เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 การให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว

บทที่ 3 การให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว

บทที่ 3 การให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว


บทที่ 3 การให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว

ในความคิดของเซี่ยเสา สิ่งที่คุณปู่พูดเมื่อครู่ เราอย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องอื่นเลยดีกว่า แต่คำว่า “หลานชายคนโต” นั้นหมายความว่ายังไง? พ่อของเธอเป็นลูกชายคนโตของบ้าน เซี่ยเสาจึงถือเป็นหลายสาวคนโต ไม่ต้องพูดถึงว่าอาสะใภ้กำลังจะคลอดลูกสาวในเวลาต่อมา แต่ถึงแม้ว่าเธอจะคลอดลูกชายจริง ๆ เด็กคนนั้นก็ควรเป็นแค่หลานชายคนเล็ก! คุณปู่พูดแบบนี้ ไม่เท่ากับว่าตัดเธอออกไปเลยเหรอ?

คุณปู่ของเซี่ยเสา เซี่ยกั๋วสี่ เป็นทหารผ่านศึกที่เกษียณอายุแล้ว เดิมทีทหารอย่างเขาน่าจะถูกจัดให้ไปทำงานสบาย ๆ ในเมือง ได้รับความเคารพนับถือจากผู้คน หรืออย่างน้อยก็เป็นข้าราชการบำนาญ แต่เพราะนิสัยแย่ ๆ ไม่ไว้หน้าใครของเขา สุดท้ายก็ไปทำให้คนอื่นไม่พอใจ จนถูกส่งตัวไปอยู่ชนบทพร้อมกับได้รับที่ดินทำกินเพียงไม่กี่ไร่ ทำให้เซี่ยกั๋วสี่รู้สึกไม่พอใจ จึงไม่ยอมทำไร่ทำนา และปล่อยให้คุณย่าจัดการทั้งหมด ส่วนตัวเองก็ทำตัวเป็นเจ้าบ้าน นั่งดื่มเหล้าอยู่ในบ้านทุกวัน แถมยังยึดติดกับความคิดดั้งเดิมที่ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว เซี่ยเสาเคยได้ยินแม่เล่าว่า ตอนที่เธอเกิดมา คุณปู่ได้ยินว่าเป็นเด็กผู้หญิง ก็ไม่แม้แต่จะชายตามองเธอเลยเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ๆ

ตอนนี้อาสะใภ้เจี่ยงชิวหลินตั้งครรภ์แล้ว คุณปู่ก็เลยฝากความหวังไว้กับลูกสะใภ้คนเล็ก หวังว่าเธอจะให้กำเนิดทายาทสืบสกุล แต่ช่างน่าขันที่ความหวังของเขากำลังจะพังทลาย

ในความเป็นจริง หลังจากเซี่ยจื้อเหว่ยลูกชายที่เกิดกับภรรยาคนแรกแต่งงาน เขาก็ให้กำเนิดลูกชายหนึ่งคน แต่ลูกชายคนนี้ได้รับอิทธิพลจากพ่อที่เป็นนักเลง จึงมีนิสัยเกเร ไม่ตรงกับความต้องการของคุณปู่ที่อยากได้หลานชายที่เพียบพร้อม คุณปู่จึงฝากความหวังไว้กับลูกชายอีกสองคน  แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ทำให้เขาผิดหวัง

เซี่ยเสาในวัยเด็ก แม้จะไม่เข้าใจโลกที่ซับซ้อนของผู้ใหญ่ แต่เธอก็รับรู้ได้ถึงคำพูดและการกระทำที่เย็นชา รวมถึงความไม่ใส่ใจของคุณปู่ เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความรัก ซึ่งเป็นบาดแผลในจิตใจของเด็กน้อย ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ มีปมด้อย และเริ่มมีนิสัยเก็บตัว ในหมู่บ้าน เธอสนิทกับพี่ชุ่ยเอ๋อร์ลูกสาวของป้าเมิ่งข้างบ้านเท่านั้น หลังจากไปโรงเรียน เธอก็มีเพื่อนน้อยจนนับนิ้วได้

แต่ตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว เซี่ยเสามีความคิดแบบผู้ใหญ่ มีจิตใจที่เป็นผู้ใหญ่ ผ่านการทำงานในสังคมมาแล้ว เธอเข้าใจกฎเกณฑ์และเหตุผลต่าง ๆ ในสังคมมากมาย

ความรู้สึกด้อยค่าและความขี้ขลาดไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ กับตัวเธอเลย สิ่งเหล่านี้มีแต่จะทำให้เธอไร้ตัวตน ทำให้คนอื่นมองข้ามเธอง่ายขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ ไม่มีใครหยิบยื่นให้ใครฟรี ๆ ถ้าอยากได้ ก็ต้องไขว่คว้าด้วยตัวเอง!

