เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 การปรากฏตัวของตาที่สาม

บทที่ 4 การปรากฏตัวของตาที่สาม

บทที่ 4 การปรากฏตัวของตาที่สาม


บทที่ 4 การปรากฏตัวของตาที่สาม

วันปีใหม่วันที่สอง อาหญิงทั้งสองคนกลับมาบ้านเกิดเพื่ออวยพรปีใหม่

พอเข้าบ้าน ก็ต้องมีการอวยพรปีใหม่กันตามธรรมเนียม จากนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่เด็ก ๆ รอคอยมากที่สุด นั่นก็คือการรับอั่งเปา ถึงแม้ว่าในยุคนี้ครอบครัวทั่วไปจะไม่ได้มีรายได้มากมาย แต่ช่วงเทศกาลปีใหม่ก็ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข อั่งเปาที่ให้เด็ก ๆ ไป ในท้ายที่สุดพ่อแม่ก็มักจะเอาคืน เหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนเงินกันระหว่างญาติพี่น้อง ไม่ได้มีใครเสียหายอะไร ในช่วงเวลานี้ ผู้ใหญ่ก็เลยไม่หวงที่จะให้อั่งเปาก้อนโต

เซี่ยเสายิ้มรับอั่งเปาสองร้อยหยวนที่อารองเซี่ยจื้อหลานยื่นให้ พร้อมกับกล่าวขอบคุณเสียงหวานว่า “ขอบคุณค่ะคุณอารอง!”

เซี่ยจื้อหลานยิ้มพลางบีบแก้มของเซี่ยเสา แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู “ดูสิ เสาจื่อของเราผิวขาวเนียนน่ารักขนาดไหน! อีกไม่กี่ปีคงโตไปเป็นสาวเรียบร้อย ไม่เหมือนลูกสาวบ้านฉัน วัน ๆ เอาแต่เที่ยวเล่นข้างนอก ตัวดำปี๋เหมือนเด็กผู้ชายเลย!”

เซี่ยเสาได้แต่คิดในใจ คนอายุเกือบสามสิบ การถูกบีบแก้มแบบนี้เป็นความรู้สึกที่… แปลกชะมัด! แต่เธอก็สลัดความคิดนั้นทิ้ง และหันไปมองข้าง ๆ

แม่ของเธอยื่นอั่งเปาให้กับจางหรู่ม่านซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอ พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เธอพูดอะไรอย่างนั้น ม่านม่านของเราไม่ดีตรงไหน? เหมือนพ่อเขาจะตาย! ท่าทางแบบทหาร โตขึ้นอาจจะเป็นทหารหญิงก็ได้นะ!”

อาเขยจางฉี่เสียงสามีของอารองเป็นทหารระดับหัวหน้ากองร้อย มีนิสัยแข็งกร้าวแบบทหาร ลูกสาวของเขาได้รับอิทธิพลมาเต็ม ๆ มีนิสัยซุกซนมาตั้งแต่เด็ก ชอบไปชกต่อยกับเด็กผู้ชาย ใครเห็นก็บอกว่าเป็นเด็กผู้ชาย

พอได้ยินลูกสาวตัวเองถูกชม อารองเซี่ยจื้อหลานก็หันไปยิ้มให้ลูกสาวทันที

อาใหญ่เซี่ยจื้อเหมยที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เห็นแล้วก็แอบกลอกตา สีหน้าเหมือนจะบอกว่า มีเพียงครอบครัวของพวกแกสองคนเท่านั้นแหละที่สนิทกัน!

คุณแม่หลี่เจวียนและอารองเซี่ยจื้อหลานทำงานอยู่โรงงานเดียวกันในเมือง ทั้งคู่สนิทกันมาก เพียงแต่เซี่ยจื้อหลานเป็นคนอ่อนโยนกว่าหลี่เจวียนมาก พูดตรง ๆ ว่าไม่ค่อยมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่เธอก็เป็นคนจิตใจดี

ว่ากันว่า ที่พ่อกับแม่ของเซี่ยเสาได้รู้จักและครองรักกันในทุกวันนี้ ก็เพราะเซี่ยจื้อหลานเป็นแม่สื่อ เธอเป็นคนช่วยให้ทั้งคู่ลงเอยกันจนถึงขั้นแต่งงาน ดังนั้นไม่ใช่แค่สองบ้านนี้จะสนิทกันมาก แต่เซี่ยเสาและจางหรู่ม่านลูกพี่ลูกน้องของเธอก็ยังสนิทกันยิ่งกว่าพี่น้องแท้ ๆ เสียอีก!

