เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 207 ตำราทองคำ

บทที่ 207 ตำราทองคำ

บทที่ 207 ตำราทองคำ


การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับการเล่นชักเย่อของยักษ์ ผลัดกันรุกผลัดกันรับ เดี๋ยวฝ่ายนู้นได้เปรียบที เดี๋ยวฝ่ายนี้เอาคืนที

แต่ดูทรงแล้ว...ยังไม่มีวี่แววว่าฝ่ายไหนจะคว้าชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปได้ในเร็ว ๆ นี้

คาร์ลอยที่ซุ่มมองอยู่แอบคิดในใจ ‘แบบนี้ก็เข้าทางข้าเลยสิวะ! ปกติโชคกะโหลกกะลาของข้าไม่เคยจะดีกับเขาหรอก แต่ไหงรอบนี้ถึงได้มาถูกที่ถูกเวลางี้วะ? ข้าจะต้องเข้าไปในวิหารนั่นให้ได้ ไปดูให้เห็นกับตาว่ามันเป็นตำราบ้าบออะไรกันแน่ ถึงทำให้สองฝ่ายยอมตายกันขนาดนี้’

เมื่อคิดได้ดังนั้น คาร์ลอยก็ค่อย ๆ ย่องตีนแมวไปยังวิหารอย่างเงียบเชียบ แต่การจะฝ่าสมรภูมิรบที่กำลังเดือดปุด ๆ นี่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด

เขาต้องใช้ความระมัดระวังขั้นสูงสุด ไม่อย่างนั้นอาจจะโดนลูกหลงจากพลังเวทที่ปลิวว่อนกันให้ว่อนจนร่างพรุนได้ง่าย ๆ

แถมผู้คนยังวิ่งกันชุลมุนวุ่นวายไปหมด ขืนซวยอาจจะโดนใครสักคนวิ่งมาชนแหลกโดยไม่รู้ตัว

คาร์ลอยค่อย ๆ เคลื่อนที่อ้อมไปทางด้านหลังของกองทัพฝ่ายแสงสว่าง และในที่สุด...เขาก็มาถึงหน้าประตูหลักของวิหารจนได้

ประตูของวิหารนั้นดูโอ่อ่าอลังการอย่างยิ่ง เสาทองคำแต่ละต้นใหญ่ยักษ์ขนาดที่ต้องใช้คนสิบคนโอบถึงจะรอบ

เมื่อผ่านประตูเข้ามา คาร์ลอยก็พบกับลานกว้างขนาดใหญ่ที่รกร้างปรักหักพัง มีทั้งซากน้ำพุที่พังทลาย ศาลาขนาดยักษ์ และแปลงดอกไม้ที่แห้งเหี่ยว

ส่วนหน้าทางเข้าตัวโถงหลักของวิหาร มีรูปปั้นขนาดยักษ์ที่ล้มโค่นลงมานอนแอ้งแม้งอยู่กับพื้น

จากรูปลักษณ์ของรูปปั้น พอจะเดาได้ว่าเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่ก็มีลักษณะบางอย่างที่แตกต่างออกไป

แต่ตอนนี้คาร์ลอยไม่มีอารมณ์จะมาสวมวิญญาณนักโบราณคดีหรอกนะ เขาจึงรีบจ้ำอ้าวเข้าไปในประตูหลักทันที

ภายในโถงทางเดิน สองข้างทางเรียงรายไปด้วยรูปปั้นมนุษย์ขนาดมหึมา พวกเขาสวมชุดเกราะทองคำอร่าม ด้านหลังมีสิ่งที่ดูคล้ายกับปีก และในมือก็ถือหอกยาว

รูปปั้นทุกตนดูสง่างามและน่าเกรงขาม ราวกับมีชีวิตและกำลังจับจ้องมายังทุกย่างก้าวของเขา

ทันใดนั้นเอง คาร์ลอยก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ! สัมผัสได้ถึงอันตรายร้ายแรง! ทันใดนั้น ดวงตาของรูปปั้นทุกตนก็เริ่มส่องแสงสีทองเจิดจ้าออกมา!

คาร์ลอยตกใจสุดขีด รีบใช้พลังแสงศักดิ์สิทธิ์สร้างโล่ป้องกันขึ้นมาทันที ซึ่งนั่นก็ทำให้เวทล่องหนของเขาที่มาจากพลังแห่งเงาสลายไปในบัดดล

แต่...เรื่องประหลาดก็เกิดขึ้น...พอคาร์ลอยตั้งการ์ดพร้อมรับการโจมตีเต็มที่ พลังงานที่คุกคามจากรูปปั้นเหล่านั้นกลับสลายหายไปเฉย ๆ ซะงั้น!