ถึงแม้ตอนนี้เธอจะยังเด็ก แต่เซี่ยเสาจะไม่รอให้โตก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนแปลง ในเมื่อเธอย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ในปีนี้แล้ว ถ้าคิดจะเปลี่ยนแปลงก็ต้องเริ่มตอนนี้เลย!

ดังนั้น ในขณะที่ผู้ใหญ่ในบ้านกำลังมีบรรยากาศที่มาคุ เธอก็ทำสิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจ

เธอเดินไปหาเซี่ยกั๋วสี่ด้วยรอยยิ้ม จับมือที่หยาบกร้านจากกาลเวลาของคุณปู่ เงยหน้าขึ้นแล้วพูดด้วยรอยยิ้มหวาน “คุณปู่ขา อาสะใภ้ต้องคลอดน้องชายแน่ ๆ เลยค่ะ! พอเสาเอ๋อร์โตขึ้น เสาเอ๋อร์กับน้องชายจะดูแลคุณปู่คุณย่าด้วยกันค่ะ!”

เด็กผู้หญิงอายุเก้าขวบ เสียงยังใสเหมือนกระดิ่ง แต่รอยยิ้มที่แสนหวานและแววตาไร้เดียงสา ทำให้ทุกคนในห้องถึงกับงุนงง

คนที่ตกใจที่สุดคือเซี่ยกั๋วสี่ หลานสาวคนนี้กลัวเขามาโดยตลอด ปกติจะอยู่แต่กับคุณย่า ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเขา แล้ววันนี้เป็นอะไรไป?

เซี่ยกั๋วสี่มองเซี่ยเสาด้วยความตกใจ เด็กคนนี้หน้าตาเหมือนลูกชายเขา ผิวขาว ตาโต หน้ากลม ผมดำขลับ เห็นได้ชัดว่าโตขึ้นต้องสวยมากแน่ ๆ ตอนนี้เขารู้สึกได้ชัดเจนว่ามือของหลานสาวอยู่ในมือของเขา แค่บีบเบา ๆ ก็รู้สึกได้ถึงความนุ่มนิ่มเหมือนจะบีบน้ำออกมาได้

ถึงแม้ว่าเขาจะให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว และคิดว่าหลานชายสำคัญกว่าหลานสาว แต่ผ่านมาหลายปีแล้ว เขาก็ยอมรับความจริงได้ เพียงแต่ในใจก็ยังอยากมีหลานชายอยู่บ้าง ก็เลยเย็นชาใส่หลานสาวคนนี้ แต่ยังไงก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง พอถูกเด็กน้อยมองด้วยแววตาไร้เดียงสาแบบนี้ ถ้าบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลยก็คงเป็นการพูดโกหก

ในขณะที่เซี่ยกั๋วสี่ยังคงตกตะลึง คุณย่าของเซี่ยเสาเป็นคนแรกที่ยิ้มออกมา

“โอ้โห ตาเฒ่า ดูสิ หลานสาวของเราช่างน่ารักอะไรอย่างนี้! ยังเด็กแค่นี้ก็รู้แล้วว่าโตขึ้นต้องกตัญญูรู้คุณ เป็นเด็กดีของเราจริง ๆ ไม่เสียแรงที่เลี้ยงดูมา!”

