- หน้าแรก
- พลิกชะตาเกิดใหม่เป็นซินแส
- บทที่ 17 เพื่อนในวัยเด็ก
บทที่ 17 เพื่อนในวัยเด็ก
บทที่ 17 เพื่อนในวัยเด็ก
บทที่ 17 เพื่อนในวัยเด็ก
เมื่อเซี่ยเสามาถึงทางเข้าหมู่บ้าน หลิวชุ่ยชุ่ย ตู้ผิง และพั่งตุนก็รอเธออยู่ก่อนแล้ว
ตอนนี้หลิวชุ่ยชุ่ยอายุ 17 ปี ส่วนสูงพุ่งไปถึง 175 เซนติเมตร พร้อมกับมีขาเรียวยาว ถึงจะไม่ได้มีหน้าตาสวยสะกดใจ แต่เธอนิสัยห้าวหาญ ทำอะไรตรงไปตรงมา การได้อยู่กับเธอทำให้รู้สึกสดชื่นอยู่เสมอ
ตู้ผิงอายุ 17 แล้วเช่นกัน ผิวคล้ำเหมือนเดิม ตัวสูง ตาเป็นประกายเหมือนตอนเด็ก ๆ แต่ร่างกายของเขากลับมีกล้ามเนื้อมากกว่าตอนเป็นเด็ก ทั้งหมดนี้เป็นเพราะการต่อสู้
พั่งตุนยังคงเป็นเด็กหนุ่มอวบอ้วน แต่ดูแข็งแรงกว่าสมัยเด็กมาก ดูซื่อ ๆ น่ารักน่าเอ็นดู
ทั้งสามคนเห็นเซี่ยเสาเดินมาแต่ไกล ก็โบกมือเรียกเธอ
“ยัยตัวแสบ ในที่สุดเธอก็มาเสียที! คุณปู่ถังมีสมบัติอะไรให้เธอที่บ้านล่ะ? ถึงทำให้เธอขลุกอยู่บนภูเขาได้ทั้งวัน” หลิวชุ่ยชุ่ยดุด้วยรอยยิ้ม
เซี่ยเสาเพียงยิ้มบาง หลิวชุ่ยชุ่ยกับคนอื่น ๆ รู้ว่าเธอมักจะขึ้นไปบนเขา ตอนแรกพวกเขาต่างก็สงสัย พากันอ้อนวอนให้เธอพาขึ้นไปดูบนเขาบ้าง หลังจากที่เธอขออนุญาตอาจารย์แล้ว เธอก็พาพวกเขาขึ้นไปเที่ยวเล่นสองสามครั้ง พวกเขาจะไปมองออกถึงความลึกลับของบ้านบนเขานั่นได้อย่างไร? ไปสองสามครั้งก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรพิเศษ หลังจากนั้นพวกเขาก็ไปเรียนต่อที่เมืองตงซื่อ ต้องอยู่หอพักในวันธรรมดา จึงไม่ได้ขึ้นเขาไปอีก
หลิวชุ่ยชุ่ยดึงเซี่ยเสาเข้ามาใกล้ มองเธอพลางยิ้ม “ชุดกระโปรงสีขาวเข้ากับเธอมากเลยนะ! สมกับเป็นเด็กผู้หญิงในเมือง ใส่ชุดกระโปรงสีขาวแล้วดูดีจริง ๆ ว่าแต่ แปลกจังนะ เมื่อก่อนเธอก็เรียนที่หมู่บ้านเหมือนพวกเรา ทำไมผิวของเธอถึงไม่คล้ำลงเลยล่ะ? ดูสิ ผิวขาวอมชมพู ดูชุ่มชื่นใสกิ๊ง ไม่เหมือนฉัน ตัวสูงขึ้นอย่างเดียว แต่ผิวคล้ำดูไม่ได้เลย”
“พี่ชุ่ยชุ่ย ผิวแบบพี่เรียกว่าผิวแทนสุขภาพดีนะ” เซี่ยเสายิ้มบาง หลายปีมานี้การฝึกฝนบำรุงพลังชี่ของเธอเริ่มประสบความสำเร็จ ก้าวข้ามขั้นตอนการหลอมรวมปราณไปแล้ว คนนอกมองดูก็แค่รู้สึกว่าผิวพรรณสดใส เลือดลมดี แต่ความจริงประโยชน์ที่อยู่ภายในร่างกายของเธอมีมากกว่านั้น
รอยยิ้มของเธอมีบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ ลมพัดชายกระโปรงสีขาวของเธอพลิ้วไหว ดูอ่อนโยนและสงบนิ่ง เผยเสน่ห์บางอย่างที่อธิบายไม่ได้ ทำให้ตู้ผิงเผลอมองด้วยความตกตะลึง
