- หน้าแรก
- กำเนิดเทพเจ้าโบราณ
- บทที่ 207 ตำราทองคำ
บทที่ 207 ตำราทองคำ
บทที่ 207 ตำราทองคำ
การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับการเล่นชักเย่อของยักษ์ ผลัดกันรุกผลัดกันรับ เดี๋ยวฝ่ายนู้นได้เปรียบที เดี๋ยวฝ่ายนี้เอาคืนที
แต่ดูทรงแล้ว...ยังไม่มีวี่แววว่าฝ่ายไหนจะคว้าชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปได้ในเร็ว ๆ นี้
คาร์ลอยที่ซุ่มมองอยู่แอบคิดในใจ ‘แบบนี้ก็เข้าทางข้าเลยสิวะ! ปกติโชคกะโหลกกะลาของข้าไม่เคยจะดีกับเขาหรอก แต่ไหงรอบนี้ถึงได้มาถูกที่ถูกเวลางี้วะ? ข้าจะต้องเข้าไปในวิหารนั่นให้ได้ ไปดูให้เห็นกับตาว่ามันเป็นตำราบ้าบออะไรกันแน่ ถึงทำให้สองฝ่ายยอมตายกันขนาดนี้’
เมื่อคิดได้ดังนั้น คาร์ลอยก็ค่อย ๆ ย่องตีนแมวไปยังวิหารอย่างเงียบเชียบ แต่การจะฝ่าสมรภูมิรบที่กำลังเดือดปุด ๆ นี่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด
เขาต้องใช้ความระมัดระวังขั้นสูงสุด ไม่อย่างนั้นอาจจะโดนลูกหลงจากพลังเวทที่ปลิวว่อนกันให้ว่อนจนร่างพรุนได้ง่าย ๆ
แถมผู้คนยังวิ่งกันชุลมุนวุ่นวายไปหมด ขืนซวยอาจจะโดนใครสักคนวิ่งมาชนแหลกโดยไม่รู้ตัว
คาร์ลอยค่อย ๆ เคลื่อนที่อ้อมไปทางด้านหลังของกองทัพฝ่ายแสงสว่าง และในที่สุด...เขาก็มาถึงหน้าประตูหลักของวิหารจนได้
ประตูของวิหารนั้นดูโอ่อ่าอลังการอย่างยิ่ง เสาทองคำแต่ละต้นใหญ่ยักษ์ขนาดที่ต้องใช้คนสิบคนโอบถึงจะรอบ
เมื่อผ่านประตูเข้ามา คาร์ลอยก็พบกับลานกว้างขนาดใหญ่ที่รกร้างปรักหักพัง มีทั้งซากน้ำพุที่พังทลาย ศาลาขนาดยักษ์ และแปลงดอกไม้ที่แห้งเหี่ยว
ส่วนหน้าทางเข้าตัวโถงหลักของวิหาร มีรูปปั้นขนาดยักษ์ที่ล้มโค่นลงมานอนแอ้งแม้งอยู่กับพื้น
จากรูปลักษณ์ของรูปปั้น พอจะเดาได้ว่าเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่ก็มีลักษณะบางอย่างที่แตกต่างออกไป
แต่ตอนนี้คาร์ลอยไม่มีอารมณ์จะมาสวมวิญญาณนักโบราณคดีหรอกนะ เขาจึงรีบจ้ำอ้าวเข้าไปในประตูหลักทันที
ภายในโถงทางเดิน สองข้างทางเรียงรายไปด้วยรูปปั้นมนุษย์ขนาดมหึมา พวกเขาสวมชุดเกราะทองคำอร่าม ด้านหลังมีสิ่งที่ดูคล้ายกับปีก และในมือก็ถือหอกยาว
รูปปั้นทุกตนดูสง่างามและน่าเกรงขาม ราวกับมีชีวิตและกำลังจับจ้องมายังทุกย่างก้าวของเขา
ทันใดนั้นเอง คาร์ลอยก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ! สัมผัสได้ถึงอันตรายร้ายแรง! ทันใดนั้น ดวงตาของรูปปั้นทุกตนก็เริ่มส่องแสงสีทองเจิดจ้าออกมา!
คาร์ลอยตกใจสุดขีด รีบใช้พลังแสงศักดิ์สิทธิ์สร้างโล่ป้องกันขึ้นมาทันที ซึ่งนั่นก็ทำให้เวทล่องหนของเขาที่มาจากพลังแห่งเงาสลายไปในบัดดล
แต่...เรื่องประหลาดก็เกิดขึ้น...พอคาร์ลอยตั้งการ์ดพร้อมรับการโจมตีเต็มที่ พลังงานที่คุกคามจากรูปปั้นเหล่านั้นกลับสลายหายไปเฉย ๆ ซะงั้น!