คาร์ลอยถึงกับเซ็งเป็ด... อารมณ์เหมือนกับผู้หญิงที่เตรียมตัวเตรียมใจพร้อมแล้ว... แต่... ช่างมันเถอะ! ทุกคนคงเข้าใจแหละน่า

เขาส่ายหัวอย่างโล่งอก ถ้าต้องรับการโจมตีนั่นเข้าไปเต็ม ๆ จริง ๆ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะรอดหรือเปล่า

เมื่อวิกฤตผ่านพ้นไป เขาก็ค่อย ๆ เดินเข้าไปด้านในอย่างระมัดระวัง พร้อมกับคิดวิเคราะห์ในใจ

'ดูเหมือนว่ารูปปั้นพวกนี้จะเป็นระบบป้องกันสินะ... จากเหตุการณ์เมื่อกี้ ถ้าคนที่มีพลังแห่งเงาเข้ามา จะถูกโจมตี... แต่ถ้าเป็นคนที่มีพลังแสงศักดิ์สิทธิ์ จะไม่เป็นอะไร...’

‘สงสัยคนออกแบบระบบป้องกันนี้คงไม่เคยเจอคนที่มีทั้งพลังแสงและเงาในร่างเดียวกันมาก่อนแน่ ๆ พอเจอเคสแบบข้าเข้าไป ระบบมันเลยเอ๋อ ไม่โจมตีซะงั้น!’

‘อืม... แล้วถ้าเป็นคนธรรมดาเข้ามาล่ะ จะโดนโจมตีไหมนะ?’

‘อ๋อ... มิน่าล่ะ! ฝ่ายแสงสว่างถึงไม่ส่งพวกโจรหรือนักฆ่าลอบเข้ามาขโมยของ ก็เพราะเข้ามาไม่ได้นี่เอง! ส่วนพวกอันเดดยิ่งไม่ต้องพูดถึง...’

‘กลายเป็นว่าตอนนี้... ตัวข้านี่แหละที่ปลอดภัยที่สุดในที่นี้!’

คาร์ลอยเดินตามโถงทางเดินลึกเข้าไป จนกระทั่งมาถึงห้องโถงขนาดมหึมา

ตรงกลางห้องโถงฝั่งตรงข้าม มีบัลลังก์ตั้งตระหง่านอยู่ บัลลังก์ทองคำพนักพิงสูงส่งนั้นบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเจ้าของเดิมในอดีต จะต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจล้นฟ้าอย่างแน่นอน

แต่คาร์ลอยไม่สนใจบัลลังก์พรรค์นั้นแม้แต่น้อย เขาเดินเลี่ยงไปอีกทาง

สองข้างของห้องโถงมีประตูอยู่ คาร์ลอยลองเข้าไปในประตูบานหนึ่ง ซึ่งพบว่าเป็นแค่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า

เขาจึงเดินออกมาแล้วไปยังประตูอีกฝั่ง และในที่สุดก็พบว่ามันคือ...ห้องสมุดขนาดใหญ่มาก!

นี่แหละคือสิ่งที่เขาตามหา! คาร์ลอยกวาดสายตามองชั้นหนังสือสูงใหญ่ที่ตั้งชิดผนัง ซึ่งหนังสือบนชั้นได้หายไปเป็นจำนวนมากแล้ว

แต่ทว่า...บนชั้นหนังสือฝั่งหนึ่ง กลับมีหนังสือเล่มหนึ่งที่โดดเด่นสะดุดตากว่าใครเพื่อน และยังคงวางอยู่บนชั้นอย่างสมบูรณ์

คาร์ลอยเดินเข้าไป...และยื่นมือไปสัมผัสหนังสือเล่มนั้น ทันทีที่ปลายนิ้วแตะถูกปกหนังสือ เขาก็รู้สึกราวกับถูกดึงเข้าไปในห้วงแห่งความฝัน

ณ ที่แห่งนั้น คือห้วงอวกาศอันไร้ที่สิ้นสุด คาร์ลอยมองเห็นดาวเคราะห์ขนาดยักษ์มหึมาดวงหนึ่งที่ส่องประกายสีทองเจิดจรัส มีดาวตกสีทองนับไม่ถ้วนพุ่งผ่านตัวเขาไป และมุ่งตรงไปยังดาวเคราะห์ดวงนั้น

เมื่อมองดูดาวตกเหล่านั้น คาร์ลอยกลับรู้สึกผูกพันอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าพวกมันคือพี่น้องของเขา

และแล้ว...ภาพของดาวตกก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น... ที่แท้มันคือผลึกแสงศักดิ์สิทธิ์โปร่งใสที่ส่องประกายสีทองระยิบระยับ!

