เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 ความลำเอียงที่เห็นแก่ตัว

บทที่ 2 ความลำเอียงที่เห็นแก่ตัว

บทที่ 2 ความลำเอียงที่เห็นแก่ตัว


บทที่ 2 ความลำเอียงที่เห็นแก่ตัว

เซี่ยเสาย้อนเวลากลับมาในฤดูหนาวปีนั้น หลังจากทำใจยอมรับกับการเกิดใหม่ได้แล้ว สิ่งที่เธอทำได้ก็มีเพียงแค่ยกเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งหน้าบ้านหลังเก่า มองดูหิมะที่ตกโปรยปรายลงมาพลางถอนหายใจ

วันปีใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว พอขึ้นปีใหม่ก็จะเป็นปี 1992 ปีนี้ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ ผู้นำประเทศได้กล่าวสุนทรพจน์ครั้งสำคัญ โดยสนับสนุนให้ปฏิรูปและเปิดประเทศเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจอย่างล้ำลึก นับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป มีคนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ยอมละทิ้งชามข้าวเหล็ก หรืออาชีพข้าราชการที่มั่นคง ผู้คนกล้าที่จะลงทุนทำธุรกิจมากขึ้น ซึ่งสร้างเศรษฐีผู้มั่งคั่งขึ้นมาจำนวนหนึ่ง!

“เฮ้อ!” นี่เป็นการถอนหายใจครั้งที่เท่าไหร่ของวันนี้แล้วก็ไม่รู้

ปีนี้เป็นปีแห่งโอกาสสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับเซี่ยเสาแล้ว ร่างกายที่เล็กและแขนขาสั้น ๆ ของเด็กอายุ 10 ขวบจะทำอะไรได้?

“เสี่ยวเสาเอ๊ย เด็กคนนี้! อากาศหนาวขนาดนี้ มานั่งทำอะไรอยู่หน้าบ้าน? เข้ามาเร็ว ๆ มาชิมซุปไก่ที่ย่าเพิ่งตุ๋นเสร็จนี่”

เสียงของคุณย่าดังมาจากด้านหลัง เซี่ยเสาหันกลับไปมอง และเห็นใบหน้าที่ใจดีของคุณย่า ในเวลานี้คุณย่ายังมีผมขาวไม่มากนัก ริ้วรอยบนใบหน้าก็ยังไม่ลึก แต่แววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความเอ็นดูที่มีต่อเธอยังคงเหมือนเดิม

ตั้งแต่เซี่ยเสาตกลงไปในน้ำเย็นเฉียบ คุณย่าก็ดูแลเธอเป็นอย่างดีเสมอมา และถึงกับฆ่าไก่ตัวเมียที่เลี้ยงไว้ในบ้านเพื่อนำมาตุ๋นซุปให้เธอกินทุกวัน เพราะกลัวว่าเธอจะเป็นหวัดเรื้อรัง แล้วล้มป่วยง่ายในช่วงหน้าหนาว

สมัยนี้ไม่เหมือนสิบปีข้างหน้า ที่อยากกินอะไรก็ไปซื้อที่ซูเปอร์มาร์เก็ตได้เลย ไม่ว่าจะเป็นไก่ เป็ด ปลา เนื้อ ผัก หรือผลไม้ ในช่วงฤดูหนาวของทางภาคเหนือ อาหารการกินยังไม่ค่อยหลากหลาย กะหล่ำปลีและหัวไชเท้าต้องถูกเก็บไว้ในหลุมใต้ดิน ไก่และเป็ดถือเป็นอาหารหรูที่จะกินได้แค่ช่วงเทศกาลเท่านั้น

แม้จะยังไม่ถึงวันปีใหม่ แต่ไก่ตัวเมียที่บ้านถูกเชือดไปแล้วถึงสามตัว เซี่ยเสารู้ดีว่ามันยากขนาดไหน ดังนั้นในทุก ๆ วันเธอจะยกชามขึ้นซดน้ำซุป รสชาติที่คุ้นเคยนั้นทำให้ดวงตาของเธอพร่ามัวด้วยหยาดน้ำตาเสมอ