เขายังจำเรื่องที่โรงเรียนในตอนนั้นได้ หลังจากที่เซี่ยเสาช่วยพั่งตุนไว้ เขาไม่เคยยอมแพ้และมักจะมาท้าประลองกับเธออยู่เสมอ แต่ที่แปลกคือเธอมักจะหาทางเอาตัวรอดไปได้ เธอสามารถเบี่ยงเบนความสนใจของเขาไปที่อื่นได้อย่างน่าประหลาดใจ และหลังจากที่เธอไปเรียนในเมือง ผ่านไปนานเขาก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าถูกหลอก
จากตอนแรกที่เขาโกรธ จนกลายเป็นท้อแท้ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงไม่สามารถเอาชนะเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งได้ แต่เขาก็ค่อย ๆ เข้าใจว่าเธอไม่ใช่เด็กขี้แยขี้ขลาดคนเดิมที่มักจะโดนเขารังแกจนร้องไห้ แล้ววิ่งไปหลบหลังหลิวชุ่ยชุ่ยอีกต่อไป เธอเฉลียวฉลาด เจ้าเล่ห์ แถมยังมีบุคลิกที่สงบนิ่งเกินวัย บุคลิกแบบนี้ทำให้เขารู้สึกแปลก ๆ ไม่รู้ทำไม เขามักจะรู้สึกเหมือนตัวเองเด็กกว่าเธออยู่เรื่อย...
“เฮ้! เหม่ออะไรอยู่!” หลิวชุ่ยชุ่ยตบไหล่ตู้ผิง พอเห็นเขามองเซี่ยเสาอยู่ ก็อดไม่ได้ที่จะแซว “โอ้~ นี่แกแอบชอบน้องสาวฉันใช่ไหมเนี่ย? ฉันขอเตือนเลยนะ! เสาจื่อเพิ่งจะสิบห้า เก็บหัวใจที่เต้นระรัวในฤดูใบไม้ผลิของแกไว้ซะ!”
“พรืด!” พั่งตุนที่อยู่ด้านข้างระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
เซี่ยเสาแทบจะสำลัก เธอหันไปมองตู้ผิง เห็นหน้าของเขาแดงก่ำ ก็อดไม่ได้ที่จะชะงักไป
ตู้ผิงรีบตะโกน “ฉะ ฉันแค่คิดว่าปีหน้าเสาจื่อกับพั่งตุนก็จะสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายแล้ว ถ้าสอบเข้าโรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 ของเมืองตงซื่อได้ พวกเราก็อยู่มัธยมหกพอดี ยังสามารถดูแลพวกเขาได้อีกปี กะ แกพูดไร้สาระไปเรื่อย!”
หลิวชุ่ยชุ่ยและตู้ผิงต่างก็ทำผลงานได้ดีในการสอบเข้าโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ถึงจะเฉียดฉิว แต่ก็สอบเข้าโรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 ของเมืองตงซื่อได้สำเร็จ ทั้งสองคนอายุมากกว่าเซี่ยเสาและพั่งตุนสองปี ตอนนี้เซี่ยเสาและพั่งตุนเรียนอยู่โรงเรียนมัธยมต้นที่สังกัดโรงเรียนมัธยมตงซื่อ ทั้งสองอยู่ห้องเดียวกันและจะขึ้นชั้นมัธยม 3 หลังจากปิดเทอมฤดูร้อน ส่วนหลิวชุ่ยชุ่ยและตู้ผิงกำลังขึ้นสู่ชั้นมัธยม 5
เมื่อเห็นท่าทีร้อนรนของตู้ผิง หลิวชุ่ยชุ่ยก็ไม่เชื่อ จ้องมองเขาอย่างสงสัย เลิกคิ้วถามว่า “จริงเหรอ?”