อาชายกับอาสะใภ้ก็หัวเราะออกมา คำพูดของเด็ก ๆ มักจะเป็นมงคล ยิ่งในช่วงเทศกาลวันปีใหม่แบบนี้ การที่เด็กพูดว่าในท้องเป็นเด็กผู้ชาย ก็เหมือนเป็นคำอวยพรที่ดีที่สุด พวกเขาก็เลยดีใจกันมาก

คนที่รู้สึกดีใจที่สุดคงหนีไม่พ้นพ่อแม่ของเซี่ยเสา แม่ที่ตอนแรกมีสีหน้าเศร้าหมอง ก็เปลี่ยนเป็นมองลูกสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและโล่งใจ ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้ไปเรียนรู้วิธีเอาใจคุณปู่มาจากไหน แค่พูดประโยคเดียวก็ทำให้ทุกคนในบ้านมีความสุขได้

เซี่ยกั๋วสี่ไม่สามารถตอบสนองได้ชั่วขณะ ในที่สุดก็ตอบรับในลำคอ “อืม” แล้วเดินกลับเข้าห้องไปโดยไม่ดุด่าอะไร ซึ่งถือว่าแปลกมาก

ไม่มีใครเห็นเลยว่า เด็กน้อยที่ดูไร้เดียงสาเมื่อครู่นี้ ค่อย ๆ ก้มหน้าลงพร้อมกับความเจ้าเล่ห์ที่ฉายผ่านแววตา

นี่เป็นวิธีการรับมือแบบผู้ใหญ่ของเซี่ยเสา ถึงแม้ว่าเธอจะไม่พอใจกับการกระทำของคุณปู่ อาชาย และอาสะใภ้ แต่เธอก็ไม่สามารถระเบิดอารมณ์ใส่พวกเขาได้ เพราะตอนนี้ถึงแม้จะผ่านปีใหม่ไปแล้ว เธอก็ยังอายุแค่สิบขวบ ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรในบ้าน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสถานะ ถ้าเธออาละวาด ผลสุดท้ายก็มีแต่จะทำให้พ่อแม่ของเธอถูกตำหนิว่าเลี้ยงลูกไม่ดี ซึ่งไม่คุ้มกันเลย

บนโลกนี้ ไม่ใช่ทุกเรื่องที่ต้องใช้กำลังเข้าห้ำหั่นเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนในครอบครัว ถึงแม้จะมีความขัดแย้งกันบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายจนถึงขั้นต้องแตกหักกันไปข้าง

แม้กระทั่งกับคนแปลกหน้าก็ยังมีคำกล่าวที่ว่า อย่าง้างมือตีคนที่ยิ้มตอบ(1)! แล้วนับประสาอะไรกับคนในครอบครัวที่ยังเป็นเด็กเล็ก?

เมื่อเข้าใจหลักการนี้แล้ว เซี่ยเสาจึงทำตัวขยันขันแข็งเป็นพิเศษในช่วงสองวันนี้ ช่วยทำงานบ้านนู่นนี่ ถึงแม้จะเป็นแค่เด็ก ช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่ก็ทำให้ผู้ใหญ่รู้สึกว่าเธอเป็นเด็กดี ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า เซี่ยเสาคอยรินน้ำชาให้คุณปู่คุณย่า พูดจาไพเราะ อวยพรปีใหม่ ทำให้คุณปู่คุณย่าหัวเราะชอบใจเป็นอย่างยิ่ง

นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่คุณแม่หลี่เจวียนแต่งงานเข้ามาอยู่ในบ้านตระกูลเซี่ย ที่ไม่ได้ถูกพ่อสามีเซี่ยกั๋วสี่แสดงสีหน้าเย็นชาและดุด่าว่าเธอในช่วงเทศกาลปีใหม่ ความรู้สึกอันซับซ้อนในใจทำให้เธอถึงกับน้ำตาคลอ

แน่นอนเธอรู้ดีว่าทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับลูกสาวที่รู้ความ เธอไม่ได้ใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของลูกสาวมากนัก เพราะยังไงเสีย ใจของเด็กก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เธอเพียงแค่โล่งใจอยู่ลึก ๆ

ในวันส่งท้ายปีเก่าปีนี้ ครอบครัวอบอุ่น ทุกคนต่างมีความสุขกับช่วงเวลาดี ๆ ที่หาได้ยากนี้ ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่าเซี่ยเสาผู้ที่ทำให้เกิดเรื่องราวดี ๆ ทั้งหมดนี้กำลังแอบถอนหายใจ

เรื่องพวกนี้ง่ายเกินไปสำหรับเธอ เธออดใจร้อนไม่ได้ พอผ่านปีใหม่ไป เธอก็จะอายุสิบขวบแล้ว กำลังขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แต่ในตอนนี้ หลักสูตรชั้นประถมมันง่ายเหมือนของเล่นเด็ก เสียเวลาเรียนเปล่า ๆ หรือว่าเธอควรจะข้ามชั้นไปเรียนมัธยมต้นดี? พูดตามตรง หลักสูตรมัธยมต้นเธอก็ข้ามได้ แต่เธอจะข้ามชั้นไปเรียนมัธยมปลายเลยคงไม่ได้กระมัง? แบบนั้นไม่ใช่เด็กอัจฉริยะแล้ว แต่เป็นปีศาจ!