บางทีการได้ย้อนเวลากลับมาในวัยเด็ก อาจเป็นสิ่งที่สวรรค์มอบให้เธอ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะได้มีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตในวัยเด็กอีกครั้ง การได้กลับมาอยู่ในช่วงวัยเด็ก หมายถึงชีวิตยังอยู่ในจุดเริ่มต้น ทุกอย่างยังไม่เริ่มต้นขึ้น

เธออยากจะเปลี่ยนแปลงโชคชะตา ยังไงก็ต้องหาโอกาสให้ได้!

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เซี่ยเสาก็ยิ้มออกมา ไม่ว่ายังไงก็ตาม ในวันปีใหม่ครั้งแรกหลังจากเกิดใหม่ที่ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา เธอต้องมีความสุขให้เต็มที่!

วันนี้เป็นวันที่ยี่สิบเก้าของเดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติ พ่อแม่ของเซี่ยเสาหยุดงานแล้วเดินทางกลับมาจากในเมือง หอบข้าวของพะรุงพะรังเข้ามาในบ้าน ทั้งไก่ เป็ด ปลา เนื้อ และผักอีกสิบกว่าชนิด ซึ่งล้วนเป็นของกินสำหรับช่วงปีใหม่นี้ เซี่ยเสารีบวิ่งเข้าไปช่วยถือของด้วยความดีใจ ร่างเล็ก ๆ ถือถุงใบใหญ่ดูงุ่มง่ามและน่ารัก ทำให้พ่อแม่หัวเราะชอบใจ พลางชมว่าเธอเป็นเด็กดี

คุณปู่กำลังฟังวิทยุอยู่ในบ้าน พ่อแม่เข้าไปทักทายคุณปู่ จากนั้นแม่ก็ไปล้างมือและช่วยคุณย่าเตรียมเป็ดไก่ไว้สำหรับวันปีใหม่พรุ่งนี้

หมู่บ้านที่บ้านเกิดชื่อว่าหมู่บ้านสิบลี้ ตามชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าอยู่ห่างจากตัวเมืองเพียงสิบลี้ การเดินทางกลับจากตัวเมืองใช้เวลาไม่นาน แต่ในความทรงจำวัยเด็กของเซี่ยเสา ทุกครั้งที่ถึงเทศกาลวันปีใหม่ อาชายกับอาสะใภ้จะมาถึงช้ามาก พวกเขามักจะมาตอนที่ฟ้ามืดแล้ว ทั้งที่ตอนนั้นคุณย่ากับแม่ทำงานในครัวมาทั้งวัน เหนื่อยจนขาแทบจะยืนไม่ตรง

คุณปู่เซี่ยกั๋วสี่มีลูกทั้งหมดห้าคน เซี่ยจื้อเหว่ยเป็นลูกชายคนโต เกิดจากภรรยาคนแรก ภรรยาคนแรกเสียชีวิตด้วยโรคภัยในช่วงสงคราม เซี่ยจื้อเหว่ยแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย แล้วเข้าไปทำงานในเมืองเอกของมณฑล ต่อมางานการไม่ราบรื่น ทั้งยังไปพัวพันกับคนไม่ดี ชอบทำตัวกร่าง และข่มเหงคนอื่น ซึ่งทำให้คุณปู่โกรธมาก นิสัยของพ่อลูกคู่นี้เหมือนระเบิดเวลา เจอหน้ากันทีไรเป็นทะเลาะ หลัง ๆ เซี่ยจื้อเหว่ยก็เลยไม่ค่อยกลับบ้าน ส่วนคุณปู่เซี่ยกั๋วสี่ก็ทำเป็นเหมือนไม่มีลูกชายคนนี้