“ก็จริงน่ะสิ! รถบัสมาแล้ว รีบขึ้นไปกันเถอะ” เมื่อเห็นรถบัสวิ่งใกล้เข้ามา ตู้ผิงก็โบกมือเรียก
เซี่ยเสามองแผ่นหลังของตู้ผิงพลางยิ้มบาง อายุสิบเจ็ดเป็นวัยที่เริ่มมีความรัก เธอผ่านช่วงวัยนั้นมาแล้ว จึงดูออกถึงท่าทีของตู้ผิง แต่ว่าตู้ผิงแอบชอบเธอตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ? ป้าเซี่ยเสาคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก
รถบัสเข้ามาจอดที่ข้างทาง หลิวชุ่ยชุ่ยดึงเซี่ยเสาขึ้นรถ เห็นพั่งตุนเดินตามหลังก็เลยตะโกนว่า “พั่งตุน รีบขึ้นมาเร็ว”
หลังจากขึ้นรถบัสแล้ว เซี่ยเสานั่งกับหลิวชุ่ยชุ่ย ส่วนตู้ผิงนั่งกับพั่งตุน ทั้งสี่คนนั่งอยู่เบาะนั่งหน้าและหลังที่อยู่ติดกัน พอพั่งตุนนั่งลงก็บ่นทันที “พี่ชุ่ยชุ่ย เลิกเรียกผมว่าพั่งตุนได้แล้ว ผมมีชื่อนะ โจวหมิงซวี่! ยังไงผมก็เรียนที่โรงเรียนมัธยมต้นสังกัดโรงเรียนมัธยมตงซื่อ ถ้าเพื่อน ๆ มาได้ยินเข้าคงจะเอามาล้อผมแน่”
“โอ้ เธอห่วงภาพพจน์ขึ้นมาแล้วเหรอ?” หลิวชุ่ยชุ่ยหันกลับมายิ้มขำ ๆ แล้วบีบแก้มพั่งตุน ทำให้พั่งตุนบ่นอีกยกใหญ่
เซี่ยเสาหัวเราะเบา ๆ ฟังเพื่อน ๆ แกล้งกันไปมา ก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม ก่อนหันไปมองวิวข้างนอกหน้าต่าง
ในชาติก่อน หลิวชุ่ยชุ่ยสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด ที่บ้านต้องส่งน้องชายเรียนต่อ จึงไม่ได้ให้เธอเรียนซ้ำชั้น สุดท้ายเธอก็ทำงานเป็นพนักงานขายที่ห้างสรรพสินค้า และแต่งงานออกเรือนตั้งแต่ยังสาว
ส่วนตู้ผิง ถึงจะสอบติดมหาวิทยาลัย แต่เป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่ค่อยดีนัก เขาเลยตัดสินใจไม่เรียนต่อและไปเข้าร่วมกองทัพแทน ต่อมาเมื่อเขาปลดประจำการ ครอบครัวของเขาจึงใช้เส้นสายเพื่อช่วยให้เขาได้งานในบริษัทเซรามิกแห่งหนึ่งในเมือง
ส่วนพั่งตุน ในชาติก่อนครอบครัวของเขาได้รับผลกระทบจากเรื่องของศาสตราจารย์โจว สุขภาพของเขาไม่ค่อยดี ป่วยออด ๆ แอด ๆ ตลอด สุดท้ายก็ต้องลาออกจากโรงเรียนเพื่อพักฟื้นที่บ้าน พอสุขภาพดีขึ้นก็เข้าไปทำงานในเมือง
ชีวิตชาตินี้ เพื่อนในวัยเด็กเหล่านี้จะยังคงเดินไปบนเส้นทางเดิมหรือไม่นั้น เซี่ยเสาก็ไม่อาจทราบได้ แต่โชคชะตาของพั่งตุนเปลี่ยนไปแล้วตั้งแต่ที่เธอเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของศาสตราจารย์โจว อย่างน้อยในชาติที่แล้ว เธอจำไม่ได้ว่าพั่งตุนได้เรียนที่โรงเรียนมัธยมต้นสังกัดโรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 ของเมืองตงซื่อและยังเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับเธอ
เซี่ยเสาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางยิ้มเล็กน้อย นี่มันยอดเยี่ยมเลยไม่ใช่เหรอ? ชีวิตได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เธอก็หวังว่าเพื่อน ๆ จะมีชีวิตที่ดีกว่าชาติที่แล้ว
หมู่บ้านสิบลี้ห่างจากตัวเมืองเพียงสิบลี้ตามชื่อ และใช้เวลาเดินทางโดยรถประจำทางเพียง 10 นาที ซึ่งสะดวกมาก เมื่อมาถึงตัวเมืองแล้ว พวกเขาก็เปลี่ยนไปขึ้นรถบัสอีกสายและมุ่งหน้าไปยังตลาดขายของเก่า
……….……….……….……….
ผู้แปล: เอ้า เคมีเข้ากันหมดเลยสี่คนนี้ พี่สาวชุ่ยชุ่ยกับเจ้ารุ่นน้องพั่งตุน เด็กเกเรตู้ผิงกับคุณป้าเซี่ยเสา xD ผู้แปลคิดเองเออเองแหละ 5555 เรื่องราวยังอีกยาวไกล