จางหรู่ม่านอายุน้อยกว่าเซี่ยเสาเพียงหนึ่งปี นิสัยของทั้งคู่แตกต่างกันมาก แต่ที่แปลกก็คือ ทั้งคู่กลับสนิทกันมาก! ถึงแม้ว่าหลังจากทำงานแล้วจะไม่ได้เจอกันบ่อย ๆ แต่ก็ยังโทรคุยกันตลอด เรียกได้ว่าไม่มีเรื่องไหนที่ไม่คุยกัน

ในทางกลับกัน จากความทรงจำของเซี่ยเสา ครอบครัวของอาใหญ่เซี่ยจื้อเหมยค่อนข้างห่างเหิน

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่เรื่องอั่งเปาที่ให้เด็ก ๆ ในวันปีใหม่ก็เห็นได้ชัดแล้ว

ทันใดนั้นอาใหญ่เซี่ยจื้อเหมยก็พูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจว่า “พี่สะใภ้ น้องสาว ไม่ใช่ว่าฉันจะต่อว่าพวกเธอหรอกนะ แต่ก็บอกพวกเธอไปตั้งหลายรอบแล้ว ทำไมถึงไม่ฟังกันบ้าง? เรื่องให้อั่งเปาเด็ก ๆ เนี่ย ไม่ควรไปส่งเสริมนะ! ยังเด็กยังเล็ก พอถึงปีใหม่ก็หวังแต่จะได้อั่งเปา แบบนี้มันได้เหรอ? จ้องแต่จะเอาเงินแค่นี้ โตขึ้นจะไปเอาดีอะไรได้!”

เซี่ยจื้อเหมยเป็นครูสอนอยู่โรงเรียนมัธยมต้นในเมือง ในยุคสมัยนี้อาชีพครูมัธยมถือว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง มีการศึกษา ใคร ๆ ต่างก็อิจฉา เธอจึงชอบพูดจาแบบสั่งสอนนักเรียน ทุกปีเวลาที่ครอบครัวมารวมตัวกัน ก็ต้องฟังคำสั่งสอนของเธอจนทุกคนเริ่มชินแล้ว

พอเห็นว่าเธอกำลังจะเริ่มเทศนาอีกแล้ว หลี่เจวียนและเซี่ยจื้อหลานก็ส่งสายตาให้ลูกสาวของตัวเอง เป็นสัญญาณให้เด็ก ๆ ออกไปเล่นข้างนอก

“พี่คะ! เราออกไปจุดประทัด แล้วก็ปั้นตุ๊กตาหิมะกันเถอะ” จางหรู่ม่านทนฟังไม่ไหวแล้ว พอเห็นสายตาของแม่ ก็รีบวิ่งเข้ามาลากเซี่ยเสาออกไปที่ลานบ้าน

เซี่ยเสาถูกจูงมือออกไป พลางคิดในใจอย่างขมขื่น ตอนเด็กไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่ตอนนี้กลับถูกเด็กตัวเล็ก ๆ พาออกไปเล่น เธอรู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก

ขณะมองดูลูกพี่ลูกน้องในวัยเด็กจุดประทัดอย่างกล้าหาญในลานบ้าน และวิ่งไปปั้นก้อนหิมะ จู่ ๆ เซี่ยเสาก็รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในห้วงเวลาและสถานที่อันห่างไกล

ใช่แล้ว เป็นความรู้สึกที่ห่างไกล และไม่เหมือนจริง

ลูกพี่ลูกน้องของเธอในตอนนี้คงไม่รู้หรอกว่า พ่อของเธอจะเกษียณอายุและย้ายกลับมาบ้านเกิดตอนที่เธอเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย แล้วได้งานที่ไม่ค่อยดี ทำให้ฐานะทางบ้านแย่ลงทุกปี สุดท้ายแม้อายุจะมากแล้ว แต่ก็ยังต้องไปทำงานที่อื่น ถึงแม้ว่าจะเป็นทหารมาก่อน และร่างกายแข็งแรงดีมาตลอด แต่ก็ต้องทำงานแบกหามขนของจนร่างกายทรุดโทรม ส่วนอารองเซี่ยจื้อหลาน สุดท้ายก็ลาออกจากโรงงานที่กำลังจะปิดตัวลงและไปทำงานกับสามี เพื่อหาเงินส่งลูกสาวเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยในปักกิ่ง ทว่าลูกพี่ลูกน้องของเธอก็สอบเข้าคณะที่อยากเรียนไม่ได้ จึงเลือกเรียนคณะนิติศาสตร์ ถึงแม้ว่าคนอื่นจะมองว่าดีแล้ว แต่เธอก็ยังรู้สึกผิดหวัง ยิ่งไปกว่านั้น เพราะเธอมีนิสัยเหมือนเด็กผู้ชายมาตั้งแต่เด็ก อายุยี่สิบห้าย่างเข้ายี่สิบหก แต่ไม่เคยมีความรักจริง ๆ จัง ๆ ผู้ชายที่เธอชอบก็ไม่ชอบผู้หญิงแบบเธอ ทำให้เธอมักจะโทรมาบ่นกับเซี่ยเสาเป็นประจำ

