- หน้าแรก
- กำเนิดเทพเจ้าโบราณ
- บทที่ 208 อักขระแห่งสัจธรรม
บทที่ 208 อักขระแห่งสัจธรรม
บทที่ 208 อักขระแห่งสัจธรรม
อันที่จริง...ไอ้เรื่อง "ตำราทองคำดำ" ที่คาร์ลอยเพิ่งนึกขึ้นมาได้เมื่อกี๊ มันก็แค่ความคิดเพ้อเจ้อแวบขึ้นมาในหัวเท่านั้นแหละ เขาคิดว่าสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับตำราแสงศักดิ์สิทธิ์ ก็น่าจะเป็น "คัมภีร์มารดำ" ทั้งสี่เล่มนั่นมากกว่า
ตอนนี้เขาได้คัมภีร์มารดำเล่มหนึ่งกับเล่มสามมาไว้ในครอบครอง แถมยังได้ตำราทองคำเล่มนี้มาอีก... เรียกได้ว่าการมาครั้งนี้โคตรจะคุ้ม!
ในขณะที่คนข้างนอกยังคงสู้กันแทบเป็นแทบตายเพื่อหนังสือที่อยู่ในมือเขาตอนนี้... แค่คิดก็ฟินแล้ว การเก็บเกี่ยวครั้งนี้มันช่างน่าพึงพอใจเสียจริง ๆ
แต่ถึงอย่างนั้น คาร์ลอยก็ยังคงสนใจหนังสือเล่มอื่น ๆ อยู่ดี ถ้าหาจากที่นี่ไม่ได้... หลังจากออกไปแล้ว ถ้าเขารู้ว่าใครมีหนังสือแบบนี้อยู่ในมือล่ะก็... เขาจะต้องขอยืมมาอ่านให้ได้
เขาว่ากันว่า...หนังสือถ้าไม่ยืมเขามา ก็จะไม่อ่านไม่ใช่เหรอ? อีกอย่าง...ความกระหายในความรู้ของข้า มันไม่เรียกว่าความโลภหรอก...ใช่ปะ?
ดูอย่างพวกบัณฑิตสมัยโบราณสิ เพื่อเกียรติยศชื่อเสียงและความรู้ ยอมอดทนลำบากแทบตาย เมื่อเทียบกับพวกเขาแล้ว ความต้องการของข้ามันก็แค่เรื่องจิ๊บ ๆ เท่านั้นแหละ
คาร์ลอยสำรวจดูรอบ ๆ อีกครั้ง แต่ก็ไม่พบอะไรที่มีประโยชน์อีก และดูเหมือนว่าเวลาจะผ่านไปนานแล้วเหมือนกัน เขาเริ่มกลัวว่ามาทิลด้าอาจจะเจอกับเรื่องอันตราย จึงตัดสินใจถอนตัวออกจากที่นี่
หลังจากเก็บตำราทองคำเข้าที่เรียบร้อย คาร์ลอยก็ออกจากวิหารได้อย่างง่ายดาย และใช้พลังล่องหนอีกครั้ง
การต่อสู้ด้านนอกยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด และเห็นได้ชัดว่าตอนนี้ฝ่ายแสงสว่างกำลังถูกกดดันอย่างหนัก
แต่เจ้าพวกนี้ไม่รู้ไปได้ยินข่าวลือมาจากไหน ถึงได้ปักใจเชื่อว่าหนังสือในวิหารแห่งนี้คือสุดยอดสมบัติล้ำค่า เลยไม่มีใครยอมถอยแม้แต่คนเดียว
คาร์ลอยเดินอ้อมเป็นวงใหญ่เพื่อออกจากบริเวณนั้น และไปหามาทิลด้าจนเจอ
"เป็นยังไงบ้างคะ?" ทันทีที่เห็นคาร์ลอยปรากฏตัว มาทิลด้าก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วเอ่ยถามทันที
"ได้หนังสือมาเล่มหนึ่ง ตอนนี้เราถอยกันก่อน อย่าเพิ่งเดินหน้าต่อ" คาร์ลอยบอก
มาทิลด้าพยักหน้า แล้วเดินตามคาร์ลอยกลับออกไปทางประตูม่านแสงที่พวกเขาเข้ามา
เมื่อมาถึงที่ปลอดภัยแล้ว มาทิลด้าก็เอ่ยถามด้วยความอยากรู้ "สรุปแล้วท่านพี่ได้หนังสืออะไรมาเหรอคะ? พวกเขาสู้กันเอาเป็นเอาตายแท้ ๆ แต่ท่านพี่กลับฉกมาได้แบบไม่ให้ใครรู้ตัวเลย"
คาร์ลอยยิ้มมุมปาก "ของแบบนี้... พวกมันไม่มีวาสนาพอจะได้ไปหรอก"
จากนั้น เขาก็ยื่นตำราทองคำให้มาทิลด้าดู
