันหลังฉันจะหาอันที่ดีกว่านี้ให้พี่เอง”
รอยยิ้มของเธอสงบนิ่งและดูมั่นใจ เหมือนกับว่าสิ่งที่พูดนั้นจะเป็นจริง
หลิวชุ่ยชุ่ยอึ้งไป จากนั้นก็ยิ้ม “ได้สิ! ฟังที่เธอพูดแล้ว ไม่เสียแรงที่เป็นน้องรักของพี่เลย!”
แน่นอน เธอคิดว่าเซี่ยเสาแค่พูดปลอบใจ แต่ถึงจะเป็นแค่คำปลอบใจ เธอก็ยังคงรู้สึกซาบซึ้งมาก
“ไปกันเถอะ พวกเราไปดูที่อื่นต่อ” หลิวชุ่ยชุ่ยดึงเซี่ยเสาออกไป ความผิดหวังที่ไม่ได้ซื้อกำไลเมื่อครู่หายไปในพริบตา ขณะที่เดินไปยังแผงขายที่อยู่ถัดไป
หลังจากที่ทั้งสี่คนเดินไปไกลแล้ว พ่อค้าก็มองตามพวกเขาด้วยสายตาดูถูก “เฮอะ! หาอันที่ดีกว่านี้งั้นเหรอ! เดินเล่นในตลาดมาหลายปี คิดว่าตัวเองดูของเป็นแล้วสินะ ดูของเป็นแต่ไม่มีปัญญาซื้อ! หาอันที่ดีกว่า แล้วคิดว่ามีปัญญาซื้อเหรอ! ไอ้พวกเด็กโง่!”
พ่อค้าแผงลอยข้าง ๆ ได้ยินก็หัวเราะ “เฒ่าหม่า จะไปโกรธเด็ก ๆ ทำไมกัน? เด็กสมัยนี้ไม่ตั้งใจเรียน เอาแต่คิดเรื่องไร้สาระไปวัน ๆ ลองคิดดูสิว่า ขนาดนักเรียนยังหาซื้อของดีราคาถูกได้ แล้วพวกเราที่อยู่ในวงการนี้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน? เฮ้อ! ช่างเถอะ จะสนใจพวกเขาไปทำไม พวกเราไม่ได้หวังรวยจากเด็กพวกนี้สักหน่อย แค่ขอค่าข้าวสักจานก็ดีถมเถไปแล้ว”
พ่อค้าแผงลอยทั้งสองยิ้มให้กัน และไม่พูดอะไรอีก
แต่ทั้งสองคนไม่เลยรู้ว่า ขณะที่เซี่ยเสากับเพื่อน ๆ เดินผ่านแผงลอยสี่ห้าแผง จู่ ๆ เด็กสาวก็หยุดเดินและมองไปที่แผงลอยตรงหน้า
บนแผงนั้น ท่ามกลางกองชามและจานต่าง ๆ ที่วางซ้อนกันอยู่ มีจานลายครามใบหนึ่งกำลังแผ่กลิ่นอายโบราณอันเลือนรางออกมา…