- หน้าแรก
- กำเนิดเทพเจ้าโบราณ
- บทที่ 206 มหาสงครามกลางทุ่ง
บทที่ 206 มหาสงครามกลางทุ่ง
บทที่ 206 มหาสงครามกลางทุ่ง
“นี่ท่านพี่ต้องการตำราเกี่ยวกับพลังศักดิ์สิทธิ์เหรอ?” มาทิลด้าเอ่ยถามขึ้น ขณะที่สายตายังคงจับจ้องไปยังชั้นหนังสือที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้า
คาร์ลอยหัวเราะร่า “แหงสิ! วิชาพาลาดินที่มีอยู่ตอนนี้มันกระจอกงอกง่อยสิ้นดี ขืนใช้แค่นี้มีหวังได้นอนคุยกับรากมะม่วงแน่ ๆ เพราะงั้นข้าเลยต้องหาตำราแสงศักดิ์สิทธิ์มาอัปเกรดตัวเองหน่อย”
มาทิลด้าพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย นางรู้สึกว่าความคิดของคาร์ลอยก็สมเหตุสมผลดี
ทั้งสองเดินสำรวจต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งหลงเข้าไปในดินแดนที่เต็มไปด้วยอสูรกายอีกครั้ง... แต่ดูเหมือนว่าที่นี่จะเคยมีแขกไม่ได้รับเชิญแวะเวียนมาก่อนหน้าแล้ว เพราะซากอสูรที่นอนเกลื่อนกลาดทำให้การเดินทางของทั้งสองสะดวกโยบายิ่งขึ้น เหล่าอสูรที่เหลือรอดอยู่ก็ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้กับพวกเขามากนัก
อาจจะมีคนสงสัยว่า...ไอ้พวกอสูรพวกนี้มันอยู่ที่นี่มาเป็นพัน ๆ ปีเลยไม่ใช่เรอะ? แล้วทำไมคาร์ลอยกับมาทิลด้าถึงได้ฆ่าพวกมันง่ายดายราวกับเด็ดดอกไม้เยี่ยงนี้?
แหม...จะให้พวกมันอายุยืนเป็นเต่าล้านปีได้ยังไงกันล่ะ? พวกมันก็ต้องมีการสืบพันธุ์ออกลูกออกหลานกันมาหลายชั่วรุ่นแล้วน่ะสิ ดังนั้นอสูรพวกนี้จึงไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมายนักหรอก ที่พวกมันยังอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะปริมาณที่เยอะราวกับมดแตกรังก็เท่านั้นเอง
หลังจากเก็บเกี่ยวอัญมณีล้ำค่ามาได้จำนวนหนึ่ง ทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังดินแดนถัดไป
ณ จุดนี้ คงต้องขอกล่าวถึงความได้เปรียบของเหล่าอันเดดเสียหน่อย ด้วยความที่พวกมันไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่จำเป็นต้องหลับต้องนอน ทำให้สามารถสำรวจดินแดนแห่งนี้ได้ตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุดพัก ประสิทธิภาพในการทำงานจึงสูงกว่ามนุษย์ธรรมดาหลายเท่านัก
แต่สำหรับคาร์ลอยและมาทิลด้าแล้ว...ก็แทบไม่ต่างกันเท่าไหร่ คาร์ลอยในตอนนี้ทุ่มเทสุดตัว กิน ดื่ม ขับถ่าย ทำทุกอย่างบนหลังม้า ส่วนเรื่องนอนน่ะเหรอ? เขาก็แค่งีบหลับบนหลังม้าคู่ใจได้สบาย ๆ อยู่แล้ว
ดังนั้นถ้าจะวัดกันที่ประสิทธิภาพแล้วล่ะก็...สองคนนี้นี่แหละคือที่สุดของที่สุด!
และแล้ว...ทั้งสองก็ได้เดินทางมาถึงดินแดนแห่งใหม่ แต่ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา คาร์ลอยและมาทิลด้าก็สัมผัสได้ถึงลางร้ายบางอย่าง...
ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา พวกเขายังไม่เคยเจอกับอสูรกายที่น่ากลัวพอที่จะทำให้ขนหัวลุกได้เลยสักตัว จะมีก็แต่เจ้าตัวกินวิญญาณนั่นแหละที่พอจะนับได้
และที่นี่...ก็ยังไม่มีอสูรกายที่น่าเกรงขามปรากฏตัวออกมา แต่สิ่งที่พวกเขาพบกลับเป็น...มหาสงครามสุดโกลาหล!