ต่อมา เซี่ยกั๋วสี่แต่งงานใหม่และมีลูกด้วยกันสี่คน เป็นผู้ชายสองคน ผู้หญิงสองคน ลูกคนโตคือพ่อของเธอชื่อว่าเซี่ยจื้อหยวน ลูกคนที่สองคืออาหญิงใหญ่เซี่ยจื้อเหมย ลูกคนที่สามคืออาหญิงรองเซี่ยจื้อหลาน และลูกคนที่สี่คืออาชายเซี่ยจื้อเทา

พ่อของเซี่ยเสา เซี่ยจื้อหยวน เป็นคนซื่อสัตย์ จริงใจ ส่วนอาชายเป็นลูกคนเล็กของบ้าน ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก นิสัยไม่ดี ตอนหนุ่ม ๆ ก็เกียจคร้าน ไม่อยากทำงาน

ในความทรงจำของเซี่ยเสา สองปีแรกหลังจากที่อาชายเซี่ยจื้อเทาแต่งงาน เขาก็แทบจะไม่ได้ทำงานเลย พอไม่มีเงินก็กลับมาขอเงินพ่อแม่ ส่วนอาสะใภ้เจี่ยงชิวหลินก็ไม่ธรรมดา ชอบบ่นว่าตัวเองลำบาก ทุกครั้งที่กลับบ้านก็จะบ่นว่าแต่งงานกับผู้ชายไม่ได้เรื่อง แล้วก็เอาเงินพ่อแม่สามีไปทีละจำนวนมาก ๆ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ค่อยดีนัก และชอบทะเลาะกันเป็นประจำ

หลังจากนั้น เซี่ยจื้อเทาได้ร่วมหุ้นกับคนอื่นทำธุรกิจวัสดุก่อสร้างและสร้างรายได้พอสมควร แต่หลังจากนั้นก็ไปมีผู้หญิงคนอื่น กระทั่งผู้หญิงคนนั้นท้องแล้วมาหาถึงบ้าน ทั้งคู่จึงทะเลาะกันใหญ่โตถึงขั้นหย่าร้าง ลูกพี่ลูกน้องหญิงของเซี่ยเสาจึงต้องติดตามพ่อไปอาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงและน้องสาวต่างแม่ ซึ่งต้องทนทุกข์กับการโดนรังแกสารพัด

แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้เป็นความทรงจำในชาติที่แล้ว

ตอนนี้ ตามความทรงจำของเซี่ยเสา สถานการณ์ดูเหมือนจะยังไม่เลวร้ายขนาดนั้น มาคำนวณเวลาดูแล้ว อาชายกับอาสะใภ้เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน และดูเหมือนว่าอาสะใภ้จะตั้งท้องในปีนี้ด้วย?

และแล้วเมื่อถึงเวลาใกล้ค่ำ เจี่ยงชิวหลินก็อุ้มท้องโย้กลับมาพร้อมกับเซี่ยจื้อเทา ทั้งคู่ไม่ได้เอาอะไรติดมือมาเท่าไหร่ พอเข้ามาในบ้าน เซี่ยจื้อเทาก็พูดว่า “พ่อ แม่ หลินหลินรู้สึกไม่ค่อยสบาย เราเลยกลับมาช้า”

“อะไรนะ? รู้สึกไม่ค่อยสบาย?” เสียงดังลั่นดังมาจากห้องด้านใน เซี่ยกั๋วสี่กำลังฟังวิทยุอยู่ ไม่ได้ออกมาดูตอนที่พ่อแม่ของเซี่ยเสากลับมาด้วยซ้ำ แต่พอได้ยินลูกชายคนเล็กพูดแบบนี้ก็รีบร้อนออกมาจากห้องพร้อมถามว่า “พวกแกอยู่ในเมือง ใกล้โรงพยาบาล ทำไมไม่พาหลินหลินไปหาหมอล่ะ? อย่ากลัวเปลืองเงินไปเลย ไม่มีเงินก็มาขอที่บ้านได้ อย่าให้หลานชายคนโตของฉันเป็นอะไรไปนะ!”