เมื่อนึกถึงความทรงจำในอดีต เซี่ยเสามองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่หนาวเย็นและเงียบเหงาของฤดูใบไม้ผลิปี 1992 ก่อนก้มลงมองมือและเท้าของตัวเอง แล้วค่อย ๆ ยิ้มออกมา รู้สึกว่าช่วงเวลาที่ไร้กังวลในวัยเด็กช่างงดงาม และเธอก็รู้สึกดีใจที่ได้กลับมาใช้ชีวิตในวัยเด็กอีกครั้ง

แต่ตอนนี้ เนื่องจากเธอมีจิตวิญญาณของผู้ใหญ่ จึงไม่สามารถใช้ชีวิตแบบไร้กังวลได้อย่างแท้จริง เธอมีหลายสิ่งที่อยากทำ มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงโชคชะตา! ไม่ใช่แค่ของเธอเอง แต่รวมถึงโชคชะตาของคนที่เธอรักด้วย!

กระทั่งถึงเวลาอาหารกลางวัน เซี่ยเสาและจางหรู่ม่านลูกพี่ลูกน้องของเธอจึงกลับเข้ามาในบ้าน

คุณปู่ คุณย่า และลูก ๆ ทั้งสี่คนนั่งล้อมวงอยู่บนเตียงเตาอันอบอุ่น ส่วนเด็ก ๆ ไม่สนใจเรื่องที่ผู้ใหญ่คุยกัน สิ่งเดียวที่พวกเขาสนใจคือการกิน ทั้งไก่ เป็ด ปลา และเนื้อ ของพวกนี้ไม่ใช่จะมีโอกาสได้กินบ่อย ๆ

เพื่อไม่ให้ดูเป็นผู้ใหญ่มากเกินไป เซี่ยเสาจึงคีบกับข้าวบางส่วนใส่ชาม แล้วกินช้า ๆ คอยฟังผู้ใหญ่คุยกัน ผู้ชายคุยกันเรื่องงานกับธุรกิจ ผู้หญิงก็คุยกันเรื่องลูก เรื่องเสื้อผ้า เรื่องของกินของใช้ ซึ่งเป็นหัวข้อที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ตอนนั้น อาใหญ่เซี่ยจื้อเหมยก็พูดขึ้นว่า “พี่สะใภ้ พี่ใส่ชุดอะไรของพี่เนี่ย มันไม่แดงเกินไปหน่อยเหรอ? ผิวพี่ออกคล้ำ ๆ ไม่เหมาะกับสีแดงหรอก”

พอหลี่เจวียนได้ยินแบบนั้น สีหน้าก็ดูเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย ยิ้มแห้ง ๆ แล้วพูดว่า “น้องสาว พี่ชอบใส่สีแดงนี่นา ช่วงเทศกาลปีใหม่ก็อยากให้สดใสหน่อย ถ้าไม่ใส่ช่วงเทศกาลจะไปใส่ตอนไหนล่ะ ใส่ตอนอื่นจะยิ่งเด่นน่ะสิ”

เซี่ยจื้อหลานได้ยินแล้วก็มองพี่สาวตัวเอง แต่ไม่กล้าพูดอะไร ส่วนเจี่ยงชิวหลินเพียงยิ้ม ๆ และมองเสื้อผ้าของหลี่เจวียน แต่ก็ไม่พูดอะไรเช่นกัน เหมือนกำลังดูละครอยู่

“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรใส่สีแดงสดแบบนี้ มันยิ่งทำให้ผิวดูคล้ำ ดูเชยด้วย ยังไงก็เป็นคนที่ทำงานในเมือง การแต่งตัว การเลือกสี ก็ควรจะใส่ใจหน่อยสิ” เซี่ยจื้อเหมยเป็นครูสอนหนังสือ จึงเคยชินกับการสั่งสอนคนอื่น โดยปกติแล้วเธอจะไม่หยุดจนกว่าคนที่เธอสั่งสอนจะเงียบปาก