มาทิลด้าเปิดตำราทองคำออกดู ถึงแม้หน้ากระดาษจะดูเหมือนทำจากทองคำ แต่เมื่อพลิกดู กลับรู้สึกนุ่มนวลราวกับขนนก
ภายในหนังสือไม่ได้มีตัวอักษรเขียนไว้หนาแน่น แต่ในแต่ละหน้ากลับมีเพียงอักขระสีทองที่ดูซับซ้อนและแปลกประหลาดอยู่เพียงตัวเดียวเท่านั้น
หน้ากระดาษสีทอง...อักขระสีทอง...ตามหลักแล้วมันน่าจะมองเห็นได้ยาก แต่มาทิลด้ากลับมองเห็นมันได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
หลังจากคืนหนังสือให้คาร์ลอยแล้ว มาทิลด้าก็พูดขึ้น "ของศักดิ์สิทธิ์ขนาดนี้ แค่ถือไว้ในมือก็รู้สึกหนักอึ้งแล้วค่ะ ดูเหมือนว่า...หนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า 'สัจธรรม' นะคะ"
คาร์ลอยขมวดคิ้ว "'สัจธรรม' ที่เจ้าว่า...มันหมายความว่ายังไง?"
มาทิลด้าทำหน้าครุ่นคิด "อธิบายยากเหมือนกันค่ะ... เอาเป็นว่า...ก่อนที่ทุกสรรพสิ่งจะถือกำเนิดขึ้น 'สัจธรรม' ได้ดำรงอยู่ก่อนแล้ว"
"คนโบราณได้วาดมันออกมาเป็นภาพง่าย ๆ จากนั้นก็ค่อย ๆ พัฒนาต่อยอด จนกลายเป็นอารยธรรมที่ซับซ้อนอย่างพวกเราในทุกวันนี้"
"แต่อารยธรรมของเรากลับเป็นเพียงแค่กิ่งก้านสาขาที่แตกแขนงออกไป กลับไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของโลกได้เหมือนอารยธรรมโบราณ"
"สัจธรรมหลาย ๆ อย่าง...ต่อให้เราใช้ภาษาและตัวอักษรในยุคปัจจุบันทั้งหมดมาอธิบาย ก็อธิบายได้เพียงแค่แง่มุมเดียว ไม่สามารถอธิบายทั้งหมดได้"
"ซึ่งมันเทียบไม่ได้เลยกับอักขระในหนังสือของท่านพี่ ที่สามารถแสดงถึง 'สัจธรรม' ได้อย่างแม่นยำ... แต่ว่า...ของแบบนั้นต้องใช้การ 'เข้าถึง' ด้วยตัวเอง ไม่สามารถอธิบายหรือถ่ายทอดเป็นคำพูดได้หรอกค่ะ"
คาร์ลอยพยักหน้า เขาพอจะเข้าใจที่มาทิลด้าพูดอยู่บ้าง แนวคิดนี้มันคล้าย ๆ กับที่ว่า 'เต๋าที่เอ่ยออกมาได้ ไม่ใช่เต๋าที่แท้จริง'
ดูท่าว่า...การจะทำความเข้าใจตำราทองคำที่เขาได้มาเล่มนี้ คงจะเป็นเรื่องที่ยากเอาการอยู่เหมือนกัน
ขณะที่คิดเช่นนั้น คาร์ลอยก็ลองเปิดหนังสือหน้าแรกดู
แต่...เรื่องน่าประหลาดก็เกิดขึ้น! อักขระตัวแรกนั้น...เขากลับเข้าใจมันได้ในทันที! มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดมาก เหมือนกับว่าสวรรค์ประทานพรให้ หรือไม่ก็เหมือนกับพรสวรรค์ที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเขาเกิดปิ๊งแวบตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ในเวลาเดียวกันนั้น อักขระสีทองที่ซับซ้อนก็ได้ถูกสลักลึกลงไปในโลกแห่งจิตของเขา ราวกับเป็นดวงดาวดวงใหม่ในจักรวาลแห่งจิตใจ
มันเป็นสิ่งที่ล้ำลึกเกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูดได้ แต่คาร์ลอยรู้ว่า...พลังที่อักขระตัวนี้มอบให้แก่เขาคือ...การเยียวยาชีวิต