เซี่ยเสาต้องคิดให้รอบคอบว่า ถ้าเธอเลือกที่จะข้ามชั้นไปเรียนระดับที่สูงขึ้น การเป็นเด็กอัจฉริยะจะทำให้เธอได้รับอะไรบ้าง ซึ้งคงหนีไม่พ้นคำชื่นชม เสียงยกย่อง บวกกับการได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียนจากทางโรงเรียน รางวัลพิเศษ และสื่อต่าง ๆ มาทำข่าว การศึกษาภาคบังคับแค่เรียกเก็บเฉพาะค่าธรรมเนียมเบ็ดเตล็ดซึ่งไม่มากนัก ส่วนรางวัลพิเศษ ถ้าดูจากสภาพเศรษฐกิจในยุคนี้ ก็น่าจะไม่ได้มีมูลค่ามากเท่าไหร่

สำหรับเซี่ยเสาแล้ว สิ่งที่ทำให้เธอเสียใจที่สุดในชาติที่แล้ว นอกจากการที่ไม่ได้เห็นหน้าคุณย่าก่อนท่านเสียชีวิต อีกสิ่งหนึ่งที่ติดค้างอยู่ในใจคือ ตอนที่เธอเรียนจบชั้นมัธยมต้น โรงงานของพ่อถูกปิดตัวลง พ่อเลือกที่จะไปทำงานในเมืองทางใต้เพียงลำพังเพื่อให้เธอมีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลให้พ่อต้องแยกกันอยู่กับแม่เป็นเวลานานถึงสิบปี!

ในชีวิตชาตินี้ เธอต้องหยุดยั้งไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก! พูดง่าย ๆ ว่า วิธีเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ได้ก็คือเงิน! มีแต่เงินเท่านั้น ที่จะทำให้พ่อแม่ของเธอไม่ต้องแยกจากกันอีก

ที่จริงแล้วเซี่ยเสารู้ดีแก่ใจว่า สิ่งที่เธออยากทำมากที่สุดก็คือการทำธุรกิจ! แต่ตอนนี้ด้วยอายุของเธอแล้ว...

ดูเหมือนว่าเธอจะต้องคิดและวางแผนอย่างรอบคอบ

ในวินาทีที่เสียงระฆังปีใหม่ดังขึ้น เสียงประทัดก็ดังขึ้นทั่วลานบ้าน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขนี้ เซี่ยเสาเริ่มครุ่นคิด

ในตอนนั้นเธอไม่รู้เลยว่า จุดเปลี่ยนจะมาถึงในอีกสองวันต่อมา ซึ่งก็คือวันปีใหม่วันที่สอง

การค้นพบที่น่าตกใจในวันนั้น ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอไปตลอดกาล และทำให้เธอสร้างยุคแห่งความรุ่งโรจน์ดุจเทพนิยาย ทั้งในวงการธุรกิจ การเมือง และแม้แต่ในโลกใต้ดิน...

……….……….……….……….

• อย่าง้างมือตีคนที่ยิ้มตอบ (伸手不打笑脸人) หมายถึง ถ้ามีคนยิ้มให้ แสดงความเป็นมิตร ก็ไม่ควรทำร้ายเขา หรือ ไม่ควรทำร้ายคนที่แสดงความหวังดี สุภาษิตนี้สอนให้รู้ว่า แม้ว่าเราจะโกรธ หรือไม่พอใจอีกฝ่าย แต่ถ้าเขาแสดงท่าทีที่ดี เราก็ควรจะใจเย็นลง และพยายามแก้ปัญหาโดยสันติวิธี แทนที่จะใช้กำลัง หรือตอบโต้ด้วยความรุนแรง

จบบทที่ บทที่ 3 การให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว

คัดลอกลิงก์แล้ว