ในที่สุดคุณย่าก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป กระแอมในลำคอแล้วพูดว่า “เอาล่ะ เอาล่ะ แค่เรื่องเสื้อผ้า จะอะไรกันนักหนา? นี่วันปีใหม่นะ! กินข้าวต่อเถอะ”

เซี่ยจื้อเหมยถึงได้ยอมหยุด ในวันปีใหม่เช่นนี้ เธอเองก็ไม่อยากทำให้ผู้ใหญ่ไม่พอใจ จึงปล่อยเรื่องนี้ไปและไม่เอ่ยถึงอีกเลย

เซี่ยเสาที่นั่งฟังเงียบ ๆ รู้สึกเศร้าใจ แม่ของเธอเกิดในยุคที่ลำบากมาก ตอนนั้นประเทศยังวุ่นวาย อดมื้อกินมื้อ เสื้อผ้าก็แทบจะไม่มีใส่ ตอนเด็ก ๆ แม่ต้องใส่เสื้อผ้าต่อจากพี่สาว นานทีถึงจะมีเสื้อผ้าใหม่ใส่ เธอชอบเสื้อผ้าสีสันสดใส แต่ด้วยนิสัยที่อ่อนโยนและขี้อาย ทำให้เธอไม่ค่อยกล้าใส่ กลัวคนอื่นจะหัวเราะ ดังนั้นมีแค่ช่วงเทศกาลปีใหม่เท่านั้นที่เธอจะได้ใส่เสื้อผ้าสีที่ตัวเองชอบ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังถูกอาใหญ่เอาเรื่องนี้มาพูดจาดูถูกต่อหน้าทุกคน

เซี่ยเสาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง แต่บนใบหน้ากลับแสดงสีหน้าเรียบเฉย แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ในชีวิตชาตินี้ เธอจะไม่ยอมให้แม่ต้องมาเจ็บช้ำแบบนี้อีก!

ขณะนั้นเอง พ่อของเธอก็พูดขึ้น เขามองไปที่น้องสาวเซี่ยจื้อเหมยพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มว่า “สิ่งที่น้องสาวพูดก็ถูก คนผิวคล้ำไม่ค่อยเหมาะกับเสื้อผ้าสีแดง แต่พี่ชอบเห็นพี่สะใภ้ใส่สีแดงนะ พี่ว่าสวยดี”

หลี่เจวียนได้ยินแล้วก็หน้าแดง แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้ง

เซี่ยเสาคีบกับข้าวเข้าปาก แววตาเป็นประกาย หลังจากนั้นไม่นานก็เงยหน้าขึ้นมองอาใหญ่เซี่ยจื้อเหมยและอาเขยหลิวชุนฮุย

ครอบครัวของพวกเขาเริ่มต้นจากการเปิดโรงงานแปรรูปน้ำมัน ต่อมาก็สร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนให้กับบริษัทรถยนต์แบรนด์ดังในประเทศ ก่อนที่เซี่ยเสาจะย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ ครอบครัวของพวกเขาได้ก่อตั้งสาขาในเมืองหลักสามแห่งของมณฑลแล้ว พวกเขามีอสังหาริมทรัพย์มากมาย ถือว่าเป็นครอบครัวที่มีชื่อเสียงในเมือง

ลูกพี่ลูกน้องของเธอหลิวอวี่กวงอาศัยเงินที่บ้านทำธุรกิจ ตอนเรียนก็เปลี่ยนแฟนเร็วเหมือนเปลี่ยนเสื้อผ้า ต่อมาได้แต่งงานกับภรรยาที่เป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ในเมืองทางตะวันตก พ่อตาเป็นถึงรองนายกเทศมนตรีของที่นั่น ทั้งครอบครัวถือตัวว่าสูงศักดิ์กว่า ไม่เห็นหัวญาติฝั่งบ้านตระกูลเซี่ย มักพูดจาโอ้อวด และดูถูกญาติพี่น้องตระกูลเซี่ยอย่างเห็นได้ชัด

ถึงแม้ว่าเซี่ยเสาจะเข้าใจว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน ใคร ๆ ก็อยากจะประสบความสำเร็จ และมีคนนับหน้าถือตา แต่สำหรับคนที่พอมีอำนาจแล้วมาเหยียบย่ำญาติพี่น้องตัวเอง เธอไม่ชอบและไม่คิดจะให้ความเคารพนับถือ