เสียงโห่ร้องก้องกังวานไปทั่วทั้งทุ่งราบ คาร์ลอยและมาทิลด้าที่มองจากระยะไกล เห็นกองทัพสองฝ่ายกำลังตะลุมบอนกันอย่างดุเดือดอยู่ใจกลางทุ่ง
"มาทิลด้า! รีบเก็บม้าเร็ว!" คาร์ลอยสั่งเสียงเข้ม ก่อนจะพุ่งตัวหมอบลงกับพื้น แล้วมองไปยังสมรภูมิเบื้องหน้า
เขายกกล้องส่องทางไกลขึ้นมาส่องดู ทำให้มองเห็นภาพเหตุการณ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ใจกลางทุ่งราบนั้น มีวิหารขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ ถึงแม้ว่ามันจะผุพังไปตามกาลเวลาก็ตามที... และเบื้องหน้าวิหารนั่นเอง คือสมรภูมิรบที่กำลังเดือดระอุ
คู่สงครามทั้งสองฝ่ายก็คือ...กองทัพแห่งความมืดของเหล่าอันเดด และกองทัพแห่งแสงสว่าง!
"เราจะไม่เข้าไปช่วยพวกเขาหน่อยเหรอคะ?" มาทิลด้ากระซิบถาม
"ช่วยฝ่ายไหนล่ะ?" คาร์ลอยย้อนถาม "ข้าน่ะอยู่ฝ่ายแสงสว่าง แต่ดันมีพลังแห่งเงาอยู่ในตัว ส่วนเจ้าก็เป็นอันเดดเต็มขั้น แล้วเราจะไปช่วยฝ่ายไหนได้? ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายน่ะ ไม่มีใครต้อนรับเราทั้งนั้นแหละ"
มาทิลด้าขมวดคิ้วมุ่น ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก ส่วนคาร์ลอยกลับครุ่นคิดถึงบางสิ่งบางอย่าง...
เขาหันไปถามมาทิลด้า "เจ้าว่ามันแปลก ๆ ไหม? ก่อนที่เราจะเข้ามาในซากโบราณสถานแห่งนี้ โอเมก้าสั่งให้ฆ่าล้างบางพวกฝ่ายแสงสว่างให้หมด... แล้วตอนนี้ยังจะมาตั้งทัพทำสงครามกันใหญ่โตขนาดนี้อีก ข้าไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าพวกมันคิดจะทำอะไรกันแน่"
"เรื่องนี้มันจะไปเข้าใจยากอะไรกันล่ะคะ? เป้าหมายของเหล่าอันเดดก็คือการกำจัดสิ่งมีชีวิตให้หมดไปจากโลกนี้ไม่ใช่เหรอ?" มาทิลด้าตอบตามความเข้าใจของตน
คาร์ลอยส่ายหน้า "แล้วมนุษย์ที่อยู่ร่วมกับอันเดดล่ะ? ที่สำคัญคือ...จังหวะที่พวกมันเปิดศึกกับมนุษย์มันไม่ถูกต้องเลยสักนิด"
"หมายความว่ายังไงคะ?"
คาร์ลอยจึงเริ่มอธิบายการวิเคราะห์ของเขา
"เพราะตอนนี้มนุษย์ในทวีปเวสต์แลนด์ยังไม่ได้รวมพลังกันต่อต้านอันเดด ถ้าพวกอันเดดฉลาดพอ พวกมันควรจะฉวยโอกาสนี้ค่อย ๆ กำจัดมนุษย์ไปทีละอาณาจักรถึงจะถูก แต่นี่อะไรกัน? ศัตรูยังไม่ทันจะรวมตัวกันเลยด้วยซ้ำ เจ้ากลับชิงเปิดศึกสร้างศัตรูให้ตัวเองซะงั้น การกระทำแบบนี้มันไม่เท่ากับเป็นการเร่งให้สองอาณาจักรที่เหลือ หรือแม้กระทั่งพวกคนแคระ ต้องรีบจับมือกันเข้าร่วมสงครามเร็วขึ้นหรอกเหรอ?"
"พอออกจากซากโบราณสถานแห่งนี้ไป พวกฝ่ายแสงสว่างที่ตายด้วยน้ำมือของอันเดดเป็นจำนวนมาก ก็อาจจะเป็นชนวนเหตุให้สงครามระหว่างอาณาจักรปะทุขึ้นมาได้... ซึ่งมันไม่ส่งผลดีกับฝ่ายอันเดดเลยแม้แต่น้อย ใช่ไหมล่ะ?"
หลังจากได้ฟังการวิเคราะห์ของคาร์ลอย มาทิลด้าก็เริ่มรู้สึกว่าการกระทำของเหล่าอันเดดที่จู่ ๆ ก็หาเรื่องสร้างศัตรูขึ้นมาเองนั้นมันดูจะเกินไปหน่อยจริง ๆ
"แต่...มันก็พอจะเข้าใจได้ไม่ใช่เหรอคะ? ยังไงซะคนเป็นกับคนตายก็ต้องเป็นศัตรูกันอยู่แล้ว ถึงพวกเขาจะไม่หาเรื่องฝ่ายแสงสว่างในตอนนี้ สุดท้ายก็ต้องมีสักวันที่ต้องทำสงครามกันอยู่ดี"
"นั่นก็ใช่..." คาร์ลอยยอมรับ "แต่ประเด็นคือ ถ้าสามารถยื้อเวลาออกไปได้ มันก็น่าจะดีกว่าไม่ใช่เหรอ?"