มันแตกต่างจากเวทแสงศักดิ์สิทธิ์ของเขา...แต่จะต่างกันตรงไหนนั้น...เนื่องจากยังไม่ได้ทดลองใช้ คาร์ลอยก็ยังบอกไม่ได้แน่ชัด
และในวินาทีนั้นเอง...คาร์ลอยก็เพิ่งจะสังเกตเห็นปัญหาหนึ่งขึ้นมา
นั่นก็คือ...เวลาที่พาลาดินทุกคนใช้เวทแสงศักดิ์สิทธิ์ อันที่จริงแล้ว...ภายในประกายแสงนั้น จะมี "ลวดลาย" บางอย่างปรากฏอยู่จาง ๆ
สิ่งนี้ไม่เคยมีใครใส่ใจศึกษาอย่างลึกซึ้ง เพราะพลังนี้ได้มาจากการฝึกฝนในชีวิตประจำวัน
เวทมนตร์ของพาลาดินนั้นแตกต่างจากของจอมเวท คือมันไม่มีคาถาท่อง แต่ใช้วิธี "อธิษฐาน" เพื่อร่ายเวทออกมา
เพียงแค่มีพลังแสงศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งและผ่านการฝึกฝนมาอย่างเพียงพอ เวลาจะใช้เวทพวกนี้ก็แค่คิดในใจก็พอ
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พาลาดินสามารถทำการรักษาได้อย่างรวดเร็ว
แต่ตอนนี้...หลังจากได้รับแรงบันดาลใจจากอักขระในตำราทองคำ คาร์ลอยก็พลันคิดได้ว่า...ที่แท้...ลวดลายจาง ๆ ในพลังแสงศักดิ์สิทธิ์นั่นก็คืออักขระรูปแบบหนึ่งนั่นเอง!
การใช้พลังของอักขระชี้นำพลังแสงศักดิ์สิทธิ์ให้เกิดผลบางอย่าง...มันช่างคล้ายคลึงกับพลังของเดธไนท์อยู่บ้างเหมือนกัน!
คาร์ลอยเก็บตำราทองคำเข้าที่ เขาไม่อยากจะมานั่งขบคิดเรื่องพวกนี้ในสภาพแวดล้อมที่อันตรายแบบนี้ ของดีไม่ต้องรีบ...รอให้กลับไปอย่างปลอดภัยก่อน เขามีเวลาเหลือเฟือที่จะศึกษาเรื่องพวกนี้
และหลังจากผ่านเรื่องราวมามากมาย...ในที่สุดคาร์ลอยก็ตระหนักได้ว่า...ความคิดของตัวเองในช่วงหลายปีก่อนที่เกี่ยวกับการฝึกฝนพลังนั้น...มันช่างไร้เดียงสาและน่าหัวเราะสิ้นดี
พลังในโลกใบนี้มันซับซ้อนและลึกล้ำเกินกว่าที่เขาจะสามารถสร้างขึ้นมาใหม่ตามใจชอบโดยอิงจากเกมได้
ความคิดแบบนั้นในตอนนั้น...มันก็แค่คำพูดของเด็กน้อยดี ๆ นี่เอง...ช่างเป็นพวกไม่รู้แล้วไม่กลัวโดยแท้...หลังจากผ่านประสบการณ์และได้เรียนรู้มากมายขนาดนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคาร์ลอยจะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
"ดูเหมือนว่า...คนเรามันก็ต้องมีช่วงเวลาที่ทำอะไรปัญญาอ่อนกันบ้างแหละน่า" คาร์ลอยยิ้มแล้วคิดกับตัวเอง "คนเรามันก็เติบโตจากการทำผิดพลาดแล้วก็แก้ไขมันไปเรื่อย ๆ นี่แหละ...ล้มแล้วก็ลุก พลาดแล้วก็แก้ แก้แล้วก็พลาดใหม่...เขาเรียกว่าแกร่งเพราะโดนทุบ!"
"ท่านพี่กำลังคิดอะไรอยู่เหรอคะ? แล้วเราจะไปไหนกันต่อ?" มาทิลด้ามองคาร์ลอยแล้วเอ่ยถามขึ้น
คาร์ลอยส่ายหัว สลัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดทิ้งไปแล้วถามกลับ "เราเข้ามาในซากโบราณสถานนี่นานแค่ไหนแล้ว?"
มาทิลด้าตอบ "สองวันกว่าแล้วค่ะ"
"ครั้งนี้ก็ยังเป็นสามวันเหมือนเดิมเหรอ?"
"ใช่ค่ะ ข้าถามท่านอาจารย์แล้ว...เรื่องสำคัญขนาดนี้ท่านพี่ก็ไม่ยอมถามเขาเอง...ให้ตายสิ"