ในบรรดาลูกทั้งสี่คนของคุณปู่คุณย่า มีเพียงครอบครัวของอาใหญ่และอาชายเท่านั้นที่มีฐานะดี แต่ก็น่าเสียดายที่ทั้งสองครอบครัวไม่ค่อยกตัญญูรู้คุณ

ตอนที่คุณย่าป่วยหนัก ลูก ๆ ควรจะผลัดกันมาดูแล แต่หลี่เจวียนแม่ของเซี่ยเสากลับรับคุณย่ามาดูแลที่บ้านโดยไม่ลังเล ส่วนอาใหญ่ซึ่งเป็นลูกสาว เคยแวะมาเยี่ยมแค่สองครั้ง เอาของมาฝากนิดหน่อย คุยไม่นานก็กลับ กระทั่งคุณย่าเสียชีวิต ก็ไม่ได้รับการดูแลจากลูกสาวคนนี้เลยแม้แต่วันเดียว

เซี่ยเสาก้มหน้าลง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยอย่างเย็นชา มีคำกล่าวที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เวรกรรมมีจริง! น่าเสียดายที่เธอได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งเสียแล้ว ในชีวิตก่อนหน้านี้ เธอไม่ได้เห็นว่าครอบครัวของเซี่ยจื้อเหมยนั้นอยู่สุขสบายไปตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า?

เธอจ้องมองไปที่หลิวชุนฮุยและเซี่ยจื้อเหมย ขณะรู้สึกสงสารคุณย่าอยู่ในใจ

แต่ในตอนนั้นเอง ก็เกิดเรื่องที่ทำให้เซี่ยเสาตกใจ

ภายในหัวของเธอพลันปรากฏภาพต่าง ๆ ขึ้นมา!

เป็นภาพในตอนกลางคืน เปลวไฟลุกโชนสว่างไปครึ่งฟ้า บรรยากาศเต็มไปด้วยความโกลาหล มีแต่คนวิ่งหนีไฟและดับไฟอยู่ทั่ว สถานที่ที่ไฟไหม้ดูเหมือนจะเป็นสายการผลิตของบริษัทแห่งหนึ่ง

จากนั้น เธอก็เห็นร่างอ้วนเตี้ยคนหนึ่งแย่งสายยางจากพนักงานดับเพลิงแล้ววิ่งเข้าไปดับไฟด้วยตัวเอง ลักษณะของคนคนนั้นเหมือนกับหลิวชุนฮุย ซึ่งเป็นอาเขยของเธอไม่มีผิด!

หลังจากนั้น ภาพก็เปลี่ยนไปอีก คราวนี้เป็นอาเขยหลิวชุนฮุยกับอาใหญ่เซี่ยจื้อเหมยเดินไปเยี่ยมบ้านทุกหลังด้วยกัน แววตาเย่อหยิ่งในอดีตหายไปหมด ดูเหมือนกำลังอ้อนวอนขอร้องอะไรบางอย่างด้วยความถ่อมตัว ตอนนี้อาเขยมีผมหงอกเต็มหัว และดูแก่ขึ้นมาก

ต่อมาเป็นภาพของลูกพี่ลูกน้องกับภรรยาที่ทะเลาะกันไม่หยุด ภรรยาของเขาอุ้มลูกแล้วเดินออกจากบ้านไป

เซี่ยเสาเบิกตากว้าง มองภาพฉากเหล่านั้นด้วยความตกใจ ภาพเหล่านั้นดูสมจริงราวกับเกิดขึ้นตรงหน้า ก่อนที่ในที่สุดเธอจะรู้สึกว่ามีคนมาสะกิด

ภาพเหล่านั้นหายวับไปในทันที เซี่ยเสาหันไปมอง ก็เห็นว่าแม่กำลังมองเธอด้วยความสงสัย “ทำไมลูกเอาแต่มองอาใหญ่กับอาเขยแทนที่จะกินข้าวล่ะ?” พูดพลางคีบเนื้อปลาใส่ชามให้เธอ “กินเร็ว ๆ สิ”

เซี่ยเสาพยักหน้ารับ ถือชามและก้มหน้าลงกินข้าว หัวใจเต้นแรงไม่หยุด

เมื่อกี้นี้ สิ่งที่เธอเห็น มันคืออะไรกันแน่?

จบบทที่ บทที่ 4 การปรากฏตัวของตาที่สาม

คัดลอกลิงก์แล้ว