พอพูดจบ อาสะใภ้ก็ยิ้ม แอบใช้ศอกกระทุ้งอาชายเบา ๆ อาชายยิ้มแห้งพร้อมตอบกลับไปว่า “พ่อพูดอะไรอย่างนั้น เพื่อหลานชายคนโตของพ่อ คิดว่าผมจะกล้าละเลยหรือไง? แต่พ่อพูดถูกแล้วครับ วันนี้วันยี่สิบเก้า พรุ่งนี้ก็วันปีใหม่แล้ว ถ้าไปโรงพยาบาลเจอหมอที่เข้าเวร ก็ต้องมีน้ำใจหน่อยใช่ไหมครับ? ไม่งั้นหมอคงรีบกลับบ้านไปฉลองปีใหม่ แล้วใครจะมีกะจิตกะใจมารักษาคนไข้กันล่ะ”

พอคุณปู่ได้ยินแบบนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินเข้าห้องไป สักพักก็เดินออกมาพร้อมกับเงินหนึ่งพันหยวน ยื่นให้ลูกชายคนเล็กแล้วพูดว่า “เอานี่ไปใช้ก่อน ไม่พอค่อยมาขอเพิ่ม”

อาชายกับอาสะใภ้เห็นเงินแล้วก็ยิ้มหน้าบาน รีบพูดว่า “ขอบคุณครับ/ค่ะคุณพ่อ” กันยกใหญ่ ในเวลานั้นพนักงานทั่วไปในเมืองเล็ก ๆ มีเงินเดือนแค่สองร้อยกว่าหยวน ราคาสินค้าก็ถูก เงินหนึ่งพันหยวนในตอนนี้ดูน้อยก็จริง แต่ในสมัยนั้นมันเทียบเท่ากับเงินเดือนที่คนคนหนึ่งเก็บหอมรอมริบไม่กินไม่ใช้ประมาณสี่ถึงห้าเดือนเลย! พอทั้งคู่เห็นเงินก้อนนั้นก็เลยดีใจเป็นธรรมดา

แต่พอแม่ของเซี่ยเสามาเห็น สีหน้าก็เปลี่ยนไป แม่เป็นคนอ่อนโยน เป็นลูกสะใภ้ที่กตัญญู แต่พ่อสามีกลับลำเอียงไปเข้าข้างลูกสะใภ้คนเล็กต่อหน้าเธอ ต่อให้เธอเป็นคนอ่อนโยนแค่ไหนก็อดน้อยใจไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เงินจำนวนนี้เป็นเงินที่พ่อแม่ของเซี่ยเสาตั้งใจเอามาให้พ่อแม่สามี แต่มันกลับถูกเอาไปให้กับอาชายและอาสะใภ้

แม่หันไปมองพ่อ พ่อยิ้มเล็กน้อยแล้วตบมือแม่เบา ๆ เพื่อปลอบใจ ในความคิดของพ่อ ในเมื่อตั้งใจเอาเงินจำนวนนี้มาให้พ่อแม่อยู่แล้ว ส่วนทั้งสองคนจะจัดการยังไงก็แล้วแต่พวกเขา

แม่ถอนหายใจเบา ๆ แล้วหันมามองลูกสาว แววตาเต็มไปด้วยความเศร้า

เรื่องราวเหล่านี้เหมือนกำลังย้อนกลับมา มันเกิดขึ้นจริง ๆ ในความทรงจำของเซี่ยเสา แต่เซี่ยเสาในเวลานั้นยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจความขัดแย้งของผู้ใหญ่ เธอไม่เคยเข้าใจว่าทำไมแม่ถึงมองเธอด้วยแววตาเศร้าสร้อย

แต่ตอนนี้ เธอมีจิตวิญญาณของผู้ใหญ่ที่อายุเกือบสามสิบปี เมื่อมองย้อนกลับไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต ก็อดรู้สึกอัดอั้นตันใจไม่ได้

จบบทที่ บทที่ 2 ความลำเอียงที่เห็นแก่ตัว

คัดลอกลิงก์แล้ว