คาร์ลอยถึงกับเซ็งเป็ด... อารมณ์เหมือนกับผู้หญิงที่เตรียมตัวเตรียมใจพร้อมแล้ว... แต่... ช่างมันเถอะ! ทุกคนคงเข้าใจแหละน่า
เขาส่ายหัวอย่างโล่งอก ถ้าต้องรับการโจมตีนั่นเข้าไปเต็ม ๆ จริง ๆ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะรอดหรือเปล่า
เมื่อวิกฤตผ่านพ้นไป เขาก็ค่อย ๆ เดินเข้าไปด้านในอย่างระมัดระวัง พร้อมกับคิดวิเคราะห์ในใจ
'ดูเหมือนว่ารูปปั้นพวกนี้จะเป็นระบบป้องกันสินะ... จากเหตุการณ์เมื่อกี้ ถ้าคนที่มีพลังแห่งเงาเข้ามา จะถูกโจมตี... แต่ถ้าเป็นคนที่มีพลังแสงศักดิ์สิทธิ์ จะไม่เป็นอะไร...’
‘สงสัยคนออกแบบระบบป้องกันนี้คงไม่เคยเจอคนที่มีทั้งพลังแสงและเงาในร่างเดียวกันมาก่อนแน่ ๆ พอเจอเคสแบบข้าเข้าไป ระบบมันเลยเอ๋อ ไม่โจมตีซะงั้น!’
‘อืม... แล้วถ้าเป็นคนธรรมดาเข้ามาล่ะ จะโดนโจมตีไหมนะ?’
‘อ๋อ... มิน่าล่ะ! ฝ่ายแสงสว่างถึงไม่ส่งพวกโจรหรือนักฆ่าลอบเข้ามาขโมยของ ก็เพราะเข้ามาไม่ได้นี่เอง! ส่วนพวกอันเดดยิ่งไม่ต้องพูดถึง...’
‘กลายเป็นว่าตอนนี้... ตัวข้านี่แหละที่ปลอดภัยที่สุดในที่นี้!’
คาร์ลอยเดินตามโถงทางเดินลึกเข้าไป จนกระทั่งมาถึงห้องโถงขนาดมหึมา
ตรงกลางห้องโถงฝั่งตรงข้าม มีบัลลังก์ตั้งตระหง่านอยู่ บัลลังก์ทองคำพนักพิงสูงส่งนั้นบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเจ้าของเดิมในอดีต จะต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจล้นฟ้าอย่างแน่นอน
แต่คาร์ลอยไม่สนใจบัลลังก์พรรค์นั้นแม้แต่น้อย เขาเดินเลี่ยงไปอีกทาง
สองข้างของห้องโถงมีประตูอยู่ คาร์ลอยลองเข้าไปในประตูบานหนึ่ง ซึ่งพบว่าเป็นแค่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
เขาจึงเดินออกมาแล้วไปยังประตูอีกฝั่ง และในที่สุดก็พบว่ามันคือ...ห้องสมุดขนาดใหญ่มาก!
นี่แหละคือสิ่งที่เขาตามหา! คาร์ลอยกวาดสายตามองชั้นหนังสือสูงใหญ่ที่ตั้งชิดผนัง ซึ่งหนังสือบนชั้นได้หายไปเป็นจำนวนมากแล้ว
แต่ทว่า...บนชั้นหนังสือฝั่งหนึ่ง กลับมีหนังสือเล่มหนึ่งที่โดดเด่นสะดุดตากว่าใครเพื่อน และยังคงวางอยู่บนชั้นอย่างสมบูรณ์
คาร์ลอยเดินเข้าไป...และยื่นมือไปสัมผัสหนังสือเล่มนั้น ทันทีที่ปลายนิ้วแตะถูกปกหนังสือ เขาก็รู้สึกราวกับถูกดึงเข้าไปในห้วงแห่งความฝัน
ณ ที่แห่งนั้น คือห้วงอวกาศอันไร้ที่สิ้นสุด คาร์ลอยมองเห็นดาวเคราะห์ขนาดยักษ์มหึมาดวงหนึ่งที่ส่องประกายสีทองเจิดจรัส มีดาวตกสีทองนับไม่ถ้วนพุ่งผ่านตัวเขาไป และมุ่งตรงไปยังดาวเคราะห์ดวงนั้น
เมื่อมองดูดาวตกเหล่านั้น คาร์ลอยกลับรู้สึกผูกพันอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าพวกมันคือพี่น้องของเขา
และแล้ว...ภาพของดาวตกก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น... ที่แท้มันคือผลึกแสงศักดิ์สิทธิ์โปร่งใสที่ส่องประกายสีทองระยิบระยับ!