ผลึกแก้วเหล่านั้นหมุนวนรอบแกนกลางของตัวเอง พร้อมกับเปล่งเสียงที่ลึกซึ้งและไพเราะออกมา

"นี่มันไม่ใช่ผลึกแสงศักดิ์สิทธิ์อะไรทั้งนั้นเฟ้ย!" คาร์ลอยอุทานในใจ "ในเกมเขาเรียกไอ้แบบนี้ว่า 'นารู' ต่างหาก!"

แต่แล้วเขาก็ถอนหายใจ "เฮ้อ... จะเอามาตรฐานจากเกมมาตัดสินก็ไม่ได้นี่นะ ก็เกมนั้นมันสร้างโดยอิงจากโลกใบนี้นี่หว่า... เลิกคิดดีกว่า"

คาร์ลอยไม่รู้ว่าภาพนิมิตที่เขาเห็นมีความหมายอะไร แต่เมื่อเขาค่อย ๆ ตื่นจากภวังค์ ก็พบว่าหนังสือเล่มนั้นมาอยู่ในมือของเขาเรียบร้อยแล้ว!

รูปลักษณ์ของหนังสือได้เปลี่ยนไป มันกลายเป็นตำราที่ทำจากทองคำทั้งเล่ม และหน้ากระดาษด้านในก็ไม่ได้หนามากนัก

และแล้ว...ราวกับมีเสียงกระซิบจากสวรรค์ คาร์ลอยก็เข้าใจความหมายของภาพนิมิตเมื่อครู่นี้ในทันที

ดาวเคราะห์ยักษ์ที่เขาเห็น...ก็คือหนังสือเล่มนี้ ส่วนดาวตกสีทองที่พุ่งเข้าชนดาวเคราะห์...ก็คือการถ่ายทอดข้อมูลลงสู่หน้ากระดาษของตำราเล่มนี้ และในขณะเดียวกันก็เปลี่ยนรูปลักษณ์ของมันไปด้วย

ดูเหมือนว่า...สิ่งที่เรียกว่า "ผลึกแสงศักดิ์สิทธิ์" ที่ดูเหมือนมาจากต่างดาวนี้ จะมีความเชื่อมโยงกับโลกอาเซนอสแห่งนี้มาอย่างยาวนาน

เพียงแต่ยุคสมัยมันยาวนานเกินไปจนไม่มีใครล่วงรู้ แม้แต่มหาจอมเวทในตำนานผู้นั้นก็อาจจะไม่รู้เช่นกัน

'หรือว่า...วิหารแบบนี้ถูกสร้างขึ้นในยุคที่ผลึกแสงศักดิ์สิทธิ์เดินทางไปมาหาสู่กับดาวดวงนี้งั้นเหรอ?’

'เหมือนกับบนโลกที่สถาปัตยกรรมโบราณบางแห่ง ถูกผู้คนจินตนาการว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ต่างดาวทิ้งเอาไว้?'

คาร์ลอยส่ายหัว เรื่องพวกนี้มันซับซ้อนเกินไป คิดแล้วปวดสมองชะมัด และจากสถานการณ์เมื่อครู่นี้...ดูเหมือนว่าหนังสือเล่มนี้...จะมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่สามารถหยิบมันขึ้นมาได้

เพราะในโลกนี้...นอกจากตัวเขาแล้ว จะมีใครอีกที่มีผลึกแสงศักดิ์สิทธิ์อยู่ในร่างกาย?

เมื่อคิดถึงจุดนี้ คาร์ลอยก็ยิ่งรู้สึกว่าการเปิดออกของซากโบราณสถานแห่งนี้...มันต้องมีเป้าหมายบางอย่างแอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน

แล้วเขาก็หวนนึกไปถึงตอนที่เข้ามาในซากโบราณสถานครั้งแรก ที่ที่เขาได้รับ "ไข่มุกมารแห่งเงา" และการตกแต่งภายในกระท่อมหลังนั้นที่คุ้นเคยอย่างประหลาด...

"ฮ่า ๆๆ ดูเหมือนว่าพวกเราทุกคนจะหลงเข้ามาอยู่ในเกมของพวกตัวตนเหนือโลกเข้าซะแล้ว" คาร์ลอยหัวเราะออกมา "งั้นเราก็มาเล่นกันให้สุด ๆ ไปเลยสิ... มาดูกันว่าจะเล่นท่ายากได้สักแค่ไหน!"

ในขณะเดียวกัน คาร์ลอยก็รู้สึกว่า ในเมื่อในซากโบราณสถานแห่งนี้มี "ตำราทองคำ" ของเขาอยู่...ก็ไม่แน่ว่า...อาจจะมี "ตำราทองคำดำ" อยู่ด้วยก็เป็นได้

น่าเสียดาย...ที่เขาคงไม่มีโอกาสได้มันมาครอบครอง...

จบบทที่ บทที่ 207 ตำราทองคำ

คัดลอกลิงก์แล้ว