ทั้งสองเงียบไปอีกครั้ง และเฝ้าสังเกตการณ์สถานการณ์รบต่อไป สิ่งที่ทำให้คาร์ลอยหงุดหงิดใจอย่างมากก็คือ...เขากับมาทิลด้าไม่สามารถย้อนกลับไปยังพื้นที่ก่อนหน้านี้ได้
เพราะในพื้นที่ก่อนหน้านี้มีประตูม่านแสงอยู่เพียงสองบานเท่านั้น บานหนึ่งคือประตูที่นำมาสู่ที่นี่ ส่วนอีกบาน...ก็คือประตูที่นำไปสู่พื้นที่ก่อนหน้าอีกทีหนึ่ง...
พูดง่าย ๆ ก็คือ...ถ้าพวกเขาย้อนกลับไป ก็เท่ากับเป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุนั่นเอง
"ยังไงเราก็ต้องหาทางฝ่าไปให้ได้" คาร์ลอยพูดกับมาทิลด้า "เดี๋ยวข้าจะลอบเข้าไปสำรวจสถานการณ์ดูก่อน แล้วจะกลับมาหาเจ้า จากนั้นเราค่อยขี่ม้าอ้อมพวกมันไปไกล ๆ แล้วมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ถัดไปกัน"
มาทิลด้าพยักหน้ารับ "ท่านพี่ต้องระวังตัวด้วยนะคะ"
คาร์ลอยรับคำ ก่อนจะเปิดใช้งานพลังแห่งเงา ทำให้ร่างกายของเขาล่องหนหายไป แล้วเริ่มเคลื่อนที่ไปยังสมรภูมิรบ
ในสถานการณ์สงครามที่กำลังชุลมุนวุ่นวายเช่นนี้ การจะตรวจพบผู้ที่ลอบเร้นเข้ามานั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะไม่มีใครมีสมาธิพอที่จะมาคอยสอดส่องหาผู้บุกรุกที่มองไม่เห็นตัวหรอก
คาร์ลอยลอบเข้าไปจนถึงระยะที่ปลอดภัยจากลูกหลงของเวทมนตร์ต่าง ๆ เขาหมอบลงกับพื้น พยายามเงี่ยหูฟังว่าการต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายนี้มีสาเหตุอื่นแอบแฝงอยู่หรือไม่
ดูเหมือนว่าฝ่ายอันเดดจะได้เปรียบอยู่เล็กน้อย...ก็แน่ล่ะ ในสนามรบ เหล่าอันเดดไม่เคยมีความเห็นแก่ตัว ไม่กลัวความเจ็บปวดหรือความตาย
แค่เรื่องของขวัญกำลังใจและความสามัคคีก็กินขาดฝ่ายแสงสว่างไปแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น...เมื่อใดก็ตามที่ฝ่ายแสงสว่างมีคนตาย พวกเขาก็จะกลายเป็นอันเดดตนใหม่ในทันที ทำให้จำนวนนักรบของฝ่ายอันเดดยากที่จะลดลง ในขณะที่อีกฝ่ายกลับถูกบั่นทอนกำลังพลลงไปเรื่อย ๆ
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้...ความพ่ายแพ้ของฝ่ายแสงสว่างจึงเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
เมื่อการต่อสู้ดำเนินมาถึงจุดนี้ โดยปกติแล้วฝ่ายแสงสว่างควรจะเริ่มถอยทัพได้แล้ว แต่ทุกคนกลับยังคงต่อสู้อย่างสุดกำลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าพาลาดินและนักบวชที่ต่างก็รุกไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นจากฝ่ายแสงสว่าง "ทุกคน! ฮึดสู้อีกหน่อย! แค่เรากดดันพวกอันเดดให้ถอยกลับเข้าไปในวิหารนั่นได้ แล้วชิงเอาตำราเล่มสำคัญยิ่งชีพนั่นมา เราก็จะถอยทัพได้แล้ว! ตำราเล่มนั้น...คือกุญแจสำคัญในการต่อกรกับเหล่าอันเดด!"
คาร์ลอยแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เขารู้อยู่แก่ใจว่าคำพูดเหล่านั้นมันก็แค่เรื่องหลอกเด็กทั้งเพ ตำราแค่เล่มเดียวมันจะไปเป็นกุญแจสำคัญในการต่อกรกับอันเดดได้อย่างไรกัน?
แต่ถ้าไม่พูดแบบนี้...ก็คงยากที่จะปลุกใจให้คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ลุกขึ้นมาสู้จนตัวตายได้ เพราะฉะนั้น...ในเวลาที่จำเป็นต้องโกหก ก็ต้องโกหก ในเวลาที่ต้องขายฝัน ก็ต้องขายฝัน
ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่เรื่องไร้สาระ...แต่มันก็อธิบายสาเหตุของสงครามครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี
ฝ่ายหนึ่งต้องการเข้าไปเอาตำรา...ส่วนอีกฝ่ายก็ขัดขวาง...สงครามจึงได้อุบัติขึ้น...ด้วยประการฉะนี้แล...