ผลึกแก้วเหล่านั้นหมุนวนรอบแกนกลางของตัวเอง พร้อมกับเปล่งเสียงที่ลึกซึ้งและไพเราะออกมา
"นี่มันไม่ใช่ผลึกแสงศักดิ์สิทธิ์อะไรทั้งนั้นเฟ้ย!" คาร์ลอยอุทานในใจ "ในเกมเขาเรียกไอ้แบบนี้ว่า 'นารู' ต่างหาก!"
แต่แล้วเขาก็ถอนหายใจ "เฮ้อ... จะเอามาตรฐานจากเกมมาตัดสินก็ไม่ได้นี่นะ ก็เกมนั้นมันสร้างโดยอิงจากโลกใบนี้นี่หว่า... เลิกคิดดีกว่า"
คาร์ลอยไม่รู้ว่าภาพนิมิตที่เขาเห็นมีความหมายอะไร แต่เมื่อเขาค่อย ๆ ตื่นจากภวังค์ ก็พบว่าหนังสือเล่มนั้นมาอยู่ในมือของเขาเรียบร้อยแล้ว!
รูปลักษณ์ของหนังสือได้เปลี่ยนไป มันกลายเป็นตำราที่ทำจากทองคำทั้งเล่ม และหน้ากระดาษด้านในก็ไม่ได้หนามากนัก
และแล้ว...ราวกับมีเสียงกระซิบจากสวรรค์ คาร์ลอยก็เข้าใจความหมายของภาพนิมิตเมื่อครู่นี้ในทันที
ดาวเคราะห์ยักษ์ที่เขาเห็น...ก็คือหนังสือเล่มนี้ ส่วนดาวตกสีทองที่พุ่งเข้าชนดาวเคราะห์...ก็คือการถ่ายทอดข้อมูลลงสู่หน้ากระดาษของตำราเล่มนี้ และในขณะเดียวกันก็เปลี่ยนรูปลักษณ์ของมันไปด้วย
ดูเหมือนว่า...สิ่งที่เรียกว่า "ผลึกแสงศักดิ์สิทธิ์" ที่ดูเหมือนมาจากต่างดาวนี้ จะมีความเชื่อมโยงกับโลกอาเซนอสแห่งนี้มาอย่างยาวนาน
เพียงแต่ยุคสมัยมันยาวนานเกินไปจนไม่มีใครล่วงรู้ แม้แต่มหาจอมเวทในตำนานผู้นั้นก็อาจจะไม่รู้เช่นกัน
'หรือว่า...วิหารแบบนี้ถูกสร้างขึ้นในยุคที่ผลึกแสงศักดิ์สิทธิ์เดินทางไปมาหาสู่กับดาวดวงนี้งั้นเหรอ?’
'เหมือนกับบนโลกที่สถาปัตยกรรมโบราณบางแห่ง ถูกผู้คนจินตนาการว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ต่างดาวทิ้งเอาไว้?'
คาร์ลอยส่ายหัว เรื่องพวกนี้มันซับซ้อนเกินไป คิดแล้วปวดสมองชะมัด และจากสถานการณ์เมื่อครู่นี้...ดูเหมือนว่าหนังสือเล่มนี้...จะมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่สามารถหยิบมันขึ้นมาได้
เพราะในโลกนี้...นอกจากตัวเขาแล้ว จะมีใครอีกที่มีผลึกแสงศักดิ์สิทธิ์อยู่ในร่างกาย?
เมื่อคิดถึงจุดนี้ คาร์ลอยก็ยิ่งรู้สึกว่าการเปิดออกของซากโบราณสถานแห่งนี้...มันต้องมีเป้าหมายบางอย่างแอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน
แล้วเขาก็หวนนึกไปถึงตอนที่เข้ามาในซากโบราณสถานครั้งแรก ที่ที่เขาได้รับ "ไข่มุกมารแห่งเงา" และการตกแต่งภายในกระท่อมหลังนั้นที่คุ้นเคยอย่างประหลาด...
"ฮ่า ๆๆ ดูเหมือนว่าพวกเราทุกคนจะหลงเข้ามาอยู่ในเกมของพวกตัวตนเหนือโลกเข้าซะแล้ว" คาร์ลอยหัวเราะออกมา "งั้นเราก็มาเล่นกันให้สุด ๆ ไปเลยสิ... มาดูกันว่าจะเล่นท่ายากได้สักแค่ไหน!"
ในขณะเดียวกัน คาร์ลอยก็รู้สึกว่า ในเมื่อในซากโบราณสถานแห่งนี้มี "ตำราทองคำ" ของเขาอยู่...ก็ไม่แน่ว่า...อาจจะมี "ตำราทองคำดำ" อยู่ด้วยก็เป็นได้
น่าเสียดาย...ที่เขาคงไม่มีโอกาสได้มันมาครอบครอง...